วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ภาค 3 นำร่อง สุภาพบุรุษจราจร "ทำดีด้วยหัวใจ" ลดอุบัติเหตุ-ใบสั่ง

จากสถิติอุบัติเหตุ 3 ปีย้อนหลังของตำรวจภูธรภาค 3 พื้นที่ 8 จังหวัดอีสานใต้ มีคนบาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้นทุกปี ปี 2558 เสียชีวิต 1,473 ราย บาดเจ็บสาหัส 993 ราย ปี 2559 เสียชีวิต 1,707 ราย บาดเจ็บสาหัส 914 ราย ปี 2560 เสียชีวิต 1,770 ราย บาดเจ็บสาหัส 1,066 ราย รวม 3 ปี มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนกว่า 4,950 ราย

นับเป็นตัวเลขที่สูง น่าตกใจ

ไม่เพียงแค่พื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 สถิติอุบัติเหตุทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้นทุกปี จนทำให้ประเทศไทยมีสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนติดอันดับต้นๆ ของโลก เป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งทุกหน่วยบูรณาการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุ ความสูญเสียบนท้องถนน เน้นตำรวจบังคับใช้กฎหมายจริงจัง

แต่ปัญหาจราจร เป็นปัญหาโลกแตก กลายเป็นไม้เบื่อไม้เมาของตำรวจกับประชาชนผู้ทำผิดกฎหมาย เปรียบเสมือนเส้นทางคู่ขนาน ไม่มีทางประชาชนจะเข้าใจการทำงานของตำรวจ ตำรวจต้องบังคับใช้กฎหมาย ไม่ให้ฝ่าฝืนกฎหมาย แต่ประชาชนบอกทำผิดแค่นี้ ทำไมต้องปรับ ชาวบ้านคนหาเช้ากินค่ำ การตั้งด่านตรวจกวดขันวินัยจราจร ตำรวจทำเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ แต่ประชาชนเชื่อว่า ตำรวจหวังเงินค่าปรับหรือเพื่อรีดไถ

ตำรวจรับสินบนหรือผู้ขับขี่หยิบยื่นกันแน่ เป็นปัญหาคำถามที่ทุกฝ่ายจะพยายามจะหาแนวทางแก้ไข แต่ยังไม่เคยแก้ได้ หากงัดไม้เด็ดประกาศเอาจริงเอาจังกับชาวบ้านไม่เป็นผลดี โดนประชาชนรวมตัวตีโต้กลับ จับผิดตำรวจ จะใช้มาตรการเข้มเต็มพิกัด เป็นห่วงคนยากคนจนหาเช้ากินค่ำ ปรับไม่กี่บาทต้องอดข้าวไปหลายมื้อ

ปัญหาตำรวจจราจรเป็นลำดับต้นๆ ที่ประชาชนอยากให้มีการปฏิรูปตำรวจ แล้วปัญหาอุบัติเหตุจะแก้ได้อย่างไร เมื่อประชาชนยังไม่เชื่อมั่น ในการทำหน้าที่ของตำรวจจราจร กลายเป็นโจทย์ใหญ่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ให้ทุกหน่วยเร่งปรับภาพลักษณ์ตำรวจ มุ่งเน้นไปที่จราจรที่ถูกชาวบ้านร้องเรียนเข้ามามาก

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบช.ภ.3 คุมตำรวจอีสานใต้ 8 จังหวัด ลงพื้นที่ เห็นปัญหาของตำรวจจราจรกับประชาชน การบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนได้ต้องอาศัยความร่วมมือ “จิตสำนึก” ของคนใช้รถใช้ถนนในการขับขี่ตามกฎหมาย

ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ให้น่าเชื่อถือ มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็น “สุภาพบุรุษจราจร” บนท้องถนน ไม่ใช่แค่ปรับอย่างเดียว ต้องออกให้ความรู้ ช่วยเหลือประชาชน โดยใช้ “จิตอาสา ทำดีด้วยหัวใจ” เป็นตัวกลางคอยเชื่อมการทำงาน และการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจจราจรให้ประชาชนยอมรับและเข้าใจการทำงานให้ได้ จึงริเริ่มโครงการ “สุภาพบุรุษจราจรทำความดีด้วยหัวใจ” มิติใหม่ “เปลี่ยนใบสั่ง ให้ความรู้”

