วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ข้ออ้างเผด็จการ พท.ซัด ปชต.ไทยนิยม ภาคปชช.ล่าชื่อ ปลดอาวุธคสช.

พท.-ปชป.รุมขย่ม “ประชาธิปไตยไทยนิยม” “ภูมิธรรม” จวกแค่ข้ออ้างเผด็จการบิดเบือนอำนาจประชาชน “อภิสิทธิ์” ซัดวาทกรรมยกเว้นหลักการสู้ยอมรับเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบแบบยุค “ป๋าเปรม” ยังดีกว่า “วิรัตน์” สับข้อเสนอจัดมหรสพช่วงหาเสียงซ่อนนัยแฝงซื้อเสียง ด้าน “สมชัย” เย้ยคิดตื้นๆ ขยันทำแต่เรื่องไร้สาระ “ศรีสุวรรณ” ยื่นนายกฯส่งศาล รธน.ตีความกฎหมายลูก ป.ป.ช. “อ๋อย” ขู่ ป.ป.ช.อยู่ คสช.จ่อพังทั้งระบบ “มาร์ค” เฉ่งดุลพินิจสนช.ไร้มาตรฐาน “วัชรพล” ไม่กังวลถ้าขัด รธน.พร้อมพ้นเก้าอี้ เพจดังลุยต่อปูด “ปาเต๊ะ ฟิลลิป” เรือนที่ 23 ของ “บิ๊กป้อม” หน.ปชป.ชี้นาฬิกาหรูพี่ใหญ่ กระทบรัฐบาล คสช. ยกตัวอย่าง 2 อดีต รมต.ไขก๊อกตัดไฟแต่ต้นลม เครือข่ายภาค ปชช. 20 องค์กรขยับปลดอาวุธ คสช.-ทวงคืนเสรีภาพ ตั้งโต๊ะล่าชื่อออกกฎหมายยกเลิก 35 คำสั่งละเมิดสิทธิ์

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ปลูกฝังค่านิยมประชาธิปไตยแบบไทยนิยม ให้แก่เด็กและเยาวชน ยังคงเรียกเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายการเมืองไม่ขาดสาย ล่าสุดทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ยังคงตอกย้ำว่าคำพูดของนายกฯเป็นเพียงวาทกรรมหรือข้ออ้างของฝ่ายผู้ได้อำนาจโดยวิธีพิเศษ เพื่อเป็นข้ออ้างยกเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักการพื้นฐานประชาธิปไตย

“มาร์ค” ฉะวาทกรรมยกเว้นหลักการ

เมื่อวันที่ 15 ม.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการต้องถาม ทางสถานีโทรทัศน์ช่องฟ้าวันใหม่ ถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ระบุต้องมีประชาธิปไตยแบบไทยนิยมว่า ส่วนตัวไม่ทราบว่าประชาธิปไตยไทยนิยมเป็นแบบใด แต่ต้องระวังเพราะคำดังกล่าวมีความหมายค่อนข้างชัด ความเป็นไทยในประชาธิปไตยแบบไทยๆอยู่ที่ไหน และมีเรื่องอะไรที่เป็นแบบไทยๆ แต่ตอนนี้บอกได้แบบเดียวว่า ไม่เป็นสากลก็เลยเป็นแบบไทย สำหรับตนไม่เคยปฏิเสธว่าการปรับให้เข้าสังคมวัฒนธรรมมีความจำเป็น แต่คงไม่ใช่นำเรื่องวัฒนธรรมหรือสังคมมาเป็นข้ออ้างในการ จะขอยกเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักการพื้นฐาน

สวนรับว่าเป็น ปชต.ครึ่งใบยังดีกว่า

“หลังการเลือกตั้งถ้า ส.ส.เกินกึ่งหนึ่ง คนที่มาจากการเลือกตั้งจะจัดตั้งรัฐบาล ไม่ควรจะมีการใช้อำนาจวุฒิสภามาฝืนเจตนาของประชาชน เพราะมันไม่ใช่ประชาธิปไตย หรืออย่าไปใช้คำว่าประชาธิปไตยแบบไทยนิยม ผมต้องถามกลับว่าความเป็นไทยของวุฒิสภามีมากกว่าความเป็นไทยของการเลือกตั้งของคนไทยมากน้อยเพียงใด หากอ้างว่าทำตามรัฐธรรมนูญ ต้องชี้แจงว่ารัฐธรรมนูญนิยมกับประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เพราะในประเทศที่ไม่เป็นประชาธิปไตยก็มีรัฐธรรมนูญเช่นกัน หากยังจำกันได้ในสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ มีคำว่าประชาธิปไตยครึ่งใบ คิดว่าอย่างน้อยยังมีความตรงไปตรงมา ยอมรับเป็นประชาธิปไตยครึ่งหนึ่ง แต่อีกครึ่งไม่เป็น แต่ไม่ใช่ บอกว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มที่ เพราะมันไม่ได้เป็น” นายอภิสิทธิ์กล่าว

