วันเสาร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รัฐบาลลดเหลื่อมล้ำ ยังตามหา “คนจน”

“อัด 3 หมื่น 5 พันล้าน...ช่วยคนจน เพิ่มรายหัว 200 บาท” พาดหัวใหญ่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ครม.เอาใจคนจนระลอกใหม่...ให้ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นต่อปี ต้องเข้าโครงการพัฒนาตนเอง สูงกว่า 3 หมื่นไม่ถึงแสนได้ 100ฯ

พุ่งเป้าคำว่า “คนจน” เปิดเข็มทิศควรชี้ไปที่ใครบ้าง ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เปิดแนวคิดเอาไว้เมื่อนานมาแล้วแต่ยังเท่าทันยุคสมัย

เมื่อครั้งรัฐบาลแจก “บัตรคนจน” เพื่อนำไปสู่คำตอบว่ากระบวนการที่ดีในการตามหา “คนจน” และการตอบโจทย์ความต้องการ “คนจน” ควรมีแนวทางอย่างไร ที่จะช่วยลดการสูญเสียงบประมาณ มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนจนที่ต้องการความช่วยเหลือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนจนและอนาคตของประเทศได้อย่างถูกจุด

สมมติว่า “คนจน” อาจจะมาไม่ครบ ถ้ามีสัก 5 แสนคนไม่ได้มา ซึ่งไม่ได้มาก็ด้วยเหตุผลหลายประการ อาจไม่รู้เรื่อง ไม่ว่างมา เพราะคนจนเขาหาเช้ากินค่ำ ต้องมานั่งหาข้อมูล กรอกนู่นนี่ บางทีคนจนก็กลัวการกรอกนะ ก็อาจไม่มากัน...ดังนั้น ถ้ายึดฐานข้อมูลนี้เป็นเรื่องตายตัว แล้วคนจนที่ไม่ได้มาล่ะ เขาก็จนแท้จริงด้วย

และคนที่ไม่มามักจะเป็นคนจนตัวจริง คือ จนสุดๆ คนกลุ่มนั้นถูกละเลยทันที ทำตรงนี้ได้แต่อย่าลืมว่ามันมีเออเร่อร์ 2 แบบ แบบที่คนไม่จนมาจด และคนจนไม่มาจด ถ้ามีมาตรการเสริมว่า “คนจน” ไม่มาจดนี่ควรทำไงกับเขา ควรต้องมีกระบวนการอื่นตามตัวด้วยหรือไม่

ถึงตรงนี้คงต้องย้อนถามเหมือนเดิมว่า อะไรคือกระบวนการที่ดี เพื่อความถูกต้อง ทั่วถึงในการตามหาคนจน?
ดร.สมชัย บอกว่า ในทางทฤษฎีที่อยากให้ดึงมาใช้มากเลยคือข้อมูลการใช้จ่าย อาจเรียกได้ว่าเป็นบิ๊กดาต้า ถ้ารู้ว่าใน 11 หรือ 14 ล้านคน มีพฤติกรรมการใช้จ่ายตามปกติอย่างไรบ้าง ปกติเข้าห้างไปกินฟู้ดคอร์ต จ่ายทีนึง 300 บาทรึเปล่า หรือไปภัตตาคารหรู ถ้าพฤติกรรมแบบนี้อนุมานได้ว่าเขาไม่ใช่ “คนจน” จะสกรีนคนได้อีกเยอะ

กรณีนี้ต่างชาติเคยใช้ ไปติดต่อบริษัทบัตรเครดิต คือแค่รู้ว่าเขามีบัตรเครดิตก็เพ่งเล็งได้แล้วว่าไม่จนจริง แล้วยิ่งถ้าดูจากพฤติกรรมการใช้จ่ายบัตรเครดิต เช่น ไปซื้อเปียโน แบบนี้ก็ตัดออกได้เลย

“ผมเคยไปแอฟริกาใต้ เขาใช้วิธีนี้ เขาก็ตัดออกได้เลย เขาก็สกรีนคนไม่จนออกไปได้เยอะ แต่ว่าตรงนี้ต้องมีความร่วมมือ รัฐบาลอาจต้องออกกฎหมายใหม่ด้วยซ้ำเพื่อให้สามารถเข้าถึงข้อมูล เช่น เรื่องบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตของธนาคาร ว่าแต่ละคนจ่ายเรื่องอะไร อยู่ในวิสัยที่ทำได้ คือเทคโนโลยีทำได้ แต่จะมีขั้นตอนกฎหมายต่างๆ”

