วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หนังคนละม้วน! พี่พูดหมด โรคซึมเศร้าฆ่าน้องสาวที่กาตาร์ สุดคาใจ พ่อคิดอะไรให้ข่าวมั่วๆ

หนังคนละม้วน! พี่พูดหมด โรคซึมเศร้าฆ่าน้องสาวที่กาตาร์ สุดคาใจ พ่อคิดอะไรให้ข่าวมั่วๆ

  • Share:

จากกรณี น.ส.เปรมฤทัย จุเส้ง หรือน้องไอซ์ วัย 25 ปี แอร์โฮสเตสสายการบินกาตาร์เสียชีวิตในประเทศกาตาร์เมื่อ 26 ธ.ค. 60 แม่และพี่สาวนำศพกลับมาทำพิธีทางศาสนาในไทย และฌาปนกิจไปแล้ว แต่เมื่อ 12 ม.ค. 61 ผู้เป็นพ่อกลับให้สัมภาษณ์ข่าวว่าลูกเสียชีวิตจากการฆาตกรรม

“เปรมฤดี ทีเด” หรือ ไนซ์ พี่สาวของ ไอซ์ ชี้แจงกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์เป็นที่แรก ยืนยันว่าน้องไม่ได้ถูกฆาตกรรมเหมือนที่พ่อให้ข่าว แต่น้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และตัดสินใจปลิดชีวิตตัวเองด้วยการแขวนคอในห้องพักที่เมืองโดฮา ประเทศกาตาร์ เผยไม่เข้าใจพ่อที่ให้ข้อมูลมั่วว่าต้องการอะไร ทั้งๆ ที่บอกแล้วว่าน้องฆ่าตัวตาย 

ที่พ่อให้ข่าวไม่มีความจริงใดๆ ได้รับการช่วยเหลืออย่างดีจากสถานทูต

“ที่หนูต้องมาชี้แจงเรื่องทั้งหมด เนื่องจาก พ่อ (อายุ 74 ปี) ให้ข่าวก่อนหน้าว่ากงสุล หรือสถานทูตไม่ได้ช่วยอะไร พยายามปิดข่าว ซึ่งจริงๆ มันไม่ใช่เลย ที่พ่อพูดทั้งหมดไม่มีความจริงเลย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในไทย อธิบดีกรมการกงสุล ระหว่างอยู่ที่โดฮา เจ้าหน้าที่สถานทูตไทยในโดฮา ดูแลและคอยช่วยเหลือเราอย่างดี ดีมากๆ

พี่ๆ ที่สถานทูต ช่วยเหลือทุกอย่าง เพื่อเราจะได้พาน้องกลับบ้านให้เร็วที่สุด สถานทูตพาหนูกับแม่ ไปหาตำรวจ คอยเป็นล่ามพูดภาษาอาหรับให้ เพราะบางที คุยภาษาอาหรับจะสื่อสารกันได้เร็วกว่าภาษาอังกฤษ ทุกคนช่วยกันอย่างเต็มที่อย่างสุดความสามารถ ทั้งขับรถมารับที่โรงแรม พาไปหาตำรวจ ไปโรงพยาบาล จนหนูกับแม่ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรดี

น้องไอซ์ เสียชีวิตเพราะโรคซึมเศร้า

รวมถึงบริษัทที่น้องทำงานเป็นแอร์โฮสเตสอยู่ก็ช่วยเหลือดีมากๆ อำนวยความสะดวกหลายอย่าง จัดการให้พักโรงแรมดีๆ จ่ายค่าอาหารให้ ตลอด 7วันที่อยู่โดฮา ค่าตั๋วเดินทางไปกลับของเรา แม้กระทั่งหาคนมาอาบน้ำแต่งหน้าให้น้อง คนไทยต้องจุดธูปบอกน้องให้กลับบ้าน ซึ่งจริงๆ รพ.ไม่ให้จุดธูปด้วยซ้ำ ทางบริษัทที่น้องทำงานด้วยก็ช่วยพูดว่าต้องทำ เพราะเป็นพิธีกรรมทางศาสนา ค่าทำศพน้อง จนกระทั่งพาน้องเดินทางกลับมาถึงไทย ค่าขนส่งร่างน้องจากสนามบินภูเก็ตจนถึงบ้านที่ อ.ท่าชนะ พวกเขาเหล่านั้นได้ช่วยเหลือหนูกับแม่อย่างเต็มที่”

