วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปปง.กร้าวปรับ1ล้าน แบงก์หละหลวมไม่รอบคอบลูกค้าเปิดบัญชี

กองปราบไม่รับโอนคดีณิชา คนผวา-แห่แจ้งทําบัตรหาย


ตำรวจเร่งหาหลักฐานพิสูจน์ “น้องณิชา” ไม่เกี่ยวข้องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนทำสำนวนสั่งไม่ฟ้องควบคู่ไปกับการสืบหาเบาะแสคนร้ายที่มาเปิดบัญชี หลายหน่วยงานวัวหายล้อมคอก เรียกประชุม-ออกโรงเตือนวางมาตรการป้องกัน มีคดีนี้เป็นกรณีศึกษา เผยประชาชนแห่แจ้งความเอกสารหายเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในหลายพื้นที่ ระบุกลัวตกเป็นผู้ต้องหาโดยไม่รู้ตัว ขณะที่เจ้าตัวเดือดร้อนหนักต้องเดินทางจากบ้านพัก จ.นนทบุรี ไปรายงานตัวต่อศาลจังหวัดตาก ทุกๆ 6 วันตามเงื่อนไขการประกันตัว

กรณี น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ อายุ 24 ปี ชาว จ.ตาก ตกเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดตาก ข้อหาฉ้อโกงประชาชน เดินทางเข้ามอบตัวกับตำรวจกองปราบฯเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ หลังถูกเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ นำบัตรประชาชนไปเปิด บัญชีธนาคารหลายแห่ง เพื่อรับโอนเงินจากเหยื่อรวมกว่า 10 ล้านบาท เจ้าตัวยืนยันไม่มีส่วนรู้เห็น เคยแจ้งความบัตรประชาชนหายเนื่องจากถูกมิจฉาชีพล้วงกระเป๋าบนรถโดยสารประจำทางไว้แล้วตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค.60 ต่อมามีตำรวจ สภ.บ้านตาก จ.ตาก มารับตัวพาไปฝากขังผัดแรกที่ศาลจังหวัดตาก ถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ 2 วัน กระทั่งญาติยื่นหลักทรัพย์ขอประกันตัวออกมา ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงประสิทธิภาพการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในประเด็นการอำนวยความยุติธรรมของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ความคืบหน้าเรื่องนี้ เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 11 ม.ค. พล.ต.ต.ไมตรี ฉิมเฉิด ผบก.ป. กล่าวว่า ขณะนี้ตำรวจกองปราบฯอยู่ระหว่างตรวจสอบน.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ เกี่ยวข้องกับการเปิดบัญชีหรือไม่ เป็นการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามที่เจ้าตัวร้องขอให้ตรวจสอบ ก่อนนำข้อมูลทั้งหมดส่งต่อไปให้พนักงานสอบสวน สภ.บ้านตาก จ.ตาก เจ้าของคดี จากการประชุมร่วมกับชุดคลี่คลายคดีนี้ มีความเห็นตรงกันว่าตำรวจพื้นที่เจ้าของคดีทำงานอย่างเต็มที่และสำนวนมีความคืบหน้าไปมาก ตำรวจกองปราบฯจึงไม่จำเป็นต้องรับโอนคดีมา ประกอบกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติตั้งชุดทำงานเรื่องนี้ขึ้นมาเฉพาะแล้ว ดังนั้นตำรวจกองปราบฯจะเป็นหน่วยงานสนับสนุน ตามที่ ตร.สั่งมาเท่านั้น