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ลงพื้นที่พบตำรวจชั้นประทวน มดงานผู้ปฏิบัติงานจราจรเอง ปลูกฝังปรับแนวความคิดใหม่ เน้นให้ตำรวจจราจร และประชาชนจิตอาสาร่วม “ทำความดี ด้วยหัวใจ” ยึดถือหลัก 5 S ในการปฏิบัติงาน Smile : ยิ้มแย้ม แจ่มใส Smart : บุคลิก ท่าทาง สง่างาม ทั้งร่างกาย และ จิตใจ Salute : การเคารพ อ่อนน้อม ถ่อมตน Service Mind : การมีจิตใจบริการ Standard : ความมีมาตรฐาน Speech คำพูดสุภาพ

ปรับรูปแบบการปฏิบัติงานของตำรวจจราจรให้มีการสื่อสารกับประชาชนด้วยความสุภาพ อ่อนโยน เน้นให้โอกาสด้วยการอบรมให้ความรู้ และว่ากล่าวตักเตือนเป็นหลัก ถ้ายังทำผิดซ้ำจะมีมาตรการจากเบาไปหาหนัก

ให้ตำรวจภูธรในสังกัดทั้ง 8 จังหวัด กวดขันวินัยจราจรอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในข้อหาที่เป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ เช่น เมาสุรา ขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกกันน็อก ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย ใช้โครงการ “สุภาพบุรุษจราจร” ในการสื่อสารกับประชาชนให้มีความเข้าใจและตระหนักถึงความจำเป็นที่ต้องร่วมมือกันลดอุบัติเหตุ

ไม่เฉพาะตำรวจจราจรที่เฉพาะในตัวเมือง แต่จะให้ตำรวจสายตรวจซึ่งมีอยู่ทุกท้องที่ตลอด 24 ชั่วโมง ช่วยกวดขันวินัยจราจรด้วย โดยจะต้องบูรณาการกับทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาการเกิดอุบัติเหตุ มีเป้าหมายก่อนเทศกาลสงกรานต์ ปี 2561 ผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์จะต้องสวมหมวกกันน็อก 100 เปอร์เซ็นต์

ทุกสถานี ดำเนินการตามโครงการ แบ่งเป็น 3 ช่วง ระยะที่ 1 วันที่ 1-7 ธ.ค. อบรมให้เจ้าหน้าที่จราจรและจิตอาสา ด้านกฎหมาย ช่วยชีวิตเบื้องต้น บริการด้วยหัวใจ และการประชาสัมพันธ์ทางสื่อต่างๆให้ประชาชนได้รับทราบโครงการ ระยะที่ 2 วันที่ 8-20 ธ.ค.ช่วงรณรงค์ “ห่วงใย ให้ความรู้ ว่ากล่าวตักเตือน” เป็นช่วงที่ตำรวจจราจรไม่ออกใบสั่งในข้อหาที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น เช่น ข้อหา ไม่สวมหมวก ไม่รัดเข็มขัดนิรภัย ไม่พกใบอนุญาตขับขี่ แต่ให้บันทึกเก็บข้อมูลผู้ถูกว่ากล่าวเข้าฐานข้อมูล

ระยะที่ 3 วันที่ 5 ม.ค.ถึง 30 ก.ย. 2561 ช่วงกิจกรรมทางเลือก “เปลี่ยนใบสั่ง ให้ความรู้” เปิดโอกาสให้คนทำผิด ที่โดนออกใบสั่งในข้อหาที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นสมัครใจที่ร่วมกิจกรรมทางเลือก เข้ารับการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรแทนการปรับที่สถานีตำรวจท้องที่ที่ถูกจับ แต่ถ้าตรวจสอบฐานข้อมูลว่าเคยถูกว่ากล่าวตักเตือนหรือเข้ารับการอบรมแล้ว จะต้องออกใบสั่งเสียค่าปรับ ไม่สามารถสมัครใจมาอบรมได้