ไนซ์รีบชี้แจงความจริง พร้อมเผยว่าตอนแรกไม่อยากออกมาพูดอะไร เพราะน้องไปสู่สุคติแล้ว แต่เมื่อเรื่องกลายเป็นความเข้าใจผิดจนสร้างความเสียหายกับสถานทูตไทยที่โดฮา จึงออกมาชี้แจงเพื่อปกป้องน้องไอซ์ แม่ และสถานทูตไทย ตนกับแม่ต้องการความเห็นใจและเปิดเผยความจริงทุกอย่าง และมีเอกสารทางการยืนยันว่าน้องไอซ์ไม่ได้ถูกฆาตกรรมตามพ่อบอก แต่น้องป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ทำให้ตัดสินใจจบชีวิตด้วยการแขวนคอ

เปิดไทม์ไลน์ชีวิต พร้อมดำเนินการรับศพกลับไทย

“หนูไปเจอกับแม่ที่โดฮา ไปถึงก็มีพี่ๆ จากสถานทูตไทยในโดฮา และพี่บริษัทที่น้องทำงาน มาพาหนูและแม่ไปดูร่างน้อง หนูเป็นคนแจ้งการเสียชีวิตของน้องไอซ์ด้วยต้วเอง คุยกับตำรวจเอง น้องเขียนจดหมายคำสั้นๆ ไว้ให้แม่ ตำรวจก็เอาให้เราดู จดหมายเป็นลายมือน้อง จริงๆ ก่อนวันที่เกิดเหตุน้องเขียนมาหาหนูทาง WhatsApp สั้นๆ ว่า “ไอซ์รักพี่ไนซ์นะ บอกแม่ด้วย” ตำรวจที่โดฮา สรุปผลแล้วว่า ไม่ได้มีมือที่สาม สาเหตุการเสียชีวิตคือขาดอาการหายใจ เนื่องจากแขวนคอ หนูเป็นคนจัดการทุกอย่าง

หนูกับแม่เห็นศพน้อง 3 ครั้งนับตั้งแต่เกิดเรื่องจนมาถึงไทย เห็นครั้งแรก คือตอนที่พี่ๆ มารับไป รพ. เพื่อไปยืนยันว่าเป็นศพของน้อง ครั้งที่ 2 ตอนอาบน้ำศพ แต่งตัว แต่งหน้าให้น้องเสร็จแล้ว นำร่างน้องลงโลงศพเพื่อขนส่งย้ายมาไทย ครั้งที่ 3 คือ ตอนพาศพน้องกลับมาถึงไทย ย้ายศพในโลงที่ใส่มาจากเมืองโดฮามาใส่อีกโลงเพื่อมาทำพิธีที่บ้านเกิด หนูทำเรื่องเอกสารทุกอย่างที่โดฮา 7 วัน เป็นคนทำเรื่องทุกอย่าง” ไนซ์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโดฮา ยืนยันอีกครั้งถึงสาเหตุแท้จริงที่น้องเสียชีวิต

ไทม์ไลน์การเสียชีวิต และจัดการทำเรื่องในเมืองโดฮา ประเทศกาตาร์จนสามารถนำศพน้องไอซ์มาทำพิธีทางศาสนาในไทย นั้น ไนซ์ไล่เรียงกับทีมข่าวว่า ดังนี้

