วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
“เอสเอ็มอี” ป่วนขึ้นค่าแรง “สมคิด” สั่ง “คลัง-พาณิชย์” ดูแลผลกระทบ

“เอสเอ็มอี” ป่วนขึ้นค่าแรง “สมคิด” สั่ง “คลัง-พาณิชย์” ดูแลผลกระทบ

  • Share:

“ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ” ภาคเอกชนห่วงเอสเอ็มอีปรับตัวไม่ได้ ขณะที่ “สมคิด” มองจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ–เศรษฐกิจโดยรวม สั่งคลังใช้ภาษีดูแลผลกระทบนายจ้าง ด้าน “พาณิชย์” ชี้กระทบต้นทุนการผลิตเพียง 0.05% จ่อหารือผู้ประกอบการตรึงราคาสินค้า ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจเข้มพ่อค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินจริง

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงมติของคณะกรรมการค่าจ้างที่ให้ปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำที่อัตรา 308-330 บาทว่า ตัวแทนนายจ้างและลูกจ้างได้หารือกันเป็นอย่างดีแล้ว โดยที่รัฐบาลไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยว ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำมา 3 ปีแล้ว และการขึ้นค่าแรงครั้งนี้น่าจะช่วยให้สังคมอยู่ร่วมกันได้ เพราะเมื่อแรงงานได้รับค่าแรงพอสมควรก็จะมีกำลังซื้อที่ดีขึ้น พ่อค้าจะได้ประโยชน์เพราะจะขายของได้ดีขึ้น ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจในภาพรวมก็จะหมุนได้ดีตามมาด้วย อย่างไรก็ตาม สำหรับผลกระทบต่อนายจ้างนั้น กระทรวงการคลังต้องไปพิจารณาหากมีผลกระทบต่อต้นทุน หากกระทบต่อต้นทุนมากก็อาจจะใช้มาตรการภาษีมาสนับสนุนนายจ้างเพิ่มขึ้นได้ แต่หากไม่มีผลกระทบมากก็ไม่ต้องช่วย ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องไปดูแลเรื่องราคาสินค้าไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา

ด้านนายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำในครั้งนี้ถือว่าเป็นขนาดการปรับเพิ่มที่ไม่มากไม่น้อยเกินไป และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวดีต่อเนื่อง โดยจะส่งผลดีให้แรงงานมีรายได้เพิ่มขึ้นและส่งผลดีต่อการบริโภคในภาพรวม อย่างไรก็ดี กังวลต่อความสามารถผู้ประกอบการที่จะแบกรับต้นทุนค่าจ้างที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการขนาดเล็ก

ขณะที่นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า กระทรวงพาณิชย์ได้ศึกษาผลกระทบการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำปี 61 ที่ได้ปรับขึ้นทุกจังหวัดแต่ไม่เท่ากัน โดยเฉลี่ยปรับขึ้น 3.4% หรือเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากวันละ 305.44 บาท เป็นวันละ 315.90 บาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยวันละ 10.50 บาทว่า จะมีผลกระทบทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มขึ้นต่ำสุด 0.0008% และสูงสุดอยู่ที่ 0.1% หรือมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 0.05% ถือว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนน้อยมาก

ผู้ผลิตจะใช้เป็นเหตุผลในการปรับขึ้นราคาสินค้าไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ จะทำให้เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.08%

ทั้งนี้ ในสัปดาห์หน้ากระทรวงจะนัดหารือกับภาคเอกชนทุกกลุ่มสินค้า เพื่อแจ้งให้ทราบถึงผลการวิเคราะห์ค่าแรงขั้นต่ำที่มีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้า ซึ่งหากภาคเอกชนเห็นว่าไม่มีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าเหมือนผลการวิเคราะห์ของกระทรวง ก็จะขอความร่วมมือให้ตรึงราคาจำหน่ายสินค้าต่อไป แต่ถ้ามีผลกระทบจะมีผลให้ต้องปรับขึ้นราคาสินค้าหรือไม่ต้องหารือกันก่อน โดยได้สั่งการให้กรมการค้าภายในตรวจสอบสถานการณ์จำหน่ายสินค้าอุปโภค บริโภค หากพบเห็นการเอารัดเอาเปรียบจะดำเนินการตามกฎหมาย และให้ประชาชนสอดส่องดูแล หากพบเห็นการปรับขึ้นราคาสินค้าเกินจริง หรืออ้างการขึ้นค่าแรง ก็ให้ร้องเรียนมาได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569

นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ยังได้วิเคราะห์ผลการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำต่อภาคการผลิต ต้นทุนค่าแรงในภาคการผลิตและบริการจะเพิ่มขึ้น 10,006 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 0.07% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ทำให้ต้นทุนการส่งออกเพิ่มขึ้น 0.022% หรือเพิ่มขึ้น 167 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ กระทรวงอาจเพิ่มมาตรการลดค่าครองชีพในกลุ่มจังหวัดที่ปรับขึ้นค่าแรงมากที่สุด โดยจัดกิจกรรมธงฟ้าราคาประหยัดเคลื่อนที่ และเพิ่มจำนวนร้านธงฟ้าฯ เป็นต้น

ด้านเอกชน นายเจน นำชัยศิริ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงผลกระทบการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำอีก 5-22 บาทต่อวัน ว่า ในวันที่ 22 ม.ค.นี้ ส.อ.ท.จะจัดประชุมใหญ่เพื่อหารือถึงผลกระทบดังกล่าว โดยได้ให้ประธานสภาอุตสาหกรรมแต่ละจังหวัดไปหารือกับผู้ประกอบการและเสนอผลกระทบอย่าง ละเอียด

ขณะที่นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า ในส่วนของผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมสังกัดอมตะฯ ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงรอบนี้ แต่กลุ่มที่ควรสอบถาม คือ กลุ่มนายจ้างที่เป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขยาดย่อม (เอสเอ็มอี) ว่าจะมีผลกระทบอย่างไรบ้าง

ขณะที่กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งใช้แรงงานจำนวนมากนั้น นายอุทัย อุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมีผลกระทบไม่มาก เนื่องจากการก่อสร้างปัจจุบันบริษัทได้นำนวัตกรรมก่อสร้างสมัยใหม่มาใช้ จึงทำให้ลดสัดส่วนด้านแรงงานลงไป โดยต้นทุนการผลิต 70% จะเป็นต้นทุนด้านที่ดิน วัสดุก่อสร้าง และอีก 30% ด้านแรงงาน แต่ในส่วนของราคาที่อยู่อาศัยอาจมีการปรับราคาขึ้นเล็กน้อย ซึ่งไม่ได้มีปัจจัยหลักจากเรื่องค่าแรง โดยคาดว่าราคาอาจปรับขึ้นในส่วนของบ้านแนวราบ 2-3% และคอนโดมิเนียม 1.5%

สำหรับบริษัทจดทะเบียน นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินว่า กรณีดังกล่าวไม่มีผลกระทบกับกำไรของบริษัทจดทะเบียนไทย เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่สามารถปรับตัวได้ แต่บริษัทที่ยังต้องพึ่งพาหรือใช้แรงงานเป็นหลักอาจได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มก่อสร้าง โดยเชื่อว่าผลกระทบในครั้งนี้จะไม่รุนแรงเหมือนตอนปรับขึ้นมา 300 บาท แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าบ้าง เพราะเชื่อว่าจะมีการปรับราคาขายเพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ยังกังวล คือ กลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี) เนื่องจากใช้แรงงานมากและต้นทุนด้านแรงงานจะเป็นตัวกดดันต่อผลประกอบการของกลุ่มดังกล่าว.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้