วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจมาร์ทขายเงินดิจิทัลระดมทุน

ต้องถือเป็นความกล้าหาญของ คุณอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจมาร์ท จำกัด (มหาชน) ที่เป็น บริษัทจดทะเบียนรายแรก ที่แจ้งต่อ ตลาดหลักทรัพย์ ว่า บริษัท เจ
เวนเจอร์ส จำกัด ซึ่งเจมาร์ทถือหุ้นใหญ่ 80% อยู่ระหว่างการเตรียมระดมทุน ICO (Initial Coin Offering) ดิจิทัล โทเคน หรือ เงินดิจิทัล ชื่อ “เจฟินคอยน์” เป็นครั้งแรก เพื่อนำเงินไปใช้พัฒนาระบบสินเชื่อแบบดิจิทัล

การระดมทุนขายเงินดิจิทัล “เจฟินคอยน์” จะมีขึ้นในเดือน กุมภาพันธ์–มีนาคม นี้

เจ เวนเจอร์ส จะออกเงินดิจิทัล “เจฟินคอยน์” ทั้งหมด 300 ล้านเหรียญ แต่จะ ทำไอซีโอครั้งแรก 100 ล้านเหรียญ เสนอขายเหรียญละ 0.20 ดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่า จะได้เงินจากการระดมทุน 20 ล้านดอลลาร์ ประมาณ 660 ล้านบาท คิดเป็น 4.66% ของมูลค่าสินทรัพย์ของบริษัท เพื่อนำเงินไป พัฒนาระบบสินเชื่อแบบดิจิทัล (Digital Lending Platform) ให้กับ บริษัท เจ ฟินเทค ด้วยเทคโนโลยีบล็อกเชน

เจ เวนเจอร์ส มีแผนที่จะเสนอขาย “เจฟินคอยน์” ใน รอบพรีเซล วันที่ 14-28 กุมภาพันธ์ และเสนอขายครั้งแรกต่อสาธารณชนทั่วโลก ในวันที่ 1–31 มีนาคม โดยบริษัทจะเผยแพร่ข้อมูลในเว็บ www.jfincoin.io  ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

แต่การซื้อขายเจฟินคอยน์ คุณธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ซีอีโอ เจ เวนเจอร์ส ระบุว่า จะมีการ “ตรวจสอบตัวตนคนที่เข้ามาซื้อขาย” ด้วย ซึ่งแตกต่างจาก “บิทคอยน์” และเงินดิจิทัลทั่วไป ที่ไม่มีการระบุตัวตน จึงเป็นช่องทางฟอกเงินและหลอกลวงได้ง่าย

วันนี้ ประเทศไทยมีช่องโหว่เงินดิจิทัล ที่ยัง หาเจ้าภาพที่แท้จริงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย ก.ล.ต.ตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น การที่ เจ เวนเจอร์ส ฉวยโอกาสช่องว่างตรงนี้ ออกเงินดิจิทัลของตัวเองเสนอขายประชาชนทั่วไป จึงไม่ถือว่าผิดกฎหมาย เพียงแต่แบงก์ชาติไม่ยอมรับเป็นเงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย จึงเอาไปใช้หนี้ไม่ได้ นอกจากซื้อขายกันในระบบเงินดิจิทัลด้วยกันเอง สกุลใครสกุลมัน บางสกุลได้เงินแล้วคนขายหายไปดื้อๆก็มี การลงทุนในเงินดิจิทัลจึงต้องระวัง เพราะไม่มีกฎหมายรองรับ

“เงินดิจิทัล” เป็น “เงินเทียม” ที่ไม่มีตัวตน เป็นอากาศธาตุในโลกไซเบอร์ ไม่มีทรัพย์สินรองรับ สร้างขึ้นด้วยซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ที่บริษัทเขียนขึ้นมาเอง เพื่อนำไปขายเอา “เงินจริง” เข้ากระเป๋า เพื่อนำไปลงทุนในสินทรัพย์อย่างอื่นที่มีตัวตน “เงินดิจิทัล” สามารถ “ปั่นราคา” หรือ “สร้างราคา” ได้จากผู้ที่ควบคุมอยู่ข้างหลัง เช่น บิทคอยน์ ที่เคยมีการปั่นราคาขึ้นไปสูงสุดถึง 20,000 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์ แต่เมื่อวันพุธที่ผมนั่งเขียนคอลัมน์นี้ ราคาร่วงมาอยู่ที่ 11,288 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์แล้ว ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ราคาร่วงลงมาแล้วกว่า 8,700 ดอลลาร์ ประมาณ 287,000 บาท ใครซื้อตอนราคา 2 หมื่นเหรียญก็ขาดทุนป่นปี้

เพราะเหตุนี้เอง หลายประเทศทั่วโลกจึงไม่ยอมรับเงินดิจิทัลรวมทั้งประเทศไทยด้วย เพียงแต่ยังไม่มีกฎหมายควบคุมกำกับดูแล จึงกลายเป็นช่องว่างในระบบการเงินไทย สหรัฐฯ แม้จะอนุญาตให้ซื้อขายบิทคอยน์ฟิวเจอร์ส แต่ไม่อนุญาตให้เปิดกองทุน ETF บิทคอยน์ และคณะกรรมาธิการวุฒิสภากำลังตรวจสอบความเสี่ยงอยู่ จีน ก็เพิ่งออกกฎ ห้ามซื้อขายเงินดิจิทัล ห้ามระดมทุนผ่าน ICO และสั่งปิดเหมืองบิทคอยน์ เกาหลีใต้ ก็กำลังออกกฎหมาย ห้ามซื้อขายเงินดิจิทัล ห้าม ICO เสนอขายเงินดิจิทัล และจะให้ใช้ชื่อจริงในการทำธุรกรรม อินโดนีเซีย ก็สั่งห้ามบริษัทฟินเทคใช้เงินดิจิทัลในการทำธุรกรรม มีเพียง สิงคโปร์ ที่ยังไม่มีการห้าม และ ญี่ปุ่น ที่รับรองการซื้อขายเงินดิจิทัลว่าถูกกฎหมาย และ ธนาคารกลางญี่ปุ่น เตรียมออก J–Coin ซึ่ง มีค่าเท่ากับเงินเยน เพื่อใช้ในช่วงที่ญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกในปี 2020

ผมก็เก็บเอาข้อมูลในภาพรวมมาเล่าสู่กันฟัง ก็อย่างที่ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ให้สัมภาษณ์ใน เว็บไซต์ “การเงินธนาคาร” ว่า มันไม่ใช่เงิน ไม่มีธนาคารกลางไหนในโลกที่ยอมรับว่าชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ฉะนั้น ใครจะลงทุนในเงินดิจิทัล ก็ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี มันมีความเสี่ยงสูงกว่าเล่นหุ้นไม่รู้กี่เท่า.

“ลม เปลี่ยนทิศ”