- น้องเสียชีวิตเมื่อ 22.30 น. (เวลาท้องถิ่นเมืองโดฮา) วันที่ 26 ธ.ค. 2560

- 27 ธ.ค. 2560 ช่วงบ่าย (เวลาเยอรมนี) ไนซ์ซึ่งอาศัยอยู่ที่เยอรมนี รู้ข่าวร้ายเป็นคนแรกจากสถานทูตไทย ณ กรุงโดฮา หลังจากนั้นประมาณ 1 ชั่วโมงได้โทรบอกแม่ซึ่งอยู่ในเมืองไทย และเวลาเกือบสี่ทุ่ม ไนซ์นั่งเครื่องจากเมืองเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ถึงโดฮา เช้าวันที่ 28 ธ.ค. 60 ส่วนแม่นั่งเครื่องจากกรุงเทพฯ ไฟลต์เช้าของวันที่ 28 ธ.ค. 60 ไปถึงโดฮาวันที่ 28 ธ.ค. ประมาณเที่ยง (เวลาโดฮา) จากนั้นเราทั้งสองก็ได้อยู่ในการดูแล ได้รับการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกกับบริษัทของน้อง และเจ้าหน้าที่สถานทูตช่วยทุกเรื่อง ในการทำเอกสารเพื่อนำศพน้องกลับไทย

ศพน้องที่สนามบินภูเก็ต

- 2 ม.ค. 61 ไนซ์กับแม่ ได้นำร่างน้อง ขึ้นเครื่องจากโดฮา เที่ยวบินประมาณ 19.30 น. มาลงเครื่องที่สนามบินภูเก็ต เวลาก่อนเที่ยง ของวันที่ 3 มค 61 แล้วต่อรถพาน้อง มาถึงบ้านที่ อ.ท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นสถานที่จัดพิธีของน้องไอซ์

- 8 ม.ค. 61 ฌาปนกิจศพน้อง

ชี้แจงพ่อบอกเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวน แต่ไม่เคยดูดำดูดี แม้วันงานศพน้อง

ส่วนกรณีที่พ่อบอกว่าน้องเป็นลูกหัวแก้วหัวแหวนนั้น ไนซ์บอกกับทีมข่าวว่าพ่อกับแม่แยกทางกันมา 23 ปี พ่อช่วยเหลือบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ช่วงหลังๆ ตนและน้องเรียนมหาวิทยาลัยอินเตอร์ พ่อไม่ได้ช่วยแม่แบ่งความรับผิดชอบเลย ไม่เคยสนใจลูกๆ ไม่เคยมาดูดำดูดี ไม่เคยส่งเสียอะไรเลยหลายสิบปี กับพ่อที่หลังแยกทางกับแม่ ก็มีคุยกันบ้างเป็นพักๆ จนมีเหตุการณ์ทำให้เราทั้งสองตัดขาดสัมพันธ์กัน และไม่ได้เจอกันอีกเลยหลายปี จนมาเจอล่าสุดในงานศพน้อง

น้องสาวกับแม่

“พ่อไม่เคยมาสนใจหนูกับน้อง ไม่เคยช่วยจ่ายค่าเทอมเราสองคน น้ำไฟถูกตัด หนูโทรไปบอกพ่อ ก็ไม่เคยสนใจจนหม้อไฟถูกตัด ก็ปล่อยให้หนูกับน้องอยุ่ไปแบบนั้น
แม้กระทั่งวินาทีสุดท้ายของน้อง พ่อก็ย้งไม่แม้แต่จะช่วยค่าจัดพิธีทำศพ มางานศพน้องก็ไม่อยู่รอแม้กระทั่งฟังพระสวด หรือรอกรวดน้ำให้น้อง พ่อกับน้องไม่ได้สนิทกันเลย ที่พ่อเคยให้สัมภาษณ์ว่าน้องกลับมาไทยก็มาเจอพ่อตลอด ก็ไม่เป็นความจริง น้องไม่เคยเจอพ่อเลย ตั้งแต่น้องไปทำงานที่โดฮาได้ 3 ปี ได้กลับไทยมาหลายครั้งก็จะมาเจอแม่ ไม่ได้เจอพ่อ แม่เจอน้องครั้งสุดท้ายที่กรุงเทพฯ วันที่น้องกลับมาไทย คือวันที่ 23 ธ.ค.”