พท.ซัดข้ออ้างบิดเบือนของเผด็จการ

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่ทราบว่านายกฯตีความคำว่าประชาธิปไตยไทยนิยมว่าอย่างไร แต่ความเป็นประชาธิปไตยเป็นสากล คนทั่วโลกยอมรับว่าประชาธิปไตยคือการยอมรับในอำนาจของประชาชนเจ้าของประเทศ จึงต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพของคน สื่อมวลชน ฟังเสียงข้างมากและเคารพเสียงข้างน้อย สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ควรทำความเข้าใจคือ หลักสากลนี้เป็นหลักที่คนทั้งประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นระบบการเมืองการปกครองที่มีข้อบกพร่องน้อยที่สุด ยอมรับในสิทธิเสรีภาพของคนส่วนใหญ่ในสังคมมากที่สุด การพยายามอธิบายว่า ประชาธิปไตยแบบไทยๆหรือแบบของพวกตัวเอง ในโลกนี้มีแต่พวกเผด็จการ และผู้ที่ได้อำนาจมาโดยวิธีพิเศษ ที่ใช้เป็นข้ออ้างเพื่อกำหนดวิธีการปกครองแบบของตนเอง บิดเบือนเสียงหรืออำนาจของประชาชน หรือจะหมายความว่าประชาธิปไตยแบบที่ฉันทำ คือไม่จำเป็นต้องฟังเสียงประชาชน คิดเอง กำหนดให้เอง มองให้เองว่าประเทศข้างหน้า 20 ปี ควรจะเป็นอย่างไร

จวกไร้ค่าบีบให้ยอมรับกติกาตัวเอง

นายภูมิธรรมกล่าวอีกว่า คสช.ต้องใจกว้าง อย่าคิดเอง แต่ควรคืนอำนาจให้ได้เลือกตั้ง หากประชาชนเลือกอย่างถล่มทลาย เราจะให้โอกาสบริหารประเทศต่อไป ไม่ใช่ดึงทั้งหมดแล้วพยายามสร้างกติกาที่ตัวเองได้เปรียบ มี 250 ส.ว. เป็นอำนาจพิเศษ เขียนรัฐธรรมนูญกำหนดทิศทางให้คนอื่นเดิน แล้วบอกทั้งหมดนี้คือประชาธิปไตยแบบไทยนิยม คือการสร้างประชาธิปไตยรองรับอำนาจของผู้มีอำนาจปัจจุบัน หรือเวลากลุ่มตัวเองทำอะไรผิด ไม่ต้องไปพูดถึง แต่อะไรที่คนอื่นทำไม่ถูกหรือทำไม่เหมือนฝ่ายตนดำเนินการเด็ดขาดไร้มาตรฐาน จึงมองว่าไม่มีความหมายอะไรที่มากไปกว่าการพยายามให้คนยอมรับในกติกาที่ตัวเองร่างขึ้นอย่างไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่ยึดมั่นระบอบที่เป็นสากล แต่เอาแบบไทยนิยมที่กำหนดเอง ให้คนทำตามสิ่งที่อยากให้ทำ

“วิรัตน์” สับดันมหรสพแฝงซื้อเสียง

อีกเรื่อง นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีข้อเสนอของสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้จัดมหรสพรื่นเริงในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อจูงใจประชาชนมาฟังการปราศรัยหาเสียงว่า นี่เป็นการมอมเมาประชาชนอีกรูปแบบ หากเสนอให้ใช้มหรสพเป็นตัวล่อ ซึ่งเป็นประชานิยมซ่อนรูปอีกแบบหนึ่ง ที่ใช้อำนาจเงินหรือทุนเข้าซื้อเสียงแอบแฝง เพื่อสร้างความนิยมให้พรรคการเมือง หรือนักการเมืองที่อาจพูดไม่เป็น สื่อสารไม่ตรงประเด็น แต่หากมีทุน มีกลุ่มทุนหนุนก็ว่าจ้างวงดนตรีดัง หรือศิลปินดังๆค่าตัวแพงมาเล่นให้ โดยไม่ต้องปราศรัยหาเสียง หรือผูกขาดว่าจ้างศิลปินดังไม่ให้รับงานอื่นก็ได้ ต้องใช้เงินจำนวนมาก จะยิ่งเป็นการใช้เงินในการเลือกตั้งผิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญในยุคปฏิรูป ที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ การซื้อเสียงแฝงหรือการสร้างคะแนนนิยมโดยใช้ทุนล่อ กกต.ห้ามติดป้ายคัตเอาต์หาเสียง โดยกำหนดให้ใช้แผ่นปิดแนะนำตัวขนาดเอ 3 มาติดได้ในสถานที่กลางที่ กกต.กำหนดโดยอ้างเหตุผลลดความเหลื่อมล้ำ ประหยัดทุนของผู้สมัครที่ใช้ในสนามแข่งขันทางการเมือง หากใช้หลักการนี้แล้ว เหตุใด สนช.จึงเสนอให้ใช้ทุนซื้อเสียงทางอ้อมโดยการจัดมหรสพ รื่นเริงได้ เพราะจะยิ่งเกิดการแข่งขันใช้เงินมหาศาลทุ่มจ้างมหรสพแข่งประชันกัน หรือผู้เสนอมีนัยซ่อนเร้นใดทางการเมือง ขอให้บอกสังคมตรงๆดีกว่าการยกเหตุผลต่างๆมาอ้าง ทั้งที่เรื่องนี้เป็นข้อห้ามปฏิบัติในการเลือกตั้งที่ กกต.ใช้มาโดยตลอด

