วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทองคำและยุคตื่นทอง

นักหาทองในยุคตื่นทอง ใช้เครื่องมือง่ายๆ. - เหรียญทองของกษัตริย์โครซุส.

สิ่งทรงคุณค่าที่มนุษย์ต้องการไม่ว่ายุคใดสมัยใด ก็คือ “ทองคำ” และแน่นอนว่าคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนสัปดาห์นี้ก็ย่อมต้องสรรหาเรื่องมันส์ๆอันเกี่ยวกับทองคำมานำเสนอต่อแฟนานุแฟน

จำเดิมตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อกษัตริย์โครซุส (Croesus) แห่งแคว้นลิเดีย (Lydia) ทรงสร้างเหรียญทองคำแท้จำนวน 2,500 เหรียญขึ้นมาราว 3,000 ปีก่อนโน้น มาถึงทุกวันนี้ทองคำก็ยังเป็นมาตรฐานแสดงถึงความร่ำรวยมั่งคั่งอยู่ดี ทุกประเทศเขตแดนล้วนมีแร่ทองคำฝังอยู่ใต้ดินให้ขุดค้นหา แม้กระทั่งน้ำในมหาสมุทรก็ยังมีทองคำเจือปนอยู่ถึงอย่างน้อยหมื่นล้านตัน รอคอยให้มีคนดีมากลั่นกรองเอาไป

การที่ทองคำยังมีปริมาณไม่เพียงพอกับความต้องการของมนุษย์ตลอดมาก็ด้วยว่าการจะเอามันขึ้นมาจากแหล่งธรรมชาติที่มันแฝงตัวอยู่นั้นแสนลำบากยากเย็น จำนวนปริมาณที่มันปนอยู่ในแร่อื่นนั้นน้อยนิด แม้แต่เหมืองที่มีทองคำเจืออยู่มากที่สุด การสกัดเอาออกมาได้ 1 ส่วนนั้นจะต้องทิ้งแร่ที่มันเกาะอาศัยอยู่ถึง 300,000 ส่วน หรือหากจะคิดอ่านกรองทองคำจากน้ำทะเลออกมาสักกรัมเดียว ก็จะต้องใช้น้ำทะเลถึง 100 ตันเลยเชียว

มนุษย์ได้เรียนรู้คุณวิเศษของทองคำมาแต่ครั้งยุคหิน (Stone Age) เมื่อพวกเขาแลเห็นประกายวิบวับอยู่ที่ก้อนกรวดในลำธาร พอสกัดเอาทองคำออกมาได้รวมเป็นก้อนแล้ว ทีนี้จะใช้ค้อนตีทุบให้มันเป็นรูปร่างแบบใดก็ได้โดยง่าย พวกเขาจึงเอามันมาเป็นเครื่องประดับร่างกาย ข้อดีอีกอย่างคือทองนั้นมีความคงทนสูง ไม่ขึ้นกับกาลเวลา ไม่สึกกร่อน ไม่เป็นสนิม จะเอามาหลอมขึ้นรูปใหม่กี่ครั้งๆคุณสมบัติของมันก็ไม่เคยเสื่อมลง เพียงกรัมเดียวของมันก็สามารถนำมายืดเป็นเส้นทองได้ยาวราว 2 กม. หรือทุบเป็นแผ่นบางเฉียบได้ถึง 1/250,000 ส่วนของหนึ่งนิ้ว

โดยปกติทองคำจะแฝงปนอยู่ในแร่หิน แต่ก็มีเหมือนกันที่เป็นผงหรือเม็ดทองคำแท้ล้วนๆ ซึ่งเป็นยอดปรารถนาของนักร่อนทอง ทั้งนี้ อันที่จริงเม็ดทองแท้นี้เดิมก็แฝงอยู่ในชั้นแร่หินลึกลงไปจากผิวโลกมานานในช่วง 2 ถึง 10 ล้านปีก่อนโน้น แต่ก็ถูกกัดกร่อนจนหลุดออกมารวมตัวเป็นเม็ด แล้วไหลตามกระแสน้ำลำธารพัดพาออกสู่มหาสมุทร

ประวัติศาสตร์จารึกไว้ว่า ก้อนทองคำบริสุทธิ์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดที่ได้พบนั้น มีความยาว 60 เซนติเมตร และกว้าง 30 เซนติเมตร หนักถึง 66 กิโลกรัม มันฝังอยู่ใต้ผิวดินเพียงแค่ 3 เซนติเมตรเท่านั้น ผู้ที่พบมันคือชาวเหมืองนามว่า จอห์น เดียสัน (John Deason) กับ ริชาร์ด โอเตส (Richard Oates) ขณะทำงานอยู่ที่บุลด็อก กัลลีย์ ทางตอนกลางของรัฐวิกตอเรีย, ออสเตรเลีย ทั้งสองพบทองคำก้อนยักษ์นี้ในเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ.1869 เมื่อเอาไปตรวจสอบจึงรู้ว่ามันบริสุทธิ์ถึง 98.66 เปอร์เซ็นต์ ทั้งสองขายมันไปด้วยราคา 9,500 ปอนด์ (ก็ราวๆ 500,000 บาทเท่านั้นเองแหละ) เขาตั้งชื่อมันว่า “ผู้มาเยือนที่น่ายินดี (Welcome Stranger)” อย่างไร ก็ตาม ทองคำก้อนยักษ์นี้ก็ต้องถูกตัดให้เล็กย่อยลงเพื่อสะดวกในการหลอมให้เป็นแท่งและขนไปเก็บไว้ในธนาคารที่อังกฤษ