ไม่เข้าใจพ่อให้ข้อมูลมั่วเพื่อสิ่งใด ทั้งๆ ที่บอกแล้วว่าน้องฆ่าตัวตาย 

สำหรับกรณีที่พ่อให้ข่าวเท็จไป ไนซ์กล่าวว่า พ่อไม่ได้โทรมาถามก่อนออกสื่อ และไม่เข้าใจ อีกทั้งคาใจว่าทำไมต้องให้ข่าวแบบนั้นทั้งๆ ที่บอกไปแล้วว่าน้อง “ฆ่าตัวตาย” เมื่อรู้ข่าวก็รีบขับรถไปถามข้อเท็จจริงกับพ่อทันที แต่คำตอบที่ได้รับจากปากพ่อกลับไม่ชัดเจน และไล่ให้กลับบ้าน

2 พี่น้องกับรอยยิ้มที่สดใส ก่อนน้องสาวจะจากไปตลอดชีวิต

“พ่อให้สัมภาษณ์ข่าวแบบผิดๆ โดยที่ไม่รู้ความจริงอะไรเลย สุดท้ายคนที่เสียหายคือน้อง หนูก็ไม่รู้ว่าพ่อทำไปเพื่ออะไร ต้องการอะไร พอรู้ข่าวว่าพ่อให้สัมภาษณ์ออกทีวี พอดีหนูอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ขับรถไปหาพ่อทันที ทั้งๆ ที่ไม่เคยไปมาเป็นสิบปีแล้ว เปิดเนวิเกเตอร์นำทาง รู้สึกโมโหตรงที่ว่า น้องเสียชีวิตไปแล้วก็ไม่มาดูดำดูดี วินาทีสุดท้ายของน้อง พ่อยังทำให้ไม่ได้ ถามพ่อว่าทำไปเพื่ออะไร พ่อให้ข่าวเท็จทำไม

เอกสารยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตของน้องที่ได้จากกรมการสาธารณสุขของกาตาร์ ซึ่งพี่สาวได้เปิดเผยกับไทยรัฐออนไลน์เป็นที่แรกและที่เดียวเท่านั้น

เขาตอบไม่ได้ และยังไล่กลับบ้าน พ่อบอกว่า หนูไม่ได้บอกเขาว่า ความจริงเป็นอย่างไร หนูก็อธิบายไปว่าวันที่พ่อมางานศพน้อง พร้อมพี่สาวและพี่ชายคนละแม่ ก็บอกพี่สาวไปแล้วว่าให้บอกพ่อว่าน้องเสียชีวิตเพราะฆ่าตัวตาย แต่ไม่ต้องบอกว่าแขวนคอ แต่พ่อคิดมาตลอดว่าน้องถูกฆาตกรรม พ่อยังไม่จบความคิดแบบนั้น จนฝันว่าน้องถูกฆาตกรรม แล้วพ่อก็เอาความฝันมาเป็นตุเป็นตะว่ามีคนมาฆ่าน้อง”

เผยน้องสาวเคยฆ่าตัวตายมาก่อน เพราะโรคซึมเศร้า วอนพ่อขอโทษสถานทูต

อย่างไรก็ตามไนซ์ให้ข้อมูลเพิ่มอีกว่า น้องสาวเป็นโรคซึมเศร้าน่าจะเป็นปีมาแล้ว เพิ่งไปหาหมอไม่นาน ก่อนหน้านี้น้องสาวเคยคิดฆ่าตัวตายมาก่อน กับความเข้าใจผิดที่พ่อสร้างขึ้น อยากให้พ่อออกมาขอโทษสถานทูต ถ้าพ่อไม่ยอมออกมาขอโทษก็ขอเป็นลูกที่รับหน้าแทนทุกคนเอง