กรณีที่ว่านี้...แก้ปัญหาคนไม่จน ส่วนปัญหาที่คนจนไม่มาจด ต้องแก้อีกแบบหนึ่ง

บิ๊กดาต้าอีกแบบที่ทีดีอาร์ไอเคยทดลองทำคือ การตามหาคนจนแบบ Geographic targeting เป็นการตามหาด้วยพื้นที่ เช่น ดูภาพถ่ายดาวเทียมของหลังคาบ้าน หลังคาแบบไหนจน แบบไหนไม่จน เพื่อดูว่าตำบลนี้มีคนจนสักกี่เปอร์เซ็นต์ โดยไม่รู้ว่าเขาชื่ออะไร แต่ก็ช่วยว่าแต่ละพื้นที่มีคนจนมากน้อยต่างกันอย่างไร

ที่ช่วยได้คือ เวลาจัดสรรงบประมาณเพื่อไปช่วยคนจน ก็สามารถจัดให้ผันแปรตามจำนวนหลังคาบ้านคนจน เป็นประโยชน์สำหรับการจัดสรรงบประมาณเชิงพื้นที่มากขึ้น แต่โจทย์สำคัญต่อมาคือ พองบลงไปแล้วจะกระจายให้แต่ละบ้านอย่างไร

อสม. เป็นคนในพื้นที่ เป็นชาวบ้านนี่แหละ เพียงแต่ได้รับมอบหมายจากกระทรวงสาธารณสุขทำการดูแลคนในบ้านแถวนั้น ที่เขามีสูตรคือ

อสม. 1 คน ดูแลเพียง 15 บ้าน เขาจึงรู้จักทุกคนที่เขาดูแล รู้ว่าชื่ออะไรมีลูกไหม ทำงานอะไร ท้องหรือยัง แท้งไหม เหมือนรู้จักเพื่อนบ้าน อสม.มารับช่วงต่อ

ก็จะเป็น 2 สเต็ป...ที่จะได้เจอคนจนอย่างแท้จริง จะได้ไม่มีปัญหาว่างบขาดหรือเกิน

ถ้าถาม อสม. ว่าใครจนไม่จน เขาบอกได้ เราจึงควรใช้ประโยชน์ตรงนี้ เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของราชการอยู่แล้ว ให้เขารายงานข้อมูลมาได้เลย ที่เคยเสนอคือว่า ทำไมไม่เอาข้อมูลจดทะเบียนคนจนในพื้นที่ไปแจกใส่มือ อสม. แล้ว อสม.ไปเช็กว่าใครไม่จนจริง

ส่วนคนจนที่ไม่มีชื่อก็ให้ อสม.เติมชื่อเข้ามา เพราะเขารู้ว่าต้องเติมใคร และต้องเอาใครออก

วันวานไม่อาจหวนคืน...เทียบกับสิ่งที่รัฐบาลทำไปแล้วคือ ไปจ้างนักศึกษาใช้เงินเป็นพันล้าน จ้างผ่าน

สำนักงานสถิติแห่งชาติ คือจ้างทำการสำรวจ ข้อเสียคือ นักศึกษาไม่รู้จักชาวบ้าน เป็นคนจากข้างนอก งั้นถ้าตอนเขาไปจดทะเบียนคนจน เขาโกหกรอบนึง ทำไมเขาจะโกหกอีกไม่ได้ นักศึกษาก็จับโกหกไม่ได้?

“ถ้าเขาจนจริง คนจนจริงเขาก็มีความจำเป็นในชีวิตที่เขายังขาด อาหารไม่พอ เครื่องนุ่งห่มไม่พอ ได้เงินมาเขาไม่ไปซื้อบุหรี่ก่อนอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณให้คนไม่จน ก็เป็นไปได้ที่เขาจะไปซื้อบุหรี่ ซื้อเหล้า เพราะปัจจัย 4 เขาครบแล้ว”....ดังนั้นต้องกลับไปตั้งต้น คือ ตามตัวคนจนให้เจอ และให้เป็นเงินไป และถ้าให้ก็ให้ไม่มาก แค่ให้เขาผ่านช่วงชีวิตที่มันลำบากไปได้ ช่วยในเรื่องที่เขาจำเป็นจริงๆ ถ้าให้เยอะ จะยิ่งกระตุ้นให้คนไม่จนวิ่งมาหาช่องทางของคนจน

สิ่งสำคัญที่น่าจับตาในมุมหนึ่งที่จะต้องช่วยคนจน แต่ในอีกทางก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า สามารถกระตุ้นให้เขาอยากออกจากความจนด้วย?