“ไพบูลย์” อัดทำลายปฏิรูปเปิดช่องโกง

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช. ในฐานะประธาน เครือข่ายประชาชนปฏิรูป กล่าวว่า ขอคัดค้านเต็มที่ แม้จะให้คิดเป็นค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร ที่ให้ใช้ได้ถึง 1.5 ล้านบาทต่อคน ถ้าส่งผู้สมัครทั่วประเทศทั้ง 350 เขต ต้องหาเงินจากนายทุนพรรคมาทำและลงทุนพรรคละไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท ที่สุดพรรค การเมืองจะกลับกลายเป็นบริษัทลงทุนทางการเมืองของกลุ่มทุนเช่นเดิม เข้ามาแสวงหากำไรและผลประโยชน์ ทุจริตจากรัฐถอนทุนคืนเป็นวงจรอุบาทว์ ทำลายหลักการปฏิรูปการเมืองที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการให้อามิสสินจ้างซื้อเสียงอีกรูปแบบหนึ่ง ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม เหลื่อมลํ้า มือใครยาวสาวได้สาวเอา สนับสนุนพรรคนายทุนการเมืองให้เอาเปรียบพรรคของประชาชนที่มีทุนน้อย และมีผลให้คำสั่ง คสช.ฉบับที่ 53/2560 ที่ต้องการปฏิรูปพรรคการเมือง ลดความเหลื่อมลํ้าให้เท่าเทียมระหว่างพรรคการเมืองต้องสูญเปล่าและเสียหลักการ ทั้งยังจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ไม่สงบขึ้น เป็นห่วง คสช.จะตกเป็นที่ครหาไม่มีความสามารถรักษาความสงบเรียบร้อยระหว่างจัดการเลือกตั้ง

“สมชัย” ฉะคิดตื้นๆทำเรื่องไร้สาระ

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่าได้ยินเรื่องการให้แสดงมหรสพในการหาเสียงได้ ให้ถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการหาเสียง เป็นการคิดตื้นๆแบบชั้นเดียว แม้ค่าใช้จ่ายการหาเสียงของ ส.ส.แต่ละคนจะเท่ากัน แต่พรรคที่ส่ง ส.ส.บัญชีรายชื่อมากกว่า เช่น ส่งเต็ม 150 คน จะมีตัวคูณในการคำนวณค่าใช้จ่ายของพรรคมากกว่าพรรคที่ส่งน้อยกว่า ดังนั้น การมีเงินจ้างวงแบบ แอ๊ด คาราบาว เสก โลโซ หรือต่าย อรทัย พรรคใหญ่จะมีศักยภาพทำได้มากกว่าพรรคเล็ก นอกจากนี้ ค่าจ้างศิลปินหรือการแสดง ไม่มีอัตราแน่นอนขึ้นอยู่กับความพอใจระหว่างผู้จ้างและผู้รับจ้าง การเชิญ “อั้ม พัชราภา” มาปรากฏตัวครึ่งชั่วโมง อาจเป็นหลักแสนหรือไม่คิดเงินเป็นไปได้หากรู้จักสนิทชิดเชื้อกัน การควบคุมค่าใช้จ่ายจึงเป็นเรื่องยากยิ่ง หากจะแสดงมหรสพควรเป็นเวทีกลางและเป็นค่าใช้จ่ายของ กกต.หรือทางราชการ เพื่อชวนเชิญคนมาฟังการหาเสียง และต้องทำอย่างเท่าเทียม มิควรให้เป็นเรื่องแต่ละพรรค อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นสาระกลับไม่ทำ คือการดีเบตระหว่างหัวหน้าพรรคที่หวังจะตั้งรัฐบาล เคยเสนอในกฎหมายไปแล้ว ผู้ร่างกฎหมายกลับตัดออก บอกว่าให้เป็นเรื่องความสมัครใจ สิ่งที่เป็นสาระกลับไม่คิด คิดแต่เรื่องไม่เป็นสาระ

“สุรชัย” หนุน สนช.ยื่นตีความ ก.ม.ปปช.