ภาพของน้องทั้งหมดที่ ส่งให้ไทยรัฐออนไลน์ พี่สาวบอกอยากให้คนจดจำภาพน้อง ว่าเป็นเด็กน่ารัก มีความสุข

“หนูกับแม่รู้มาก่อนว่าน้องเป็นโรคซึมเศร้า ก่อนที่น้องจะเสียชีวิตก็ดูมีความสุขดี กับงานที่ทำก็ไม่เคยมาเล่าว่ามีปัญหาอะไร แต่ไม่รู้ว่าตอนอยู่คนเดียวที่ห้องพักในโดฮา น้องคิดอะไรอยู่ น้องเคยฆ่าตัวตายโดยการกินยาครั้งหนึ่ง แต่ไม่สำเร็จ ตื่นขึ้นมาก็คิดว่าเขาทำอะไรลงไป นึกถึงแม่ว่าไม่น่าทำ บอกเพื่อนว่าหยุดตัวเองไม่ได้ วินาทีนั้น เหมือนมั่นดิ่งลงไป แต่หลังจากนั้นก็ดีขึ้นๆ จนมาเกิดเหตุล่าสุด

หนูอยากให้พ่อไปขอโทษทางกงสุล สถานทูตไทยด้วย สิ่งที่พ่อทำมันไม่ถูกต้อง อยากให้พ่อคิดได้ ให้ทำเพื่อลูกเป็นครั้งสุดท้าย หนูกับแม่ขอบคุณอธิบดีกรมการกงสุล ขอขอบคุณ พี่ๆ จากสถานทูต พี่จา-นายจาตุรนต์ ไชยะคำ พี่ปิ่น-นางสาวปาริฉัตร พันธ์รักษ์เดชา และพี่ซุฟยาน รอฮิง รวมถึงพี่ๆ ที่บริษัท ที่น้องไอซ์เคยทำงาน ขอบคุณทุกคนที่คอยช่วยกันเต็มที่อย่างสุดความสามารถ หนูกับแม่ขอโทษทุกๆ คนด้วยที่เกิดข่าวแบบนี้ ขอโทษแทนพ่อ ถ้าสุดท้ายแล้วพ่อไม่ยอมออกมาขอโทษด้วยตัวเอง หนูก็ขอเป็นลูกที่รับหน้าแทนทุกคนเอง” ไนซ์กล่าวขอโทษกับข่าวเท็จที่พ่อสร้าง

วิธีและขั้นตอน กรณีญาติเสียชีวิตในประเทศกาตาร์

จากการศึกษาข้อมูลของทีมข่าวได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับคนไทยในกาตาร์ หากเกิดกรณีคนไทยเสียชีวิตโดยปกติ ผู้รับทราบจะติดต่อสถานทูต โดยนำหลักฐานการเสียชีวิตจากทางการท้องถิ่นมาแจ้งทำมรณบัตร แต่ถ้าเป็นอุบัติเหตุ หรืออาชญากรรรม สถานทูตจะติดตามกับทางการท้องถิ่นเพื่อดำเนินการอื่นๆ เช่น ค่าสินไหม การดำเนินคดี

สำหรับการขนส่งศพมาไทย ผู้ขนส่งจะใช้เอกสารของทางการท้องถิ่นอนุญาตให้เคลื่อนย้ายศพ และใช้มรณบัตรที่สถานทูตออกให้จนเดินทางถึงประเทศไทย เพื่อนำศพไปประกอบพิธี สำหรับประเทศกาตาร์ มีกฎหมายกำหนดให้นายจ้างต้องออกค่าใช้จ่ายในการขนส่งศพกลับประเทศ ในกรณีของน้องไอซ์ไม่พบปัญหาใดระหว่างดำเนินเรื่องใบมรณบัตร และการขนส่งศพ เนื่องจากได้รับการร่วมมือที่ดีมากจากสายการบินที่น้องทำงานอยู่ และประธานบริษัทก็เป็นผู้ที่โทรแจ้งเอกอัครราชทูตด้วยตัวเอง หลังทราบการเสียชีวิตของน้องไอซ์