มีรายงานว่า สำหรับคดีนี้ พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รอง ผบ.ตร. เรียกประชุมชุดสืบสวนจากหลายภาคส่วนทั้งในส่วนของตำรวจ บช.ภ.6 บก.ภ.จ.ตาก บช.น. บก.ป. สภ.บ้านตาก จ.ตาก โดยดำเนินการเป็นชุดคณะทำงาน วางแนวทางการสืบสวนออกเป็นสองส่วน คือคดีฉ้อโกงและคดีสวมบัตรประชาชนแสดงตนเป็นบุคคลอื่นเปิดบัญชีธนาคาร ซึ่งสองส่วนนี้มีความเชื่อมโยงกันตามแนวทางการสืบสวน ผู้รับผิดชอบหลักมอบหมายให้กับ บช.ภ. 6 บก.ภ.จ.ตาก และ สภ.บ้านตาก จ.ตาก เป็นผู้สอบสวนขยายผลหาความเชื่อมโยง ส่วน บก.ป.เป็นเพียงหน่วยสนับสนุน ขณะนี้พนักงานสอบสวนสภ.บ้านตาก จ.ตาก ประสานธนาคารทั้ง 7 แห่ง เพื่อขอกล้องวงจรปิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในส่วนนี้ธนาคารพาณิชย์อยู่ในฐานะผู้เสียหาย ถูกคนร้ายหลอกลวงให้เปิดบัญชีธนาคารเช่นกัน

ที่กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) พล.ต.ท.ทวิชชาติ พละศักดิ์ ผบช.ภ.6 เปิดเผยว่า สั่งให้ตรวจสอบบัญชีทั้งหมดแล้ว หลังพบผู้เสียหายโอนเงินกว่า 1 ล้านบาท เข้าบัญชีชื่อของ น.ส.ณิชา อยู่ระหว่างรอให้พนักงานสอบสวนรายงานรายละเอียดของบัญชีอยู่ ขณะนี้ยังถือว่าน.ส.ณิชาเป็นผู้ต้องหา หากตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วไม่พบความเกี่ยวข้อง ก็พร้อมที่จะสั่งไม่ฟ้อง ส่วนบัญชีที่มีการโอนเงินที่ผิดปกติอีกสองบัญชีของนายขวัญ ทองน้อย และนายธีรภัทร์นนท์ งามวงษ์ พนักงานสอบสวนเตรียมออกหมายเรียกมาสอบปากคำในฐานะผู้ถูกกล่าวหา

“ส่วนกรณีเจ้าหน้าที่ธนาคารรับเปิดบัญชีโดยไม่ได้ตรวจสอบลักษณะบุคคลกับบัตรประชาชนนั้น ต้องดูระเบียบของธนาคารก่อนว่ากำหนดไว้อย่างไร เป็นความบกพร่องของเจ้าหน้าที่หรือไม่ หากบัตรประชาชนหายให้รีบแจ้งความกับตำรวจทันที เพราะจะเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักสามารถนำมาประกอบสำนวนได้” พล.ต.ท.ทวิชชาติกล่าว

พล.ต.ต.ปริญญา วิศิษฐฎากุล ผบก.ภ.จ.ตาก ระบุว่า สั่งการให้ พ.ต.อ.ศักดิ์ดา สังขนิตย์ รอง ผบก.ภ.จ.ตาก ดูแลในส่วนงานสอบสวน ส่วน พ.ต.อ.เกียรติศักดิ์ ขอนพุดซา ผกก.สส.ภ.จ.ตาก นำกำลังชุดสืบสวนลงพื้นที่พร้อมประสานข้อมูลกับชุดสืบสวน บก.ป. เพื่อขอความร่วมมือกับทางธนาคารทั้ง 7 แห่ง ที่มีชื่อ น.ส.ณิชา ไปเปิดบัญชีไว้ เน้นตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของธนาคารและลายเซ็นที่ใช้เปิดบัญชีว่าเป็นลายเซ็นของ น.ส.ณิชาหรือไม่ เพื่อพิสูจน์ว่าเจ้าตัวก็ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอล- เซ็นเตอร์เช่นกัน ก่อนพนักงานสอบสวนจะทำสำนวนสั่งไม่ฟ้อง