ส่วนกรณีสมาชิก สนช.บางส่วนเตรียมเข้าชื่อ ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตที่ต่ออายุให้กรรมการ ป.ป.ช.ที่มีลักษณะต้องห้ามได้นั่งทำงานต่อจนครบวาระ ที่รัฐสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. กล่าวว่า ทราบว่าเป็นเพียงความเห็นของ สนช.บางส่วนที่เห็นว่าควรยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติต่อไป เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่เคยตีความกรณีผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ครอบคลุมไปถึงลักษณะต้องห้าม หากสังคมสงสัยแล้วทำให้ข้อสงสัยได้ข้อยุติน่าจะทำ เพื่อเป็นผลดีกับทุกฝ่าย การทำงานของ ป.ป.ช.ในอนาคตจะไม่มีข้อครหา สมาชิก สนช. เข้าชื่อกันตั้งแต่ 25 คนขึ้นไป ส่งเรื่องให้ประธาน สนช. ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ หรืออาจยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญเองก็ได้ ขณะนี้ผ่านช่วงเวลา 15 วัน ที่ กรธ. และ ป.ป.ช.จะทักท้วงเรื่องการตั้ง กมธ.ร่วมทบทวนร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวแล้ว เรื่องอยู่ที่ประธาน สนช.ก่อนส่งให้นายกฯนำขึ้นทูลเกล้าฯ ดังนั้น หาก สนช. ติดใจสามารถเข้าชื่อเสนอผ่านประธาน สนช.ได้

“มาร์ค” เฉ่งยับ สนช.ไร้มาตรฐาน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีสมาชิกสนช.จ่อยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตว่า แทบไม่อยากแสดงความคิดเห็นใด เพราะการให้ดำรงตำแหน่งอยู่ต่อหรือไม่ของกรรมการองค์กรอิสระต่างๆไม่มีมาตรฐาน และทุกอย่างกลายเป็นดุลพินิจของ สนช. ว่าจะอย่างไร แต่เมื่อมีคนติดใจและหากยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ คงสร้างความลำบากใจพอสมควร ศาลฯต้องคิดให้ตกว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เพราะมีคนในองค์กรมีส่วนได้ส่วนเสียพัวพันไปด้วย การให้อยู่ต่อหรือไม่อยู่ต่อ ถ้ายึดหลักการมากกว่าตัวบุคคลจะพิจารณาได้ง่าย คนเขียนบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญควรตัดสินใจว่าเมื่อกำหนดมาตรฐานใหม่แล้วให้ใช้ทันทีหรือไม่ เทียบกับคนมีประสบการณ์จะให้ทำงานต่อหรือไม่ ควรกำหนดหลักให้ชัดตั้งแต่เขียนบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ

“อ๋อย” ขู่ ป.ป.ช.อยู่ คสช.พังทั้งระบบ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ “ถ้า ป.ป.ช.ชุดนี้อยู่ได้ คสช.ก็พังแน่” ว่า ถ้าเป็นการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงตามที่อวดอ้างจริง กำหนดคุณสมบัติกรรมการ ป.ป.ช.ขั้นเทพเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง คือถ้าเป็นข้าราชการประจำจะต้องเคยเป็นอธิบดีหรือเทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และถ้าเคยเป็นข้าราชการการเมืองต้องพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี ย่อมมีเจตนาให้มีผลทันที ไม่ใช่อีก 7-8 ปีข้างหน้า และส่งผลให้ประธานและกรรมการ ป.ป.ช.บางคนเข้าลักษณะต้องห้ามต้องพ้นจากหน้าที่ทันที แต่ สนช.กลับให้รักษาการต่อไปจนกว่าจะมีกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหม่หรือมากกว่านั้น จึงขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน และเท่ากับเรากำลังมี ป.ป.ช.ที่ตั้งโดยการแทรกแซงของ คสช. ได้คนของ คสช.มาคุม ป.ป.ช. ในขณะที่ คสช.กำลังทำทุกอย่างเพื่อให้พวกตนได้อยู่ในอำนาจต่อหลังการเลือกตั้ง ปัญหาคือถ้า คสช.ทำสำเร็จ ตั้งรัฐบาลนายกฯคนนอกได้ ใครจะตรวจสอบรัฐบาล จะไม่เกิดการทุจริตคอร์รัปชันใหญ่หรือ หากไม่แก้ พ.ร.บ. ป.ป.ช.ให้ถูกต้อง คสช.เตรียมพังทั้งระบบได้เลย

