วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอยผู้อพยพอเมริกา ก่อนผรุสวาจา “Shithole!”

ซักฟอก - คณะกรรมการยุติธรรมแห่งวุฒิสภาสหรัฐฯ ประชุมซักฟอกที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กรณีสื่อแฉว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ใช้วาจาหยาบคาย “Shithole” เรียกผู้อพยพจากเฮติและแอฟริกา แต่นางเคิร์สเทน นีลเซน รมว.ความมั่นคงมาตุภูมิ แก้ตัวแทนว่าไม่ได้ยินทรัมป์พูดเช่นนั้น (เอเอฟพี)


ตั้งแต่ “สหรัฐอเมริกา” ก่อตั้งประเทศมานาน 242 ปี ประเด็น “เหยียดผิว” และรังเกียจกีดกัน “ผู้อพยพต่างด้าว” ยังฝังรากลึกและถูกจุดชนวนขึ้นมาเป็นพักๆ รวมทั้งยุคที่โดนัลด์ ทรัมป์ มหาเศรษฐีผู้อื้อฉาวเป็นผู้นำ

สัปดาห์ก่อนทรัมป์ต้องแก้ตัวพัลวันว่า ตนไม่ใช่คนเหยียดเชื้อชาติสีผิว หลังสื่อแฉว่า เขาใช้วาจาหยาบคายในที่ประชุมกับสมาชิกสภาคองเกรสเรื่องกฎหมายผู้อพยพว่า “ทำไมเราต้องให้คนจากประเทศหลุมขี้ (Shithole countries) จากเฮติและแอฟริกาเข้ามาที่นี่” และว่าสหรัฐฯควรรับผู้อพยพจากประเทศอื่น เช่น นอร์เวย์แทน

คำว่า “Shithole” แปลตรงตามตัวอักษรว่า “หลุมขี้” หรือ “รูขี้” (Shit = อุจจาระ Hole = หลุมหรือรู) แต่อาจมีความหมายแฝง หรือใกล้เคียงอื่นๆด้วย เรื่องนี้ทำให้สื่อในประเทศต่างๆทั่วโลกต้องค้นหาคำแปลเป็นภาษาตัวเองจ้าละหวั่น เพื่อให้เหมาะสมและตีพิมพ์เผยแพร่ได้โดยไม่หยาบถ่อยเถื่อนเกินไป

สื่อญี่ปุ่น “เกียวโด” เลือกใช้คำ “คูซอตตาเระ” (หยดขี้) และ “เอ็นเอชเค” เลือกใช้แค่คำว่า “โสโครก” อาซาฮี ชิมบุน ใช้คำว่า “Outdoor Toilets” (ส้วมกลางแจ้ง) ส่วนสื่อจีนรวมทั้ง “ซินหัว” เลือกใช้คำตรงๆ ว่า “หลุมขี้” ขณะที่สื่อแอฟริกา นสพ. “เอ็มวานานชิ” ของแทนซาเนีย ใช้แค่คำว่า “มาไตฟา ชาฟุ” (สกปรก) ส่วน “ไทฟา ลีโอ” นสพ.ภาษาสวาฮิลีแห่งเคนยา เลือกใช้คำสั้นๆค่อนข้างสุภาพกว่าว่า “เอนชิ ซา คินเยชิ” (อุจจาระ)

จริงๆแล้ว กระแสต่อต้านคนต่างสีผิวต่างเชื้อชาติจากฝ่ายการเมืองหรือคนผิวขาว “เจ้าถิ่น” ในสหรัฐฯ มีมาตลอดประวัติศาสตร์ ขึ้นอยู่กับว่ายุคไหนแรง หรืออ่อนกว่าเท่านั้น เช่น ค.ศ.1790 มีการออกกฎหมายให้สัญชาติ (Naturaliztion Act) มุ่งกีดกันไม้ให้คนผิวดำได้เป็นพลเมืองอเมริกัน

ค.ศ. 1798 ก็มีการออกกฎหมายคนต่างด้าว (Alien Act) มุ่งต่อต้านชาวฝรั่งเศส ค.ศ.1798 มีการออกกฎหมายเพจ (Page Act) สกัดแรงงานอพยพจากเอเชีย ต่อมาใน ค.ศ.1924 ก็มีการออกกฎหมายยับยั้งผู้อพยพจากยุโรปใต้และตะวันออกซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวคาทอลิกและชาวยิว

ตั้งแต่ช่วงหาเสียง ทรัมป์มีนโยบายกีดกันผู้อพยพชาวมุสลิม อ้างว่าเพื่อป้องกันการก่อการร้าย และก่อนหน้านี้ผู้นำที่ต่อต้านผู้อพยพชัดเจนที่สุดก็คือ วาร์เรน จี. ฮาร์ดิง ประธานาธิบดีคนที่ 29 ผู้กุมอำนาจช่วง ค.ศ.1921-1923 ซึ่งชูนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” และต่อต้านผู้อพยพคล้ายทรัมป์ จนชนะเลือกตั้งใน ค.ศ.1920