พล.ต.ต.รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร รรท.เลขาธิการ ปปง. เปิดเผยว่า ในวันที่ 15 ม.ค. เวลา 14.00 น. สำนักงาน ปปง.เชิญตัวแทนสถาบันการเงินทั้ง 36 แห่งเข้าร่วมประชุม เพื่อหารือถึงมาตรการป้องกันต่างๆ จากการที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ นำบัตรประชาชนผู้อื่นไปเปิดบัญชี เพื่อรองรับการโอนเงินเหยื่อ เบื้องต้น กำหนดให้ทุกสถาบันการเงินต้องตรวจสอบรายละเอียดลูกค้าที่ต้องการเปิดบัญชี อาทิ ชื่อและนามสกุลจริง อาชีพ วันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวบัตรประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน สถานที่ทำงาน หมายเลขโทรศัพท์ที่สามารถติดต่อได้ หากละเลยไม่ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ มีโทษปรับบัญชีละ 1 ล้านบาทและปรับอีกไม่เกินวันละ 10,000 บาท จนกว่าจะแก้ไขแล้วเสร็จ

ด้านนายรณดล นุ่มนนท์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า รับรายงานเหตุการณ์นี้จากธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว ผู้ตรวจสอบของธปท.อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริง มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมตรวจสอบอีกชั้นหนึ่ง กำชับให้แต่ละธนาคารเข้มงวดกวดขัน เพื่อให้แน่ใจว่าแต่ละสาขามีบริการในลักษณะการทำความรู้จักลูกค้าให้มากขึ้นตามขั้นตอนที่กำหนด รวมทั้งให้ชมรมตรวจสอบธนาคารพาณิชย์หารือ ร่วมกันเพื่อป้องกันมิให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก

วันเดียวกัน นายวิเชียร ชิดชนกนารถ ผอ.สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเหมือนกรณี น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ ที่ถูกนำบัตรประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคาร 7 แห่งว่า ภาคเอกชนและภาครัฐที่มีการนำบัตรประชาชนไปใช้ลงทะเบียนลูกค้าหรือผู้มาขอรับบริการ สิ่งที่ต้องทำ 3 อย่างคือ 1.ต้องดูหน้าตาว่าผู้มาขอใช้บริการหน้าตาเหมือนในบัตรหรือไม่ 2.ต้องตรวจสอบด้วยว่าบัตรประชาชนใบที่ใช้ทำธุรกรรมเป็นของจริงหรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้โดยใช้เครื่องอ่านบัตรประชาชนราคาตัวละ 198 บาท โดยธนาคารทุกสาขา สามารถซื้อติดตั้งได้ 3.เมื่อมีการแจ้งบัตรหาย กรมการปกครองมีระบบให้คอมพิวเตอร์ของแต่ละหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบได้ว่าบัตรใบนี้มีสถานภาพเป็นปกติ ถูกแจ้งหายหรือถูกยกเลิกเนื่องจาก
สวมตัวหรือไม่ ซึ่งภาคเอกชนยังไม่ค่อยได้ใช้กระบวนการนี้ หากทำครบทั้ง 3 ขั้นตอนจะสามารถยืนยันพิสูจน์ได้อย่างชัดเจน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังมีข่าวกรณีของ น.ส.ณิชาปรากฏตามหน้าสื่อต่างๆนั้น พบว่าประชาชนตื่นตัวเข้ามาแจ้งความเอกสารหายเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนหลายเท่าตัวในหลายๆพื้นที่ อย่างที่ สน.พระโขนง พ.ต.อ.ชนิน วชิรปาณีกูล ผกก.สน.พระโขนง ระบุหลังปรากฏข่าวดังกล่าวมียอดผู้เข้าแจ้งความเอกสารหายจากเดิมวันละ 20-30 ราย เพิ่มเป็น 95-100 รายต่อวัน ทั้งหมดระบุคล้ายกันว่า เห็นข่าวแล้วกลัวเกิดคดีแบบไม่รู้ตัวซ้ำรอย น.ส.ณิชาจึงมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน

ขณะที่เฟซบุ๊ก “สื่อศาล” ของกองสารนิเทศและประชาสัมพันธ์ สำนักงานศาลยุติธรรม เผยแพร่ภาพกราฟฟิกเตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างชื่อศาลยุติธรรมหลอกให้โอนเงิน ระบุว่าศาลยุติธรรมไม่มีนโยบายขอข้อมูลส่วนบุคคลผ่านทางโทรศัพท์ หมายศาลที่ถูกต้องจะไม่มีการระบุให้ใครต้องส่งเอกสารข้อมูลส่วนบุคคลหรือโอนเงินไปให้ใครทั้งสิ้น หากประชาชนสงสัยว่าหมายศาลที่ได้รับเป็นของจริงหรือ ของปลอม ขอให้สอบถามศาลยุติธรรมได้ทุกแห่ง หากโอนเงินไปให้มิจฉาชีพแล้ว ขอให้รีบโทร.แจ้ง
ที่สายด่วน ปปง. หมายเลข 1710 เพื่ออายัดเงินที่ท่านโอน

มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของ น.ส.ณิชา เกียรติธนะไพบูลย์ ว่า เจ้าตัวเตรียม เดินทางไป จ.ตาก เพื่อรายงานตัวต่อศาลจังหวัดตาก ในเวลา 09.00 น. วันที่ 12 ม.ค. ตามเงื่อนไขการประกันตัวที่ต้องไปรายงานตัวทุกๆ 6 วัน ทำให้ได้รับความลำบากในการเดินทาง เนื่องจาก น.ส.ณิชามีที่พักอยู่ในเขต จ.นนทบุรี รวมทั้งส่งผลกระทบหลายๆด้านในการดำเนินชีวิตตามปกติ

ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง โฆษกสภาทนายความ ให้ความเห็นกรณีตำรวจดำเนินคดีกับ น.ส.ณิชาว่าในเรื่องความบกพร่องการสอบสวน มีการพูดคุยกันหลายเวที แต่ยังมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น สาเหตุเกิดหลายปัจจัย คดีนี้พนักงานสอบสวนเป็นต้นทางของความยุติธรรม ปลายทางคือศาล ถ้าต้นทางทำสำนวนบกพร่อง ความเสียหายแก่ผู้ถูกจับจะเกิดขึ้น เริ่มตั้งแต่การรวบรวมพยานหลักฐาน มีการตรวจสอบละเอียดหรือไม่และเมื่อจับและแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว พนักงานสอบสวนต้องรับฟังพยานหลักฐานของฝ่ายผู้ต้องหาด้วย เพราะการสอบสวนเป็นการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นและผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำผิดนั้น ต้องทำหน้าที่พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ให้ปราศจากข้อสงสัย ในทางปฏิบัติพนักงานสอบสวนยังขัดกับทฤษฎีหลักกฎหมายที่มี ปัญหาการเร่งรัดการสอบสวนหรือต้องสรุปสำนวนให้ทันในกรอบเวลา เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การสอบสวนมีข้อบกพร่อง และยังมีความคิดว่าผู้ถูกจับเป็นคนผิดเสมอ ทั้งที่กฎหมายให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่ายังบริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าเป็นผู้กระทำผิด

ตำรวจเร่งหาหลักฐานพิสูจน์ “น้องณิชา” ไม่เกี่ยวข้องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก่อนทำสำนวนสั่งไม่ฟ้องควบคู่ไปกับการสืบหาเบาะแสคนร้ายที่มาเปิดบัญชี หลายหน่วยงานวัวหายล้อมคอก เรียกประชุม-ออกโรงเตือนวางมาตรการป้องกัน 12 ม.ค. 2561 00:15 12 ม.ค. 2561 02:44 ไทยรัฐ