ดร.สมชัย ย้ำว่า คนจนเขาอยากออกอยู่แล้ว ถ้าสมมติให้เป็นเงินเขาก็เอาไปใช้ประโยชน์ เช่น คนจนขาดสารอาหารกินได้ไม่พอ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีแล้วในเมืองไทย ก็สมมติเอาแล้วกัน พอเขาได้เงินไปก็ซื้ออาหาร เขาก็ได้สารอาหารครบถ้วน ทำงานได้ดีขึ้น สุดท้ายก็รายได้ดีขึ้น หรือขยับมาสู่การมีลูก ก็อยากให้ลูกไปเรียนในศูนย์เด็กเล็กที่บางที่เขาเก็บวันละ 10 บาท เดือนนึง 300 บาท

ถ้าจนจริงๆลูกก็ไม่ได้ไปศูนย์เด็กเล็ก เด็กก็ไม่ได้พัฒนาการอะไร ซึ่งถ้าเขามีเงิน มีโอกาส ก็ได้รับการพัฒนาตั้งแต่เล็กๆ เด็กก็ได้โอกาสในชีวิต และถ้าช่วยกระตุ้นในช่วงวัยแรกเกิดถึง 5 ขวบ เด็กเล็กที่ได้รับการกระตุ้นในช่วงนี้ดีๆ จะเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ถามว่าช่วยคนจนมั้ย ก็ช่วยได้แน่นอน เจเนอเรชั่นต่อไปจะหายจน

ตัวอย่างกรณีศึกษา “โครงการเงินอุดหนุนเลี้ยงดูเด็กเล็ก” รัฐบาลแจกเป็นเงินสด กำลังอยู่ในช่วงทำวิจัยว่าผลจะทำให้เกิดความแตกต่างอย่างไร ว่าจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อครอบครัวนั้นอย่างไรบ้าง ซึ่งยังทำไม่เสร็จดี แต่มีที่ประเมินได้ และพบความสำเร็จ คือ โครงการนี้มีข้อดีที่ การเลือกช่วยเด็กเล็ก กลุ่มเป้าหมายเด็กเล็ก แต่ที่ควรปรับปรุงคือต้องทำให้กระบวนการง่ายขึ้น เช่นเมื่อเกิดที่ รพ. พอแจ้งเกิดก็ได้เลย แต่เขาต้องแจ้งว่าประสงค์รับเงิน และมีช่องทางรับเงินที่ต้องแจ้งกันนิดหน่อย ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ต้องทำให้ง่ายสุด เพื่อขจัดปัญหาคนจนไม่ได้เงิน

เช่น เกิดที่ รพ. มีเจ้าหน้าที่ทำให้ได้เลยได้ไหม มีระบบเชื่อมต่อกัน พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ รพ. ก็แค่ถามเบอร์บัญชี ก็จบ เดือนถัดไปเงินก็เข้า ตอนนี้ให้ถึง 3 ขวบ 600 บาทต่อเดือน ขยับจาก 400 บาท และ ขวบเดียว

ที่เคยเสนอคือ 600 บาท ให้ถึง 6 ขวบ และให้ทุกคนเพื่อป้องกันเด็กจนไม่ได้เงิน แบบนี้ใช้เงิน 0.2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีเท่านั้น คุ้มมาก สร้างอนาคตประเทศด้วยเงินเท่านี้ แต่รัฐบาลไทยยังไม่ยอมจ่าย

บทสรุปสุดท้าย การตามหาคนจนตัวจริง ยังวนเวียนเป็นวัฏจักรกันต่อไปคือถ้ารวยจริงๆก็คงไม่มาเอา ยกเว้นชั้นกลางอาจมาเอา แต่รั่วไปตรงนั้นไม่เป็นไร ดีกว่าต้องตกหล่น “คนจน” ที่จนจริงๆไป.