ปี 60 มีคนไทยเสียชีวิตปีทั้งหมด 3 ราย รวมถึงน้องไอซ์ด้วย ส่วนสาเหตุการตาย คือ ปัญหาสุขภาพ คนไทยในกาตาร์ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าบ้าง มาปรึกษาสถานทูต และทางสถานทูตก็มีเคยจัดแพทย์และจิตแพทย์จากโรงพยาบาลราชวิถีมาตรวจสุขภาพคนไทยที่สถานทูตเมื่อ มี.ค. 60 จิตแพทย์ได้แนะนำวิธีการดูแลตัวเอง และให้รับการรักษา

อย่างไรก็ตาม สำหรับคนไทยในกาตาร์ หากมีเพื่อน ญาติ เสียชีวิต อย่างแรกต้องโทรแจ้งสถานทูตที่ ที่ ฝ่ายกงสุล : โทร.+974 4493 4432 (ต่อ 20 , 12 , 13 , 21) หรือ +974 4493 4426 (ต่อ 20 , 12 , 13 , 21) หรือ +974 5557 8760 หรือ +974 3380 9062 เพื่อจะได้ช่วยติดตามและดำเนินเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และคนไทยที่มาอยู่ในกาตาร์ ควรมาอย่างถูกกฎหมาย บอกข้อมูลติดต่อที่แท้จริงกับสถานทูตหรือนายจ้าง เมื่อเกิดเหตุร้ายก็จะสามารถโทรแจ้งญาติได้ฉับไว คนไทยไม่ควรไปอยู่ ตปท. อย่างผิดกฎหมาย เพราะการอยู่แบบผิดกฎหมายจะทำให้ไม่ได้รับสวัสดิการจากประเทศที่ไปอยู่อย่างเต็มที่ และจะถูกจับดำเนินคดี

กองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ อีกช่องทางช่วยดำเนินการขนส่ง “ศพ”

สำหรับกรณีผู้เสียชีวิต ไม่มีญาติ คนอื่นหรือบุคคลใดในท้องถิ่นนั้นที่จะช่วยดำเนินการเรื่องเอกสารและพิธีศาสนา ต้องแจ้งหน่วยงานราชการ โดยคนในครอบครัวทางไทย ติดต่อไปที่กองคุ้มครองคนไทย แจ้งรายละเอียดทุกอย่างเกี่ยวกับผู้เสียชีวิต ชื่อสกุลบัตรเบอร์ที่อยู่ ทั้งนี้ควรจะตัดสินใจด้วยว่าต้องการให้ทำอย่างไรกับร่าง มีงบประมาณจัดการมากน้อยเท่าไร ระยะเวลาที่จะใช้ ในการเดินทางไปประเทศนั้นๆ เอง เพื่อร่วมพิธีหรือไปจัดการเรื่องต่างๆ โดยติดต่อกองคุ้มครองและดูแลผลประโยชน์คนไทยในต่างประเทศ กรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ กรอกข้อมูลรายละเอียด ในแบบฟอร์มออนไลน์ ที่ http://www.consular.go.th/main/th/register-help หรือติดต่อทางโทรศัพท์ หรือญาติในไทยไปด้วยตนเอง