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบช.ภ.3 กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “นโยบายรัฐบาลที่ต้องการให้ทุกภาคส่วนบูรณาการแก้ไขอุบัติเหตุบนท้องถนน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาค 3 ย้อนหลัง 3 ปีความสูญเสียบนถนนเพิ่มขึ้นทุกปี การบังคับใช้กฎหมายอย่างเดียวยังไม่สามารถแก้ไขได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือของประชาชนในพื้นที่ด้วย จึงเกิดแนวความคิดว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนเชื่อมั่นในตำรวจจราจร โดยเริ่มปรับที่ตำรวจก่อน ปรับเปลี่ยนแนวความคิด ปรับภาพลักษณ์ของตำรวจตามนโยบาย ผบ.ตร. แล้วดึงเอาจิตอาสามาร่วมกับตำรวจ ร่วมกัน “ทำดีด้วยหัวใจ” ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของงานจราจร พร้อมที่จะยอมรับกติกา ปฏิบัติตามกฎหมาย และช่วยกันเพื่อลดอุบัติเหตุในพื้นที่”

“จึงได้ทำโครงการสุภาพบุรุษจราจร ทำความดีด้วยหัวใจขึ้น ระหว่างเดือน ธ.ค.ถึงเดือน ก.ย. 2561 แบ่งเป็น 3 ระยะ คือระยะที่ 1 วันที่ 1-7 ธ.ค. เป็นการอบรมให้เจ้าหน้าที่จราจรและจิตอาสา ระยะที่ 2 วันที่ 8-20 ธ.ค.รณรงค์ “ห่วงใย ให้ความรู้ ว่ากล่าวตักเตือน” ระยะที่ 3 วันที่ 5 ม.ค. ถึง 30 ก.ย.2561 กิจกรรมทางเลือก “เปลี่ยนใบสั่ง ให้ความรู้” เปิดโอกาสให้คนทำผิด ที่โดนออกใบสั่งในข้อหาที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นสมัครใจที่ร่วมกิจกรรมทางเลือก เข้ารับการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายจราจรแทนการปรับ หลังจากสิ้นสุดโครงการจะมีการประเมินผลการปฏิบัติ ซึ่งเชื่อว่าตำรวจจะเป็นสุภาพบุรุษจราจรมากขึ้น ประชาชนจะให้ความร่วมมือปฏิบัติตามกฎหมาย ทำให้สถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนลดน้อยลง”

ถือเป็นโครงการที่ดีของตำรวจภูธรภาค 3 แก้ปัญหาจราจรทั้งระบบ สร้างวินัยผู้ขับขี่ ไม่ใช่เน้นจับปรับ ทำให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย เข้าใจตำรวจ ลดความขัดแย้งตำรวจกับประชาชน ตำรวจจราจรที่ปฏิบัติหน้าที่มีความเป็นมืออาชีพ บุคลิกภาพสง่างาม กิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน ตำรวจจะได้เป็นมิตรกับประชาชน

หันมาร่วมกันแก้ปัญหาอุบัติเหตุ ลดสูญเสียคนใช้รถใช้ถนน ตามนโยบายรัฐบาล.

ทีมข่าวอาชญากรรม

จากสถิติอุบัติเหตุ 3 ปีย้อนหลังของตำรวจภูธรภาค 3 พื้นที่ 8 จังหวัดอีสานใต้ มีคนบาดเจ็บล้มตายเพิ่มขึ้นทุกปี ปี 2558 เสียชีวิต 1,473 ราย บาดเจ็บสาหัส 993 ราย ปี 2559 เสียชีวิต 1,707 ราย 13 ม.ค. 2561 10:42 13 ม.ค. 2561 10:44 ไทยรัฐ