อันที่จริงก่อนหน้านี้ก็ได้มีความตื่นทอง (gold rush) เกิดขึ้นแล้วในออสเตรเลียตั้งแต่ปี ค.ศ.1851 เมื่อมีการพบแร่ทองคำจำนวนมากในธารน้ำเมืองนิวเซาท์เวลส์แล้วจึงได้พบทองมากขึ้นไปอีกในรัฐวิกตอเรีย และภายในปีเดียวก็มีนักแสวงโชคหาทองเดินทางจากทั่วโลกกว่า 500,000 คน แล้วก็เลยตั้งหลักปักฐานอยู่ที่แถบนี้ซึ่งมีทั้งอเมริกัน เยอรมัน ชาวโปลด์ ตลอดจนชาวจีน

นอกจากก้อนทองคำแท้แล้ว แร่ทองคำก้อนใหญ่ที่สุดในโลกก็พบที่นิวเซาท์เวลส์เช่นกันในปี ค.ศ.1872 โดยมีน้ำหนัก 283 กก. ซึ่งเมื่อสกัดแล้วก็ได้ทองคำแท้ออกมา 84 กก. ผู้ค้นพบคือ เบอร์นาร์ด ออตโต โฮลเตอร์มานน์ ทองก้อนนี้จึงมีชื่อว่า โฮลเตอร์มานน์ (Holtermann Nugget เมื่อ nugget หมายถึงก้อนแร่ทองคำธรรมชาติ)

ในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ก็มีเหตุการณ์ตื่นทองใหญ่ๆ เกิดขึ้นอีก 2-3 แห่ง

แห่งแรกได้แก่แคลิฟอร์เนีย ซึ่งเริ่มขึ้นในวันที่ 24 มกราคม 1848 เมื่อ เจมส์ ดับบลิว มาร์แชลล์ ได้พบก้อนทองคำที่โรงนาแห่งหนึ่งในเมืองโคโลมา (Coloma) ข่าวการพบนี้ชักนำให้ผู้คนกว่า 300,000 คนทั้งในสหรัฐฯและที่อื่นๆแห่กันมาแคลิฟอร์เนีย ทำให้เศรษฐกิจใน

ดินแดนนี้แพร่สะพัด เกิดรัฐใหม่ขึ้นโดยที่ไม่ได้เติบโตทีละเล็กละน้อยเช่นรัฐอื่นๆ ในช่วงแรกนั้นยังไม่มีกฎหมายจับจองที่ดิน ผู้เสี่ยงโชคจึงใช้วิธีปักหลักเขตบริเวณร่อนทองของตน อุปกรณ์เครื่องมือก็ยังไม่มีการพัฒนา ต้องใช้เครื่อง ร่อนทองธรรมดาๆ เช่น ถาดตะแกรง เหมืองเถื่อนเหล่านี้สร้างความเสียหายแก่สภาพแวดล้อม แต่ช่วงต่อๆมาก็มีการปรับปรุงวิธีการร่อนทองที่ดีขึ้น มีการใช้เรือกลไฟ (steamship) ในการขนถ่ายทองคำ จนกระทั่งมีเส้นทางรถไฟข้ามทวีปขึ้นในปี 1869 ประมาณว่าทองคำที่ผลิตขึ้นได้ในครั้งนั้นมีมูลค่าในปัจจุบันเทียบเท่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์ หลายคนเป็นเศรษฐี แต่อีกหลายคนก็ยังคงจนเหมือนเดิม

แห่งที่สองได้แก่ตื่นทองที่คลอนไดค์ (Klondike) ซึ่งเป็นย่านหนึ่งในรัฐยูคอน (Yukon) แห่งแคนาดาตอนเหนือ โดยมีชาวเหมืองพบทองคำที่นี่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 1896 พอข่าวแพร่ไปถึงซีแอตเติลกับซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ ก็เกิดความแตกตื่นแก่อเมริกันชนกว่า 100,000 คนพากันไปแสวงโชคด้วยการเดินทางไปยังเมืองท่าทางตะวันออกเฉียงใต้ของอลาสกาแล้วมุ่งหน้าไปยังแม่น้ำยูคอน ล่องเรือต่อไปจนถึงคลอนไดค์ แต่ละคนจะพกพาอาหารไปกินได้นานนับปีเพื่อป้องกันการอดตาย รวมทั้งหอบอุปกรณ์การร่อนทองที่หนักอึ้งไปด้วย

