วันจันทร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รู้จัก 'ยามากุชิ-กุมิ' ยากูซ่าอันดับ 1 ของญี่ปุ่น ที่อดีตหัวหน้าสาขาแก๊งถูกจับในไทย

จากการจับกุม นายชิเกฮารุ ชิเรอิ หัวหน้าสาขา แก๊งยามากุชิ-กุมิ ซึ่งถือเป็นแก๊งยากูซ่า อันดับหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น โดยเขาถูกจับกุมได้ที่จังหวัดลพบุรี เข้ามากบดานในประเทศนาน 13 ปี ซึ่งหลบหนีคดีฆาตกรรม โดยใช้อาวุธปืนยิงคาซึฮีโกะ โอโตเบะ ซึ่งเป็นรองหัวหน้าแก๊งคามิยะ เมื่อวันที่ 24 ก.ค. 2546

ทั้งนี้ 'ไทยรัฐออนไลน์' ได้รวบรวมประวัติความยิ่งใหญ่ของ แก๊งยามากุชิ-กุมิ ที่มีอายุกว่า 103 ปี ดังนี้

ประวัติแก๊งที่ยาวนาน

ยามากุชิ-กุมิ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1915 ที่เมืองโกเบ ในจังหวัดเฮียงโงะ โดย ยามากุชิ ฮารุคิชิ ในฐานะแก๊งยากูซ่าเล็กๆ ก่อนจะรุ่งโรจน์อย่างมากในยุคสมัยของหัวหน้ารุ่นที่ 3 คือ ทาโอกะ คาซุโอะ

ทั้งนี้ ทาโอกะ นำพาแก๊ง ยามากุชิ-กุมิ จากเดิมที่มีสมาชิกเพียงสิบกว่าคนให้กลายเป็นองค์กรอาชญากรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก เขาเป็นผู้เรียกร้องให้สมาชิกในกลุ่มประกอบธุรกิจถูกกฎหมาย และอนุญาตให้ลูกน้องตั้งกลุ่มของตัวเองขึ้นมา ซึ่งกลายมาเป็นตระกูลสาขาของแก๊ง

นอกจากนี้ ทาโอกะ ยังริเริ่มระบบโครงสร้างภายในตระกูลอีกด้วย ต่อมาทาโอกะ รอดจากการถูกลอบสังหารในปี 1978 โดยเขาถูกสมาชิกของแก๊งคู่อริ 'มัตสึดะ-กุมิ' ลอบยิงจากด้านหลังขณะเต้นที่ไนต์คลับแห่งหนึ่งในเกียวโต โดยหลายสัปดาห์ต่อมาคนร้ายที่ลอบโจมตีทาโอกะ ถูกพบเป็นศพในป่าแห่งหนึ่งในโกเบ

หงส์เหนือมังกร

หลังจากทาโอกะเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายในปี 1981 ตำแหน่งหัวหน้าใหญ่ของ ยามากุชิ-กุมิ ก็ว่างลงถึง 3 ปี ทำให้ ทาโอกะ ฟูมิโกะ ภรรยาของ ทาโอกะ ต้องเป็นรักษาการตำแหน่งหัวหน้าใหญ่แทน จนกระทั่งในปี 1984 สภาแกนนำระดับสูง 8 คนของกลุ่ม ได้เลือก ทาเคนากะ มาซาฮิสะ เป็นคุมิโชรุ่นที่ 4

สงครามยามะ-อิจิ

ทั้งนี้ การเลือก ทาเคนากะ ขึ้นเป็นผู้นำรุ่นที่ 4 ทำให้ผู้ท้าชิงตำแหน่งอีกคนคือ ยามาโมโตะ ฮิโรชิ หัวหน้ากลุ่มยามาฮิโระ-กุมิ ประกาศแยกตัวออกจากกลุ่มพร้อมกับนักรบอีก 3,000 คน และก่อตั้งแก๊ง 'อิจิวะ-ไค' ในโอซากา นำไปสู่สงครามเต็มรูปแบบระหว่าง ยามากุชิ-กุมิ และ อิจิวะ-ไค เรียกว่า 'สงครามยามะ-อิจิ'

ทาเคนากะ และรองหัวหน้าใหญ่ของ ยามากุชิ-กุมิ ถูกลอบสังหารในปี 1985 ทำให้เกิดการปะทะกันทั่วประเทศกว่า 200 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 36 คนและบาดเจ็บอีกมากมาย

โดยสงครามครั้งนี้จบลงในปี 1989 ด้วยชัยชนะของ ยามากุชิ-กุมิ แต่กลุ่มก็สูญเสียอย่างมาก เพราะมีสมาชิกสำคัญถูกตำรวจจับกุมหลายคน ส่วนแก๊ง อิจิวะ-ไค เมื่อรู้ว่าพ่ายแพ้ก็เข้าขอความคุ้มครองจากตำรวจ ยามาโมโตะ ฮิโรชิ ประกาศล้างมือจากวงการ

