วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มายาคติใต้ภูเขาน้ำแข็ง คดีข่มขืนผู้หญิง-เด็กหญิง

รายงานการศึกษาความยาว 109 หน้า เรื่อง

“การพิจารณาคดีข่มขืน : ความเข้าใจเรื่องการตอบสนองของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อความรุนแรงทางเพศในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม” ที่ถูกเปิดเผยเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา สะท้อนปัญหาใต้ภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่ยิ่ง

ตัวอย่างเช่น มายาคติ...“การข่มขืนที่แท้จริง” เกี่ยวข้องกับคนแปลกหน้า การใช้กำลังบังคับ อาการบาดเจ็บทางกาย และเกิดขึ้นในที่สาธารณะ

ข้อค้นพบ...ผู้เสียหายและผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรมทางเพศโดยมากรู้จักซึ่งกันและกัน คดีส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารบันทึกเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บทางกาย และส่วนใหญ่ของคดีกระทำรุนแรงทางเพศที่มีการแจ้งความเกิดขึ้นที่บ้านหรือในโรงแรม

มายาคติ...การข่มขืนและความรุนแรงทางเพศเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อเกิดขึ้นกับผู้หญิงและเด็กหญิงที่ “มีความประพฤติดี” หรือ “บริสุทธิ์” ข้อค้นพบ...ขณะที่การข่มขืนสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้

การศึกษาพบว่าผู้ให้บริการด้านงานยุติธรรมทางอาญา มีความเชื่อเกี่ยวกับ “ผู้เสียหาย/เหยื่อจากความรุนแรงทางเพศ” ในเชิง “มโนคติ” ตัวอย่างเช่น...“ผู้เสียหายในมโนคติ” ควรแสดงอาการหวาดกลัว, ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้, ผวา หรือมีอารมณ์ตื่นเต้นตกใจอย่างรุนแรง...

ผู้เสียหายที่บอกเล่าประสบการณ์ของตนด้วยท่าทีเย็นชาหรือถอนอารมณ์ออกจากประสบการณ์ ไม่เข้ากับพฤติกรรมที่เหมาะสมของผู้เสียหายตามมโนคติ ดังนั้น...เรื่องราวที่พวกเธอเล่าจึงไม่น่าเชื่อถือ

มายาคติ...ผู้หญิงบางคนสมควรถูกข่มขืนและถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ เป็นความผิดของพวกผู้หญิงเอง ข้อค้นพบ...บ่อยครั้งผู้หญิงต้องทนทุกข์กับการถูกกล่าวหาว่าเป็นเหตุของความรุนแรงทางเพศ เนื่องจากเหตุที่ว่าพวกเธอถูกมองเป็น “ผู้ขายบริการทางเพศ” ด้วยการแต่งกายยั่วยวน ออกไปข้างนอกกับผู้ชายในเวลาค่ำมืด หรืออยู่ตามลำพังบนรถโดยสารในเวลากลางคืน

การศึกษาชิ้นนี้มุ่งวิเคราะห์ว่า กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม มีการตอบสนองอย่างไรต่อคดีข่มขืนและการกระทำความรุนแรงทางเพศต่อผู้หญิงที่ได้รับการแจ้งความ

ทีมผู้วิจัย ยูเอ็น วีเมน (UN Women) หรือองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ ได้ทบทวนแฟ้มคดีจากตำรวจและศาลจำนวน 290 คดี และสัมภาษณ์บุคคล 213 ราย รวมถึงเจ้าหน้าที่ภาครัฐ ผู้ปฏิบัติงานฝ่ายตุลาการ นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม และบุคคลผู้ให้บริการความช่วยเหลือต่างๆแก่ผู้เสียหาย

การศึกษามุ่งเน้นไปที่การทำความเข้าใจให้กระจ่างชัดขึ้นในเรื่องการลดทอนจำนวนคดี ซึ่งหมายถึงการล้มคดีหรือการยอมความ อันเป็นกระบวนการที่ทำให้คดีไม่สามารถเข้าสู่ระบบยุติธรรม นับจากขั้นตอนร้องทุกข์ไปจนถึงขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน ขั้นตอนการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ว่าจะฟ้องคดีหรือไม่

และขั้นสุดท้ายคือ...การพิจารณาคดีในศาล

ประเด็นน่าสนใจพบว่า ผู้เสียหายจากความรุนแรงทางเพศ ต้องเผชิญกับแนวปฏิบัติและนโยบายต่างๆทางสังคม ทางกฎหมาย และทางสถาบันอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งนำไปสู่การลดทอนคดีในอัตราที่สูง

นอกจากนี้ยังรวมถึงทัศนคติทั่วไปเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศ ความเชื่อของสังคมเกี่ยวกับบุคลิก...พฤติกรรมของผู้เสียหาย ไปจนถึงการไกล่เกลี่ยยอมความนอกศาล การปฏิบัติอย่างไม่ละเอียดอ่อนต่อผู้เสียหายซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจำ ตลอดจนความหน่วงเหนี่ยวล่าช้าของกระบวนการพิจารณาคดีในชั้นศาล