ทว่าเนื่องจากดินแดนแถบนี้เต็มไปด้วยภูเขาและหนาวจัด กว่าจะเดินทางฝ่าฟันไปถึงก็ล่วงเข้าฤดูร้อนปี 1898 มีการจับจองและครอบครองสิทธิ์พื้นที่หาทองและบางคนก็ขายสิทธิ์แล้วเปลี่ยนเป็นลงทุนสร้างร้านค้าหรือที่พักแรม คือกลายเป็นผู้สนับสนุนแทนที่จะลงมือขุดเอง ด้วยเหตุนี้จึงเกิดมีอาคารบ้านช่องเรียงรายไปตามเส้นทางแสวงโชคซึ่งไปสิ้นสุดที่ปลายทางคือเมืองดอว์สัน (Dawson City) เพียงแค่สองปีจาก 1896 ถึง 1898 ประชากรเดิมจำนวน 500 ก็ขยายเพิ่มเป็น 30,000 คน บรรดาชาวท้องถิ่นต้องผจญกับปัญหาการมาของฝูงผู้ตื่นทองที่ทำลายสิ่งแวดล้อม ข้าวของราคาแพงลิบ เกิดโรคระบาด จนพวกเขาต้องอพยพไปอยู่เขตสงวน ยกที่อยู่อาศัยให้แก่ผู้มาใหม่ ซึ่งบางคนก็ประสบความร่ำรวยล้นเหลือ แต่ส่วนใหญ่โชคร้ายไม่พบทอง อดอยากและล้มตาย กระทั่งปี 1903 เหตุการณ์ตื่นทองจึงสงบลง เหลือแต่เพียงบริเวณอันเป็นตำนานที่เรียกขานกันว่า โบนันซ่า (Bonanza) อันหมายถึงความโชคดีมั่งคั่งที่อุบัติขึ้นอย่างไม่คาดฝัน

ขุมทองอีกแห่งหนึ่งเกิดขึ้นในดินแดนอันห่างไกลในแอฟริกาใต้ เมื่อจอร์จ แฮร์ริสัน ผู้แสวงโชคได้พบแร่ทองคำในบริเวณแอ่งวิตวอเตอร์สแรนด์ (Witwatersrand basin) หากทว่าในช่วงปี 1886 นั้นจอร์จลำบากยากแค้นมาก จึงขายที่ดินบริเวณนั้นไปในราคาแค่ 10 ปอนด์ กาลต่อมาไม่นาน ที่ดินผืนนี้ก็กลายเป็นขุมทรัพย์มหาศาล เพราะมันเป็นแหล่งทองคำที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในโลก

และ 46 ปีหลังจากการพบทองของจอร์จ เจ้าของที่ดินใหม่คือ เอมมานูเอล จาคอบสัน กับ อัลลัน โรเบิร์ตส์ ก็ได้ขุดเจาะบริเวณที่เรียกว่า อาเด็งค์ (Aadenk) ในจังหวัดออเรนจ์ฟรี เจาะลงไปถึงความลึก 1,400 เมตรก็หมดทุน ต้องเลิกราไป กระทั่งในปี 1950 นักลงทุนรายใหม่จึงเข้ามาดำเนินการขุดต่อ และเมื่อเจาะลงไปอีกเพียงแค่ 140 เมตร ชั้นแร่ทองคำมหาศาลก็เปิดสู่สายตา กลายเป็นแหล่งขุมทองสำคัญที่ผลิตทองคำได้ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณทองคำทั่วโลก

ผู้ตั้งต้นขุดรายแรกคือ อัลลัน โรเบิร์ตส์ นั้นยากจนข้นแค้นมาก แม้กระทั่งถึงคราวเสียชีวิตก็ไม่มีแม้แต่ค่าทำศพ เพื่อนพ้องต้องช่วยกันออกเงินทำพิธีศพให้

ก็เป็นเรื่องของโชคชะตามนุษย์ ถ้าเขาขุดลึกลงไปอีกนิดเดียวก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐีแทนที่จะเป็นยาจกไปจนตายอย่างอนาถเยี่ยงนี้.


โดย : อุดร จารุรัตน์
ทีมงาน นิตยสาร ต่วย'ตูน

สิ่งทรงคุณค่าที่มนุษย์ต้องการไม่ว่ายุคใดสมัยใด ก็คือ “ทองคำ” และแน่นอนว่าคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนสัปดาห์นี้ก็ย่อมต้องสรรหาเรื่องมันส์ๆอันเกี่ยวกับทองคำมานำเสนอต่อแฟนานุแฟน 20 ม.ค. 2561 11:13 ไทยรัฐ