“ศรีสุวรรณ” ชงนายกฯส่งวินิจฉัย

เมื่อเวลา 10.40 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ.นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคสช. ขอให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยนายศรีสุวรรณกล่าวว่ามาตรา 185 ที่ต่ออายุกรรมการ ป.ป.ช.ให้อยู่ในตำแหน่งต่อไป ทั้งที่บางคนมีคุณสมบัติขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ เช่น พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. เคยเป็นรองเลขาธิการนายกฯฝ่ายการเมืองเมื่อปี 2557 เป็นลักษณะต้องห้าม รวมทั้งการยืดวาระกรรมการ ป.ป.ช. เป็น 9 ปี ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดวาระ 7 ปี อาจหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ ถ้านำไปบังคับใช้จะก่อให้เกิดปัญหาในระบบนิติธรรม

เพิกเฉยเจอข้อหาละเว้นตาม ม.157

“จึงขอให้นายกฯดำเนินการตามมาตรา 148 (2) ของรัฐธรรมนูญ ส่งความเห็นตามที่สมาคมฯเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย ถ้านายกฯไม่ดำเนินการจะถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอาญามาตรา 157 จะดำเนินการตามช่องทางต่อไป และหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ จะยื่นเอาผิด สนช.ที่เห็นชอบร่างดังกล่าว ว่ากระทำการเอื้อประโยชน์ต่อกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน เช่นเดียวกับอดีต ส.ส.ที่โหวตผ่าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรมต่อ ป.ป.ช.ต่อไป” นายศรีสุวรรณกล่าว

“บิ๊กกุ้ย” ไม่กังวลลั่นผิดพร้อมออก

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ไม่กังวล แต่ดีใจถ้าจะยื่นจริง เชียร์ 100 เปอร์เซ็นต์ให้ สนช.ยื่นตีความ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการทำงานในอนาคต มีกรรมการ ป.ป.ช.ได้รับผลกระทบเรื่องลักษณะต้องห้าม 2 คนคือตนและนายวิทยา อาคมพิทักษ์ ส่วนกรรมการ ป.ป.ช.ที่เหลืออีก 7 คน ยังทำงานได้ หากศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมิชอบ ตนพร้อมพ้นจากตำแหน่ง เมื่อถามว่า ดูเหมือนพุ่งเป้ามาที่ตัวประธาน ป.ป.ช.เป็นหลัก พล.ต.อ.วัชรพลตอบว่า ยิ่งดี ไม่เคยหวั่นไหว ชอบมากด้วย ไม่เคยเดินหนีปัญหา ขอให้ว่ากันไปตามข้อกฎหมาย ส่วนที่นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ จะยื่นให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ สนช.ที่เห็นชอบการต่อ อายุกรรมการ ป.ป.ช.นั้น ถ้ายื่นมาคงต้องพิจารณาว่าเข้าข่ายรับไว้หรือไม่ ไม่ใช่ใครมาร้องต้องรับเรื่องหมด ตนเป็นหนึ่งในกรรมาธิการพิจารณากฎหมายดังกล่าว แต่ไม่ได้เข้าพิจารณามาตราเกี่ยวกับวาระกรรมการ ป.ป.ช. เรื่องนี้เป็นดุลพินิจของ สนช.ที่มีมติเห็นชอบไปแล้ว

ยืนกรานปัด ป.ป.ช.จ้องล้างบาง พท.

พล.ต.อ.วัชรพล ยังกล่าวถึงกรณีนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ระบุคณะอนุกรรมการไต่สวนอดีต 40 ส.ส. พรรคเพื่อไทย ที่เข้าชื่อเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมโดยมิชอบ เตรียมสรุปสำนวนส่งให้ที่ประชุม ป.ป.ช.ลงมติชี้มูลความผิดว่า เรื่องยังอยู่ระหว่างการไต่สวนของคณะอนุกรรมการไต่สวนที่มี น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานคณะอนุกรรมการไต่สวน ยังไม่มีการเสนอเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.และไม่คิดว่า จะใช้เวลารวดเร็วตามที่เป็นข่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่า ป.ป.ช.จะใช้คดีนี้ล้างบาง ส.ส.พรรคเพื่อไทย พล.ต.อ.วัชรพลตอบว่า ป.ป.ช.กำชับเจ้าหน้าที่ว่า สิ่งที่ทำให้ ป.ป.ช.เป็นที่เชื่อถือของคนในสังคมได้ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม เป็นไปตามพยานหลักฐาน นอกจากนี้ตามกฎหมายใหม่ สามารถตรวจสอบมติการไต่สวนของ ป.ป.ช.ได้ จึงไม่มีใครกล้าทำผิด

ผุดอีกนาฬิกาหรูเรือนที่ 23 “บิ๊กป้อม”