เจาะลึกโรคซึมเศร้า .ใครๆ มีสิทธิ์เป็นแม้แต่คุณเอง ควรเมตตากันอย่างเพื่อนมนุษย์

โรคนี้เกิดขึ้นจากอะไร อันตรายจนทำร้ายตัวเองถึงตายดังกรณีของน้องไอซ์นี้ จะรักษาให้หายได้หรือไม่ ทีมข่าวสอบถามข้อมูลจาก ผศ.นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ จิตแพทย์ รพ.จุฬาลงกรณ์ ได้ชี้แจงว่าทุกอาชีพก็มีสิทธิ์เป็นโรคซึมเศร้าได้ ไม่ขึ้นกับอาชีพว่าไหนเสี่ยงมากหรือเสี่ยงน้อยที่จะเป็น ใช่ว่าเป็นแอร์โฮสเตสแล้วเสี่ยงมาก แม้กระทั่งทำงานหน้าคอมอยู่คนเดียวก็เป็นโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน

สาเหตุของโรคซึมเศร้านั้นที่เป็นนั้นมีปัจจัยซับซ้อน ไม่ได้เกี่ยวกับว่าเพราะอาชีพอะไรเป็นพิเศษ สาเหตุที่เป็นมีปัจจัยรวมๆ หลายอย่าง ทั้งเรื่องของพันธุกรรม ทางกายภาพ โครงสร้างสมอง สารเคมี รวมไปถึงรูปแบบการเลี้ยงดู และบรรยากาศทางสังคม ความเจ็บป่วยทางจิตเวชเป็นเรื่องพหุปัจจัย ไม่สามารถตัดสินได้ด้วยปัจจัยเดียว
ซึ่งโรคซึมเศร้านี้จะพบมากได้ตั้งแต่วัยรุ่น ในเด็กก็พบว่าเป็นบ้าง แต่อารมณ์ยังเปลี่ยนแปลงได้อยู่ อาจไม่เศร้าถาวร ปัจจุบันพบผู้ป่วยมากขึ้น เพราะปัจจุบันระบบทางสังคมและการศึกษาโฟกัสที่ความสำเร็จมากกว่าความสุขไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับชีวิตธรรมดาๆเน้นไปที่สัมฤทธิ์ผลทำให้เกิดการเปรียบเทียบและรู้สึกด้อยค่าได้ง่าย

ส่วนอาการที่สังเกตุได้ว่าเป็นโรคซึมเศร้านั้น คนไข้จะไม่ค่อยมีความสุขติดกันนานเช่น 2 สัปดาห์ขึ้นไป หรือเป็นเดือนๆ พื้นฐานอารมณ์ไม่สามารถเป็นบวกได้ในกรณีที่ควรจะเป็น เช่น ปกติ ดูทีวี ดูละคร อ่านโน่นอ่านนี่ที่เคยเพลิดเพลินก็ไม่รู้สึกดี มีแต่อารมณ์แย่ๆเศร้าๆ มองว่าชีวิตไร้ความหมาย สิ้นหวัง ร่วมกับอาการทางพฤติกรรมให้เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย สมองแล่นช้า คิดสับสน มองความสัมพันธ์ทุกอย่างเป็นแง่ลบไปหมด และไม่สามารถเชื่อในแง่บวกได้เลย แต่หากเป็นแค่ 1-2 วันแล้วหายอาจจะเป็นเรื่องเศร้าในชีวิตทั่วๆไป ก็ไม่น่าจะใช่โรคซึมเศร้า

หากสงสัยว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าควรพบจิตแพทย์ เพื่อประเมิน เและทำการรักษา คนเป็นโรคนี้มีโอกาสหายขาดได้ แต่จะต้องกินยารักษาเป็นเวลานาเท่าใดก็แล้วแต่ละบุคคล เพราะการตอบสนองแต่ละคนไม่เท่ากัน บางรายอาจต้องปรับเปลี่ยนทางจิตใจและทางสังคมร่วมด้วย

