วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับทวีต

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหราชอาณาจักรแห่งเดิมซึ่งอยู่ในย่านกรอสเวนเนอร์ สแควร์ กรุงลอนดอน ถูกโจมตีได้ง่าย สมัยที่นายจอร์จ บุช เป็นประธานาธิบดี รัฐบาลสหรัฐฯจึงมีคนคิดเรื่องการย้ายไปสร้างสถานทูตที่ย่านว็อกซ์ฮอลล์ ทางตอนใต้ของกรุงลอนดอน ราคาค่าก่อสร้างสถานทูตแห่งใหม่ 38,400 ล้านบาท ส่วนที่ดินอันเป็นที่ตั้งสถานทูตเดิม ก็ขายได้สตางค์เอาเข้ากระเป๋ารัฐบาลสหรัฐฯ

สหราชอาณาจักรเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ การเปิดสถานทูตสหรัฐฯประจำสหราชอาณาจักรจึงถือว่าเป็นงานสำคัญงานหนึ่ง มีการเชิญประมุขคือ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไปตัดริบบิ้นเปิดสถานทูตในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึง

นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เป็นผู้แทนอัญเชิญพระราชสาส์นของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ที่ทรงเชิญนายโดนัลด์และนางเมลาเนีย ทรัมป์ ไปเยือนสหราชอาณาจักรในฐานะพระราชอาคันตุกะของพระองค์

รัฐบาลของทั้งสองประเทศเตรียมพร้อมกับการเดินทางไปเยือนสหราชอาณาจักร แล้วก็เหมือนมีสายฟ้าฟาดบาดลงบนกบาลของผู้ที่ทำงานกันอย่างหนักเพื่อเตรียมการเยือนของทรัมป์ เมื่ออ่านเจอข้อความของทรัมป์ที่ทวีตว่า...

Reason I canceled my trip to London is that I am not a big fan of the Obama Administration having sold perhaps the best located and finest embassy in London for “peanuts,” only to build a new one in an off location for 1.2 billion dollars. Bad deal. Wanted me to cut ribbon-NO!

กิจการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่แต่เดิมเคยเป็นเรื่องเป็นราว การตัดสินใจจะทำหรือไม่ทำอะไรต้องขึ้นกับเหตุผลความจำเป็นทุกด้าน ต้องมีการประชุมกันมากมายหลายครั้งถึงจะดำเนินการหรือไม่ดำเนินการ

วันนี้ การระหว่างประเทศและพิธีการทูตของสหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับชายแก่ผู้ที่มีโทรศัพท์มือถืออยู่ในมือ ที่พร้อมจะกดข้อความอะไรลงไปก็ได้ ตามแต่อารมณ์ของตนในขณะนั้น

ทรัมป์ปฏิเสธที่จะเดินทางไปเยือนสหราชอาณาจักร เพราะไม่พอใจที่รัฐบาลของนายโอบามาขายสถานทูตแห่งเก่า ซึ่งตั้งอยู่ในย่านที่ดีที่สุดของกรุงลอนดอนในราคาแทบจะสูญเปล่า “เรื่องการจะให้ผมไปตัดริบบิ้น (เปิดสถานทูต) น่ะรึ-ไม่!”

งานที่เตรียมเอาไว้ทั้งหมดล้มครืน พระราชสาส์นเชิญของสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ก็เป็นหมัน นี่หรือคือผู้นำมหาอำนาจโลก นึกอยากจะทำก็ทำ นึกอยากจะเลิกก็เลิก

ข้าราชการกระทรวงต่างประเทศผู้ศักยภาพน้อยไม่มีที่ไป ก็ต้องทนทำงานกับรัฐบาลของนายทรัมป์ ส่วนคนที่มีทางไปก็เริ่มยื่นหนังสือลาออก อย่างนายจอห์น ดี. ฟีลีย์ คนนี้ในอดีตเป็นนักบินของกองกำลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ ต่อมาทำงานเป็นนักการทูตอาชีพ อายุไม่เท่าใดก็ได้เป็นเอกอัครราชทูต ตำแหน่งปัจจุบันของแกคือ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำสาธารณรัฐปานามา

วันนี้ท่านทูตฟีลีย์ทำหนังสือขอลาออกในขณะที่มีอายุเพียง 56 ปี นายฟีลีย์ส่งจดหมายถึงกระทรวงการต่างประเทศให้เหตุผลว่าไม่สามารถทำงานให้กับรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้อีกต่อไป ในจดหมายบอกด้วยว่า คนที่เป็นเอกอัครราชทูตต้องผ่านการสาบานตนในเรื่องที่แม้ว่า แม้จะไม่เห็นด้วยกับนโยบายของรัฐบาล แต่เอกอัครราชทูตจะต้องทำงานรับใช้ประธานาธิบดีและรัฐบาลด้วยความซื่อสัตย์ โดยไม่ยุ่งกับการเมือง

“ทว่าครูของข้าพเจ้าเคยสอนว่า ถ้าเมื่อใดรู้ตัวว่าจะปฏิบัติตามที่ได้สาบานไว้ไม่ได้ ก็ให้ลาออก ซึ่งข้าพเจ้าคิดว่า เวลานั้นได้มาถึงแล้ว”

ความแปรปรวนของทรัมป์ทำให้ต่อไปจะไม่มีประเทศไหนเชื่อใจสหรัฐฯ เมื่อ 17 ปีที่แล้ว เมื่อ พ.ศ.2544 รัฐบาลสหรัฐฯในขณะนั้นให้สถานะคุ้มครองชั่วคราวที่เรียกว่าสถานะทีพีเอสแก่ชาวซัลวาดอร์ 2 แสนคน ให้อยู่ในแผ่นดินสหรัฐฯได้ ตอนนี้ทรัมป์ประกาศยกเลิก และให้ไล่คนทั้ง 2 แสนกลับเอลซัลวาดอร์ ถ้าไม่กลับก็ให้เนรเทศออกนอกประเทศ

ไม่ใช่เฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับประเทศต่างๆ เท่านั้นที่ไม่ดี กับองค์กรโลกที่สหรัฐฯเป็นผู้ริเริ่มไว้ ก็ไม่ดีด้วย ไม่ว่าจะในสหประชาชาติ หรือในองค์การระหว่างประเทศเพื่อความร่วมมือในระดับโลกด้านสังคม มนุษยธรรม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเงินและการค้า ฯลฯ

ทรัมป์กำลังทำให้โลกกลับไปยุคตัวใครตัวมันอีกแล้ว.

นิติการุณย์ มิ่งรุจิราลัย
songlok1997@gmail.com 

สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯประจำสหราชอาณาจักรแห่งเดิมซึ่งอยู่ในย่านกรอสเวนเนอร์ สแควร์ กรุงลอนดอน ถูกโจมตีได้ง่าย สมัยที่นายจอร์จ บุช เป็นประธานาธิบดี รัฐบาลสหรัฐฯจึงมีคนคิดเรื่องการย้ายไปสร้างสถานทูตที่ย่านว็อกซ์ฮอลล์ 16 ม.ค. 2561 10:22 16 ม.ค. 2561 10:22 ไทยรัฐ