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊ก CSI LA เผยแพร่นาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเผยแพร่นาฬิกาหรูเรือนที่ 23 โดยเนื้อหาระบุว่า เป็นนาฬิกา Patek Philippe รุ่น Complications รหัส 5396/1G-001 ทำจากทองคำขาว 18K ราคาตลาดอยู่ที่ 2.3 ล้านบาท ภาพนี้ถ่ายเมื่อ 5 พ.ย.57 ที่ พล.อ.ประวิตรเป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของ กระทรวงกลาโหม ประจำปี 2557 ไปถวายพระสงฆ์จำพรรษา ณ วัดอนงคารามวรวิหาร แขวงสมเด็จ เจ้าพระยา เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ทางเพจระบุที่มาของภาพว่ามาจากเว็บไซต์กระทรวงกลาโหม พร้อมลงเว็บไซต์ประกอบ http://www.mod.go.th และลงรูปภาพ พล.อ.ประวิตรขณะร่วมพิธี โดยสวมนาฬิกาดังกล่าวบนข้อมือข้างขวา

ป.ป.ช. ชี้ไม่มีอำนาจสั่งพักงาน รมต.

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นการทำงานของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ที่มีระเบียบและขั้นตอนการทำงาน ตามกฎหมายอยู่แล้วว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ขณะนี้ พล.อ.ประวิตรยังไม่ได้ชี้แจงเพิ่มเติมมายัง ป.ป.ช. อย่างไรก็ตาม การทำงานของ ป.ป.ช.ต้องละเอียดรอบคอบ ครบถ้วนทุกประเด็น ขณะนี้มีภาพนาฬิกาหรูมากกว่า 20 เรือนที่ปรากฏออกมาทางสื่อต่างๆ ป.ป.ช.จึงต้องไปหารายละเอียดในข้อมูลที่ได้มาเพิ่มเติม ส่วนเรื่องกรอบเวลานั้น มีแนวทางอยู่แล้ว หากมีเหตุผลความจำเป็น เจ้าหน้าที่ จะนำมาเสนอต่อ ป.ป.ช. ส่วนที่มีผู้เสนอขอให้ ป.ป.ช.ยุติการทำหน้าที่ของ พล.อ.ประวิตรก่อนนั้น เห็นว่า ไม่ใช่หน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณาในประเด็นนี้ขณะนี้เป็นการตรวจสอบเบื้องต้นเท่านั้น

“บิ๊กฉัตร” ชิ่งไม่รู้ทหารเล่นแชร์นาฬิกา

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธถึงกระแสข่าวว่า ในวงการทหารและนักธุรกิจระดับสูงมีการ ลงทุนและเล่นแชร์นาฬิกาสลับกันใส่ และขายต่อ ถึงทำให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม มีนาฬิกาใส่หลายเรือนว่า “ผมไม่ทราบจริงๆ แชร์อะไร เพราะไม่ได้ไปเล่นแชร์ด้วย เลยไม่ทราบเรื่อง”

“อภิสิทธิ์”ยก 2 อดีต รมต.เตือน “บิ๊กตู่”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีนาฬิกาข้อมือหรู ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม พบปรากฏถึงกว่า 20 เรือนว่า ไม่มี อะไรซับซ้อน ต้องพิสูจน์ก่อนว่านาฬิกามีอยู่จริงหรือไม่ ถ้าจริงต้องอธิบายว่าเป็นของใคร และถ้ามั่นใจในคำชี้แจงก็ไม่มีอะไรเสียหายที่จะบอกต่อสาธารณชน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ขณะนี้เรื่องยืดเยื้อและประชาชนไม่พอใจ อาจจะลามไปถึงนายกฯด้วย เป็นเรื่องอื้อฉาวที่กระทบต่อภาพลักษณ์ ถ้ายังจำกันได้ในสมัยที่รัฐบาลตน เพียงแค่เกิดเรื่องราวขึ้นยังไม่ได้พิสูจน์ว่าจริงหรือไม่ นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข หรือกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ยังขอลาออกเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้เกิดปัญหา ยังจำคำพูดของนายวิทยาได้ว่า “ผมไม่อยากเป็นภาระของรัฐบาล”

ผู้สื่อข่าวรายงานในสมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์นั้น นายวิทยา แก้วภราดัย ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข เคยถูกร้องเรียนข้อกล่าวหาเกี่ยวพันกับความไม่โปร่งใสในโครงการไทยเข้มแข็ง 2555 ส่วน นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต รมว.พม. เคยมีเรื่องอื้อฉาวกรณีข่าวการนำปลากระป๋องหมดอายุไปแจกในถุงยังชีพให้แก่ผู้ประสบภัย

