วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ผิดวินัยร้ายแรง ผลสอบแป๊ะเจี๊ยะ 'ผอ.ร.ร.สามเสน' ให้แย้งใน 15 วัน

ผิดวินัยร้ายแรง ผลสอบแป๊ะเจี๊ยะ 'ผอ.ร.ร.สามเสน' ให้แย้งใน 15 วัน

  • Share:

พิษแป๊ะเจี๊ยะ จ่อเชือดวินัยร้ายแรง “ผอ.โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย” จากเหตุคลิปวีดิโอรับเงินผู้ปกครองแต่ไม่ออกใบเสร็จ โดยรอง ผอ.และผู้เกี่ยวข้องอีก 1 ราย โดนด้วย แต่ให้โอกาสแก้ต่างภายใน 15 วัน ก่อนส่ง กศจ.ลงดาบ “โกศล” ชี้โทษไล่ออก-ปลดออก ขณะเดียวกัน สสค.เปิดผลวิจัย เนื่องในวันครู ปี 2561 ระบุเด็กอยากได้ความรักจากครูก่อนความรู้ ชี้เปลี่ยนห้องเรียนให้สนุก รู้จักนักเรียนรายตัว ช่วยลดพฤติกรรมนักเรียนก้าวร้าว และครูเลิกลำเอียงโอ๋เด็กเก่ง พร้อมเสนอ ศธ.ลดความสำคัญของโอเน็ต หันไปให้น้ำหนักตัวชี้วัดอื่นแทน

หลังมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัย ผอ.โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย มาตั้งแต่กลางปี 60 กรณีมีคลิปวีดิโอรับเงิน 4 แสนบาท จากผู้ปกครองรายหนึ่ง แลกกับการรับเด็กเข้าเรียนด้วยวิธีพิเศษ แต่กลับไม่มีการออกใบเสร็จให้นั้น ในที่สุดเมื่อวันที่ 15 ม.ค. พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อน แก้ปัญหาการทุจริตของกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง นายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันถูกย้ายไปช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาเขต 1 กรณีผู้ปกครองเผยแพร่คลิปเรียกรับเงิน เพื่อรับเด็กเข้าเรียนชั้น ม.1 เมื่อปีการศึกษา 2560 ว่า เบื้องต้นคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงได้สรุปผลสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงนายวิโรฒ พร้อมทั้งรองผู้อำนวยการ และผู้เกี่ยวข้องอีก 1 รายแล้ว โดยในส่วนของนายวิโรฒ ถือว่ามีความผิดวินัยอย่างร้ายแรง เพราะมีการรับเงินแล้วไม่นำเข้าคลัง และไม่ได้ออกใบเสร็จตั้งแต่แรกแต่มาออกภายหลัง ส่วนจะเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่นั้น ต้องให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ สรุปผลอีกครั้ง ส่วนอีก 2 รายยังไม่สามารถเปิดเผยได้ ทั้งนี้ คณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ได้ส่งหนังสือเชิญทั้ง 3 ราย มารับทราบข้อกล่าวหาภายใน 15 วันหากมีเหตุผลมาโต้แย้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่าง ร้ายแรงจะทำสำนวนใหม่ แต่ถ้าไม่โต้แย้ง ภายใน 15 วันจะสรุปผลทันที ก่อนเสนอคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) กรุงเทพฯ พิจารณาลงโทษ ซึ่งโทษความผิดวินัยร้ายแรงโทษคือไล่ออกหรือปลดออก แต่คงต้องรอข้อสรุปจากคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงอีกครั้งหนึ่ง คาดว่าภายในเดือน ก.พ. น่าจะเรียบร้อย

พล.ท.โกศล กล่าวอีกว่า จากข้อมูลพบว่ากรณีโรงเรียนสามเสนฯ มีความผิดวินัยอย่างร้ายแรงชัดเจน มีการรับเงิน 7-8 ล้านบาท ซึ่งไม่ใช่แค่กรณีที่เปิดเผยในคลิปรายเดียวแต่มีรายอื่นด้วย และเงินก็ไม่ได้เก็บเข้าคลัง ใบเสร็จไม่ได้ออกตั้งแต่แรกแต่มาออกภายหลัง ส่วนสาเหตุที่การสอบสวนวินัยฯ มีความล่าช้านั้น เพราะนิติกรที่เข้าตรวจสอบทีมแรกเป็นนิติกรที่มาจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) กรุงเทพฯ เขต 1 ซึ่งมีปัญหาค่อนข้างมาก ทางทีมนิติกรของ สพม. กทม.1 จึงขอถอนตัวไป คณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรง จึงนำทีมนิติกรเข้ามา ซึ่งประธานคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงคนนี้ตนค่อนข้างไว้ใจ