ที่ต้องเน้นย้ำ...บ่อยครั้งไม่มีความละเอียดอ่อนต่อประสบการณ์ความบอบช้ำทางจิตใจที่ผู้เสียหายจากการถูกข่มขืนจำต้องอดทน

“นิด” (นามสมมติ) ผู้เสียหายจากคดีข่มขืนชาวไทย เล่าให้ฟังว่า ฉันต้องก้าวผ่านทุกประสบการณ์ที่เจ็บปวด...มันเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ฉันไม่สามารถเข้าใจเอกสารทางกฎหมายส่วนใหญ่ที่พวกเขาส่งมาให้ฉัน เช่น จดหมายจากสำนักงานอัยการและศาล

“กระบวนการของมันไม่ง่ายสำหรับผู้หญิง แต่ฉันก็ไม่สามารถยอมแพ้เพียงเพราะมันเป็นเช่นนี้ ฉันเดินหน้าต่อสู้เพื่อสิทธิของฉัน เพื่อความยุติธรรมที่ฉันควรได้รับ”

แอนนา คาริน จัตฟอร์ส รองผู้อำนวยการยูเอ็นวีเมน สำนักงานประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก บอกว่า ผลการศึกษาข้างต้นพบว่ามีอุปสรรครอบด้านในการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้เสียหายจากการถูกกระทำความรุนแรงทางเพศ ซึ่งไม่ใช่เพียงความยากลำบากที่จะเข้าถึงความช่วยเหลือต่างๆ หากยังมีเรื่อง “ทัศนคติ” และ “อคติ” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ปฏิบัติงานฝ่ายตุลาการซึ่งมีหน้าที่ให้ความช่วยเหลืออีกด้วย

ถึงตรงนี้สิ่งสำคัญก็คือ...การทำความเข้าใจว่าอะไรคือ “อุปสรรค” ต่อการเข้าถึง “ความยุติธรรม”...เป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการส่งมอบความยุติธรรมให้แก่ผู้หญิงและเป็นการยุติพฤติกรรมลอยนวลของผู้กระทำรุนแรงทางเพศที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย

“เราหวังว่า ผลการศึกษานี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทั้งในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม”

เช่นเดียวกับ วาเลอรี คลิฟฟ์ รองผู้อำนวยการโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เสริมว่า ความรุนแรงทางเพศเป็นหนึ่งในความรุนแรงทางสิทธิมนุษยชนขั้นร้ายแรงที่สุดที่ผู้หญิงเผชิญ และเรื่องนี้ต้องอยู่ในลำดับความสำคัญของกระบวนการยุติธรรม

สำหรับการศึกษานี้เน้นไปที่ข้อจำกัดต่างๆในเครือข่ายบอกต่อและกลไกความร่วมมือภายในกระบวนการยุติธรรม รวมถึงบริการสวัสดิการและสุขภาพ ซึ่งช่วยปกป้องผู้เสียหายจากการถูกกระทำรุนแรงทางเพศให้ได้รับความยุติธรรมที่ผู้เสียหายสมควรได้รับ

นับรวมไปถึงบริการร่วมด้านความยุติธรรมที่มีความสำคัญต่อการเอาชนะความท้าทายในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด

คลอเดีย บาโรนิ เจ้าหน้าที่ป้องกันอาชญากรรมและยุติธรรมอาญา ย้ำว่า การจัดการกับปัญหาอคติทางลักษณะเฉพาะประจำเพศและเพศสภาวะในกระบวนการยุติธรรมเป็นวิกฤติที่ต้องแก้ไข การตัดสินใจโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายตุลาการ ควรอยู่บนพื้นฐานการพิจารณาอย่างเที่ยงธรรมตามหลักฐานที่ปรากฏ และไม่อยู่บนพื้นฐานทัศนคติที่มีความลำเอียงเกี่ยวกับผู้หญิง

เช่น มีความเชื่อว่า สมควรแล้วที่ผู้หญิงบางคนจะถูกข่มขืน หรือ การข่มขืนอาจเป็นความผิดของผู้หญิง การสร้างความมั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมจะทำงานได้ดี มิใช่เพียงแต่ต้องสร้างความมั่นใจเรื่องความเท่าเทียมทางเพศสภาวะและการเพิ่มพลังของผู้หญิงขึ้นก่อนเท่านั้น

หากยังจำเป็นสำหรับ “หลักนิติธรรม” และเพื่อธำรงรักษาสังคมที่มี “ความเป็นธรรม” มีสันติสุข และเจริญรุ่งเรืองสำหรับทุกคนอย่างยั่งยืน

อย่าให้มายาคติอยู่เหนือความถูกต้องและความจริง โดยเฉพาะการเข้าถึงความยุติธรรม...ที่มีอิทธิพลต่อคดี “ข่มขืน” และการ “ถูกกระทำ” ความรุนแรงทางเพศของ “ผู้หญิง” และ “เด็กหญิง”.

“การพิจารณาคดีข่มขืน : ความเข้าใจเรื่องการตอบสนองของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต่อความรุนแรงทางเพศในประเทศไทยและประเทศเวียดนาม” 17 ม.ค. 2561 11:17 ไทยรัฐ