คสช.ย้ำใช้ ม.44 เท่าที่จำเป็น

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พล.อ.สสิน ทองภักดี รองเลขาธิการ คสช.เป็นประธานการประชุมสำนักเลขาธิการ คสช.โดยยังให้ความสำคัญกับการทำงานของ กกล.รส.ในระดับพื้นที่เพื่อคลี่คลายปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรให้เป็นไปตามกลไกของรัฐบาล เพราะมีบางประเด็นที่อาจถูกนำไปสร้างให้เกิดความเข้าใจผิดและสับสน ซึ่ง กกล.รส.ต้องเร่งชี้แจงให้เกิดความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกต้องและสร้างการรับรู้ให้ประชาชนเข้าถึงโครงการภาครัฐที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง ส่วนการเสนอใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขปัญหาของประเทศนั้นในเจตนาของ คสช.และรัฐบาลมีการใช้เท่าที่จำเป็น เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนความเดือดร้อนของประชาชนโดยเฉพาะภัยหนาวได้ให้ กกล.รส. ประสานกับป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประจำพื้นที่แจกจ่ายเครื่องกันหนาวให้ทั่วถึงไม่ซ้ำซ้อน

ภาค ปชช.ล่าชื่อปลดอาวุธ คสช.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ลานปรีดี มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนกว่า 20 องค์กร นำโดยนายจอน อึ๊งภากรณ์ ผอ.โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ นายบารมี ไชยรัตน์ แกนนำกลุ่มสมัชชาคนจน นางนุชนารถ แท่นทอง เครือข่ายสลัมสี่ภาค นายอารัติ แสงอุบล เลขาธิการเครือข่าย กป.อพช.อีสาน นายรังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย ฯลฯ ร่วมกันแถลงเปิดตัวโครงการเสนอกฎหมายประชาชนเพื่อยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. 35 ฉบับใช้ชื่อ “ปลดอาวุธ คสช.ทวงคืนสถานการณ์ปกติ” โดยถือเป็นการใช้สิทธิตามมาตรา 133 (3) ของ รธน. 2560 ที่กำหนดให้ ประชาชนสามารถรวบรวมรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 10,000 ชื่อ เพื่อเสนอกฎหมาย พร้อมมีการแจกแผ่นพับชี้แจงเหตุผลที่ต้องเข้าชื่อเพื่อยกเลิกประกาศและคำสั่ง คสช. และเริ่มการตั้งโต๊ะรวบรวมรายชื่อประชาชนที่เห็นด้วยเป็นครั้งแรก

ดัน ก.ม.ยกเลิก 35 คำสั่งละเมิดสิทธิ

นายจอนกล่าวว่า เป็นเวลา 3 ปี 8 เดือนที่คสช. เข้าควบคุมอำนาจโดยอ้างความชอบธรรมจากสถานการณ์ไม่ปกติทางการเมือง ใช้อำนาจพิเศษออกประกาศคำสั่ง คสช. รวม 533 ฉบับ โดยมี รธน. 60 รับรองให้ มีสถานะเป็นกฎหมาย และมีผลบังคับใช้เรื่อยไป และในจำนวนนี้อย่างน้อย 35 ฉบับ ที่มีเนื้อหาละเมิดสิทธิเสรีภาพ สิทธิทางการเมือง สิทธิในกระบวนการยุติธรรม สิทธิชุมชนเสรีภาพของสื่อมวลชน เช่นคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/58 ที่ให้อำนาจทหารเรียกตัวประชาชนมารายงานตัวและควบคุมตัวโดยไม่ตั้งข้อกล่าวหาเป็นเวลา 7 วัน ประกาศ คสช. ฉบับที่ 37/57 ที่กำหนดให้ บางคดีของพลเรือนต้องขึ้นศาลทหาร ประกาศ คสช. ฉบับที่ 97/57 และ 103/57 ที่จำกัดแนวทางการนำเสนอเนื้อหาของสื่อมวลชน คำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64/2557 และ 66/2557 ในการดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่าทำให้มีการจับกุมดำเนินคดีประชาชนไปแล้วหลายพันคน ประกาศและคำสั่ง คสช. ที่ออกมาทั้งหมด คือความไม่ปกติทางกฎหมาย ถ้าปล่อยไว้ ยิ่งจะสร้างความเสียหาย จึงต้องเข้าชื่อเพื่อเสนอกฎหมายยกเลิก ซึ่งจะเสนอต่อรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น เนื่องจากไม่เชื่อใจ สนช.ชุดนี้ ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ส่วนจะมีการเปิดเวทีเคลื่อนไหวรวบรวมรายชื่อหรือไม่นั้น ยังไม่ได้กำหนดต้องรอดูเสียงตอบรับของภาคส่วนต่างๆ

จัดกิจกรรมเดินทวงคืนเสรีภาพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 19 ม.ค. เครือข่ายภาคประชาชน จะมีการจัดกิจกรรมเดินเพื่อสิทธิเสรีภาพโดยเริ่มจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต-ไปสิ้นสุดที่ จ.ขอนแก่น เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมลงชื่อตลอดเส้นทาง และเว็บไซต์ของไอลอว์ ได้เผยแพร่บทความ “ทำไมต้องยกเลิกประกาศคำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช.” พร้อมให้ดาวน์โหลด แบบแสดงรายละเอียดเพื่อเข้าชื่อเสนอกฎหมายแล้ว