นอกจากนี้ วันเดียวกัน นายอมรวิชช์ นาครทรรพ หัวหน้าคณะวิจัยโครงการวิจัยปฏิบัติการโรงเรียนพัฒนาคุณภาพต่อเนื่อง คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสวันครู 16มกราคม คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน มูลนิธิยุวสถิรคุณ มหาวิทยาลัยนเรศวร สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้สำรวจความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนและครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และตัวแทนชุมชน จากกลุ่มตัวอย่าง 24,000 คน ได้แก่ นักเรียนชั้น ป.6,ม.3 และ ม.6 จำนวน 10,000 คน ครูจำนวน 4,000คน ผู้บริหาร 200 คน ผู้ปกครองจำนวน 9,000 คน ตัวแทนชุมชนจำนวน 800 คน พบว่าในมุมมองเด็กไทย อยากให้ครูใส่ใจเป็นรายบุคคล อยากมีครูคนโปรดที่สนิทเป็นพิเศษให้คำปรึกษาได้เสมอ และไม่ลำเอียง ส่วนมุมมองของครู คือ อยากพัฒนาตัวเองโดยเฉพาะเพิ่มเติมความรู้ในการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ สำหรับมุมมองของพ่อแม่ คือ พ่อแม่ยอมรับว่าไม่มีเวลาใส่ใจการเรียนลูก

“ผลจากการที่พ่อแม่ไม่มีเวลาให้ลูก ทำให้บทบาทของครู ในการเป็นแม่คนที่สอง ยิ่งได้รับการคาดหวังจากเด็กนักเรียนมากขึ้น แสดงให้เห็นว่าเด็กต้องการความรักความเอาใจใส่จากครูก่อนความรู้ ซึ่งเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะต้องมาช่วยกันสร้างห้องเรียน โรงเรียน ให้เป็นสถานที่ที่ทำให้เด็กมีความสุข โดยเริ่มจากห้องเรียน ซึ่ง สสค.ได้ใช้หลักการดังกล่าว โดยใช้รูปแบบห้องเรียน “เรียนสุข สนุกสอน” นำร่องในโรงเรียนประถมขยายโอกาส 201 โรง พบว่าเมื่อครูให้ความสนใจเด็กเป็นรายบุคคล ปรับวิธีการสอน ครูจะเห็นเด็กนักเรียนน่ารักทุกคน ไม่ว่าจะเรียนเก่งหรือไม่เก่ง ซึ่งทำให้ครูที่เคยมีพฤติกรรมโอ๋เด็กเก่ง ซึ่งบางครั้งก็ทำไปโดยไม่รู้ตัว หมดไป ขณะที่พฤติกรรมเด็กที่ก้าวร้าว หัวโจก ก็ลดลงมาก เพราะได้รับความรักและความเข้าใจจากครู กลายเป็นผู้นำนักเรียนที่ดี” นายอมรวิชช์กล่าว

นายอมรวิชช์กล่าวอีกว่า สพฐ. สสค. และทุกฝ่ายสนับสนุนรูปแบบห้องเรียน “เรียนสุข สนุกสอน” เพราะทำให้เด็กพบเป้าหมายในชีวิต มีความฝันที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่การเรียนต่อมหาวิทยาลัยเท่านั้น และสอดคล้องกับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการเห็นเด็กไทยไม่ได้เก่งแต่วิชาการ แต่ได้รับการพัฒนาแบบองค์รวมเป็นคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม แต่อาจมีปัญหาเพราะครูต้องสอนโดยยึดตัวชี้วัด เช่น คะแนนโอเน็ต ตนจึงอยากเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ ปลดล็อก โดยให้น้ำหนักกับตัวชี้วัดอื่นด้วย เช่น ทักษะชีวิต ความดี คุณธรรมต่างๆ ขณะเดียวกันต้องรณรงค์ให้สังคมไทยเห็นว่า ความสำเร็จในชีวิตไม่ใช่การสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ เพราะขณะนี้บัณฑิตในมหาวิทยาลัยชื่อดังตกงานเพิ่มขึ้น

ด้านสวนดุสิตโพล ก็เผยผลสำรวจเนื่องในวันครู ประจำปี 2561 เรื่อง “ครูแบบไหน? ที่เด็กไทยต้องการ” พบว่าเด็กอนุบาล อยากได้ครูใจดีไม่ดุ, เด็กประถม อยากได้ครูใจดี ไม่ตี ไม่บ่น, เด็กมัธยม ต้องการครูใจดี มีเหตุผล ไม่ใช้อารมณ์ และเด็กอาชีวะ ต้องการครูดีมีคุณธรรม

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้