ในแง่การดูแลคนไข้โรคซึมเศร้านั้น ผศ.นพ.ภุชงค์ แนะนำว่า คนรอบข้างควรวางตัวเป็นมิตร เมตตากับเขาตามปกติ ไม่ควรพยายามเข้าไปสอดส่องดูแลจนคนไข้อึดอัดหรือสนใจไต่ถามแต่อาการป่วยเขามากเกินไป ในอีกทางหนึ่งก็ไม่ได้ถึงกับปล่อยปละละเลย ควรยึดทางสายกลาง ไม่สุดโต่งเช่น ไม่สนเขาเลยและไม่ใช่ว่าไปยุ่งกับเขามาก "เท่าที่ผมเคยคุยกับคนไข้โรคทางจิตมา ส่วนใหญ่ตอบเหมือนกันว่า ช่วยปฎิบัติกับเขาอย่างปกติเหมือนคนทั่วไป ไม่ต้องดีเพิ่มเป็นพิเศษ และไม่ใช่หนีห่างละเลยเขา"

สาเหตุที่คนเป็นโรคซึมเศร้าเลือกกระทำการฆ่าตัวตายนั้น อาจเป็นเพราะสิ้นหวัง ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไรเพราะอยู่ไปก็ไม่มีความสุขและเชื่อว่ามันคงไม่มีความสุขอีกต่อไปแล้ว จึงไม่แปลกที่จะคิดสั้น แต่ผู้ที่คิดสั้นแบบไม่ได้ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าก็มี คนไข้บางคน มีผู้ปรารถนาดี ดูแลเยอะไปจนไม่ต่างกับบงการชีวิตเขา ก็ยิ่งอึดอัด กลายเป็นแง่ลบจนอยากฆ่าตัวตายไปให้พ้นๆ หรือว้าเหว่เกินไป ไม่มีใครเลยก็คิดฆ่าตัวตายได้เช่นกัน

“การเป็นโรคซึมเศร้าไม่ใช่เรื่องแย่ หรือน่าตกใจ ที่จริงแล้วโรคนี้มีคนเป็นกันมาก เยอะกว่าโรคตับโรคไตด้วยซ้ำ จัดว่าธรรมดามาก และข้อดีคือสามารถรักษาให้หายขาดได้ไม่ได้จะมีอวัยวะเสื่อมถาวร เพราะฉะนั้น หากสังเกตอาการตัวเอง และหากรู้สึกสงสัยว่าจะเป็น ควรไปพบจิตแพทย์ รู้ให้เร็ว พาตัวเองไปหาคนช่วย ยิ่งไม่อยากเป็นหรือพยายามจะไม่เป็นโรคซึมเศร้า หากผิดหวังขึ้นมาก็ยิ่งเครียด

การจะดูแลสุขภาพจิตตัวเองที่สำคัญจึงไม่ใช่การพยายามจะไม่ป่วย แต่เป็นการรู้ทันภาวะในใจ ว่าตอนนี้คล้ายโรคซึมเศร้าแล้วนะ ก็รีบมาพบจิตแพทย์เพื่อรักษา ไม่ผิดที่ต้องพึ่งใครบ้างยามป่วย ยุคนี้คนไม่ได้เพิ่งเล็งคนมีปัญหาทางใจว่าเป็น "โรคจิต"

แล้ว ถ้าเป็นแล้วรู้ ถ้ารู้แล้วหาทางแก้ไขเพื่อดูแลตัวเอง น่าจะดีกว่า เพราะทุกชีวิตมีคุณค่าพอที่จะได้รับการช่วยเหลือดูแล หากสามารถก้าวผ่านช่วงแย่ๆของชีวิตไปสำเร็จ กลับมาตั้งหลักกันได้ ก็จะเห็นว่ามันเป็นแค่ช่วงหนึ่งที่มุมมองและอารมณ์ความรู้สึกเราติดลบมากไปเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเราไม่มีค่าเลยจริงๆ เหมือนช่วงที่โดนโรคซึมเศร้ามันหลอกเอา” ผศ.นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ แสดงความห่วงใย


ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้