“วิญญัติ” ยื่น อสส.เร่งสั่งฟ้อง กปปส.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนแจ้งวัฒนะ นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) และทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เข้ายื่นหนังสือถึงอัยการสูงสุด เพื่อขอให้ยุติการกระทำใดๆที่จะชะลอการสั่งคดีและสั่งรื้อคดีผู้ต้องหาในคดีอาญาสำนวนคดีพิเศษที่ 261/2556 หรือคดีกบฏ กปปส. และให้เร่งรัดนำตัวผู้ต้องหากลุ่ม กปปส.ทั้งหมดส่งฟ้องโดยเร็ว มีนายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้แทนรับหนังสือ

จับตา 24 ม.ค. นัดมอบตัวแค่ 9 ราย

นายวิญญัติกล่าวว่า คดีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณกับพวก ร่วมกันกระทำความผิดฐานเป็นกบฏและข้อหาอื่นๆนั้น วันนี้มายื่นขอให้อัยการสูงสุดพิจารณายุติการกระทำใดๆที่จะเป็นการชะลอการสั่งคดีหรือการสั่งรื้อคดีของผู้ต้องหาบางราย ตามที่รับทราบมาว่ามีการยื่นหนังสือขอให้ชะลอคดีและขอให้รื้อคดีใหม่ ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรเป็นเรื่องที่สาธารณชนต้องตรวจสอบ คดีนี้ฟ้องคดีมาแล้ว 4 ราย ที่เหลือจะนัดพร้อมเพื่อส่งตัวต่อศาลในวันที่ 24 ม.ค.นั้น ทราบข่าวว่ามีผู้ต้องหาเพียง 9 ราย ประสงค์จะเข้ามามอบตัว ส่วนที่เหลือขอให้ยังไม่สั่งฟ้อง ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เราในฐานะผู้ติดตามและผู้กล่าวหาคดีมาโดยตลอด อยากให้อัยการสูงสุดและ อัยการผู้รับผิดชอบคดี โดยเฉพาะสำนักงานคดีพิเศษ ให้ได้นำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งฟ้องศาล

ทีมอัยการโต้ไม่มีการแทรกแซงคดี

ด้านนายธรัมพ์ ชาลีจันทร์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวหลังรับหนังสือว่า ต้องเรียนว่าเป็นนโยบายของอัยการสูงสุดอยู่แล้วที่จะไม่ก้าวล่วงหรือแทรกแซงดุลพินิจในการสั่งคดีของพนักงานอัยการ โดยเฉพาะสำนักงานคดีพิเศษ คดีนี้อยู่ในขั้นตอนที่สำนักงานคดีพิเศษต้องดำเนินการ ส่วนนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเด็นที่บอกว่าเป็นคณะทำงานชุดเดียวกันกับคดีจำนำข้าวนั้น คงจะคาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง คณะทำงานของคดีนี้เป็นคนละชุดกัน และประการสำคัญคือรูปคดีแต่ละคดีแตกต่างกัน อย่างคดีนี้มีผู้ต้องหาจำนวนมากอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรต้องรอการพิจารณาสั่งของคณะอัยการผู้รับผิดชอบ ส่วนหนังสือที่นำมาเรียนจะได้นำกราบเรียนอัยการสูงสุดโดยเร็ว

โมซัมบิกปลื้ม “ปรัชญาพอเพียง”

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ห้องสีงาช้าง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางมาเรีย กุสตาวา (Mrs. Maria Gustava) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐโมซัมบิกประจำประเทศไทยเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ในโอกาสอำลาตำแหน่ง โดย พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายแสดงความยินดีที่ทั้งสองประเทศร่วมมือด้านการค้า การลงทุนเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การเกษตรและการประมงที่ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจการจ้างงานในโมซัมบิก ฝ่ายไทยขอให้โมซัมบิกอำนวยความสะดวกและสนับสนุนการลงทุนภาคเอกชนไทยในโมซัมบิกต่อเนื่อง ฝ่ายโมซัมบิกประทับใจที่รัฐบาลไทยทำโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในโมซัมบิกช่วยให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืน และซาบซึ้งไทยที่ส่งข้าวไปช่วยเหลือครั้งที่โมซัมบิกประสบภัยธรรมชาติ

พท.-ปชป.รุมขย่ม “ประชาธิปไตยไทยนิยม” “ภูมิธรรม” จวกแค่ข้ออ้างเผด็จการบิดเบือนอำนาจประชาชน “อภิสิทธิ์” ซัดวาทกรรมยกเว้นหลักการสู้ยอมรับเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบแบบยุค “ป๋าเปรม” ยังดีกว่า 16 ม.ค. 2561 02:18 16 ม.ค. 2561 03:24 ไทยรัฐ