ช่วง 40 ปีก่อนฮาร์ดิงเป็นผู้นำ มีผู้อพยพทะลักเข้าสหรัฐฯมากถึง 22 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นชาวยิวและคาทอลิกจากยุโรปใต้และตะวันออก ทำให้คนผิวขาวกลัวว่า สหรัฐฯจะมีชนเชื้อชาติอ่อนด้อยมากเกินไปและจะเป็นหัวหอกนำลัทธิคอมมิวนิสต์เข้าประเทศ

หลังฮาร์ดิงหัวใจวายตาย 1 ปี ก็มีกฎหมาย ค.ศ.1924 สกัดผู้อพยพจากยุโรปใต้และตะวันออกดังที่ว่ามา แต่กฎหมายนี้ทำให้ผู้อพยพจาก “เม็กซิโก” ทะลักเข้าไปแทน หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็มีขบวนการยับยั้งผู้ลี้ภัย ต่อมา ค.ศ.1965 ก็มีการยกเลิกระบบโควตาพิเศษต้อนรับผู้อพยพจากยุโรปเหนือ และพยายามดึงดูดผู้อพยพที่มีทักษะและการศึกษาสูง รวมทั้งอนุญาตให้มีการ “รวมญาติ” นำครอบครัวของคนเหล่านี้เข้าไปอยู่ในสหรัฐฯด้วย ซึ่งเรียกกันว่า “ผู้อพยพลูกโซ่” ส่งผลให้ผู้อพยพถูกกฎหมายพุ่งขึ้นถึง 1 ล้านคนต่อปี ส่วนมากเป็นคนเอเชียและเม็กซิโก

ค.ศ.1986 ประธานาธิบดีโรนัล เรแกน อภัยโทษให้ผู้อพยพผิดกฎหมายราว 3.2 ล้านคน หวังสกัดผู้อพยพผิดกฎหมายแต่ ก็ล้มเหลว อีก 4 ปีต่อมาประธานาธิบดีจอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช พยายามสกัดผู้อพยพจากเอเชียด้วยการใช้ระบบ “กรีน การ์ด ลอตเตอรี่” เพื่อให้ผู้อพยพมีความหลากหลายจากทั่วโลก

ในทศวรรษ 2000 กระแสต่อต้านผู้อพยพพุ่งสูงขึ้นมาอีกจากหลายสาเหตุ รวมทั้งจากเหตุวินาศกรรมสะท้านโลก “9/11” จุดกระแสต่อต้านชาวมุสลิมที่ทวีขึ้นเรื่อยๆ จากระบบลอตเตอรี่ และยังมีสาเหตุจากเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจและประชากร ซึ่งทำให้คนผิวขาวมีสถานะเป็นรองคนต่างด้าวและกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในหลายชุมชนทั่วประเทศ

เมื่อผู้อพยพผิดกฎหมายพุ่งขึ้นถึง 12 ล้านคน ส่วนใหญ่จากเม็กซิโกและอเมริกากลาง ผู้นำ 2 คนก่อนคือ ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช และบารัค โอบามา พยายามยับยั้งผู้อพยพใหม่ๆ แต่ก็พยายามหาวิธีทำให้ผู้อพยพผิดกฎหมายได้สัญชาติอเมริกัน สวนทางกับทรัมป์ที่พยายามขับไล่ผู้อพยพผิดกฎหมายและผู้ลี้ภัย

ทรัมป์ถึงขั้นยกเรื่องนี้มาเป็นนโยบายหาเสียงเพื่อดึงคะแนนจากกลุ่มคนผิวขาวที่รู้สึกว่าผู้อพยพเป็นภัยคุกคาม ต่างจากบุชและโอบามาซึ่งหลีกเลี่ยงไม่นำเรื่องนี้มาเป็นประเด็นการเมืองเพราะหวั่นผลกระทบรุนแรง

บางส่วนของโคลง 14 บรรทัด (ซอนเนต) ชื่อ “The Colossus” ที่จารึกไว้ใต้ “เทพีเสรีภาพ” สัญลักษณ์แห่งเสรีภาพและการต้อนรับผู้อพยพทุกเชื้อชาติศาสนาเข้าสู่ดินแดนลุงแซมมานานกว่า 100 ปี เขียนไว้ว่า...

“จงส่งผู้ที่เหนื่อยล้าของเจ้า, ผู้ที่ทุกข์ยากของเจ้า, มวลชนของเจ้าผู้กระหายได้สูดอากาศอย่างเป็นไท, บุคคลผู้เป็นขยะน่าเวทนาจากชายฝั่งอันแออัดของเจ้า, จงส่งผู้ไร้บ้าน ผู้ถูกขว้างโยนด้วยมหาพายุเหล่านี้มาให้เราเถิด, เราได้ชูคบเพลิงรออยู่ข้างสุวรรณทวารนี้แล้ว”

แต่คำประกาศซึ่งสะท้อนภาพ “ชาติแห่งผู้อพยพ” อันเป็นรากฐานสำคัญของสหรัฐอเมริกามายาวนานนี้...ใช้ไม่ได้กับผู้เฝ้าทวารทองคำที่ชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์”!

บวร โทศรีแก้ว

ตั้งแต่ “สหรัฐอเมริกา” ก่อตั้งประเทศมานาน 242 ปี ประเด็น “เหยียดผิว” และรังเกียจกีดกัน “ผู้อพยพต่างด้าว” 20 ม.ค. 2561 09:49 ไทยรัฐ