สุดท้ายแก๊ง 'อินากาวะ-ไค' ในโตเกียวเป็นตัวกลางเจรจา ทำให้สมาชิกที่เหลือของ อิจิวะ-ไค สามารถกลับเข้าเป็นสมาชิกกลุ่ม ยามากุชิ-กุมิ ได้อีกครั้ง

จากนั้นในปีเดียวกัน ยามากุชิ-กุมิ ได้เลือก วาตานาเบะ โยชิโนริ เป็นหัวหน้าใหญ่รุ่นที่ 5 แต่แม้เป็นหัวหน้าใหญ่ วาตานาเบะ ก็ต้องอยู่ภายใต้เงาของ ทาคุมิ มาซารุ วาคากาชิระ ผู้ทรงอิทธิพลและได้รับความเคารพอย่างมากภายในกลุ่มยามากุชิ-กุมิ

ก่อนที่ ทาคุมิ จะถูกลอบสังหารในปี 1997 ทำให้ตำแหน่ง วาคากาชิระ ว่างลงถึง 8 ปีหลังจากนั้น และทำให้อำนาจของคุมิโชเสื่อมถอยลงอย่างมาก

กระทั่งในปี 2005 ชิโนดะ เคนอิจิ หรือ สึคาสะ ชิโนบุ ผู้ที่ตำรวจญี่ปุ่นขนานนามให้เป็น 'ชายที่อันตรายที่สุด' จากผลงานสมัยเป็นผู้ช่วยของผู้นำรุ่นที่ 4 และ 5 ก็ได้รับแต่งตั้งเป็น วาคากาชิระ และได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าใหญ่ของ ยามากุชิ-กุมิ ในเดือน ส.ค. หลังจาก วาตานาเบะ ประกาศล้างมือ

โดย ยามากุชิ-กุมิ ภายใต้การนำของ ชิโนดะ ก็สามารถขยายอิทธิพลกลับมาได้อีกครั้ง และปฏิรูปองค์กรจนมีลักษณะคล้ายบริษัทสมัยใหม่ที่มีปฏิบัติการที่มีประสิทธิภาพ

ความร่ำรวยของยามากุชิ-กุมิ

นิตยสาร ฟอร์จูน (Fortune) ของสหรัฐฯ ระบุว่า กลุ่ม ยามากุชิ-กุมิ มีรายได้ในปี 2014 ถึง 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 2.86 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณรายปีของไทยเสียอีก แต่รายได้เหล่านี้มาจากที่ใด?

นิตยสาร 'นิวส์วีค' ของสหรัฐฯ เคยเผยแพร่บทวิเคราะห์ว่า ที่มาของรายได้ของกลุ่ม ยามากุชิ-กุมิ มาจากการใช้รูปแบบอาณาจักรธุรกิจที่ทันสมัย โดยรายได้หลักมาจากการลักลอบค้ายาเสพติด อุตสาหกรรมขายบริการทางเพศ การลักลอบค้าอาวุธ และการทำหนังโป๊เผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต

นอกจากธุรกิจผิดกฎหมายแล้ว พวกเขายังเข้าไปมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมบันเทิง และการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ โดยหัวหน้ารุ่นที่ 3 ทาโอกะ คาซุโอะ ลงทุนเงิน 1 ล้านเยน ก่อตั้งบริษัทเอนเตอร์เทนเมนต์ชื่อ 'โกเบ อาร์ตส์' ซึ่งสร้างรายได้ให้พวกเขาอย่างต่อเนื่อง

ยามากุชิ-กุมิ ยังเก่งมากเรื่องการใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส เช่นเมื่อครั้งเกิดวิกฤติฟองสบู่ในญี่ปุ่นในช่วงปี 1980 ยามากุชิ-กุมิ ก็เริ่มเข้าไปลงทุนในอสังหาริมทรัพย์, หุ้น, ศิลปะและอื่นๆ พวกเขาซื้อสิ่งของต่างๆในราคาถูกก่อนจะนำไปขายต่อด้วยราคาสูงในตลาดมืด และหลังจากญี่ปุ่นพ้นวิกฤติฟองสบู่ในช่วงปี 1990 ยามากุชิ-กุมิ ก็รีบเข้าซื้อทรัพย์สินที่มูลค่ากำลังตกฮวบเป็นของตัวเอง

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ยามากุชิ-กุมิ ออกยุทธศาสตร์เพื่อความอยู่รอดในยุคดิจิตอล โดยร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญทางการเงินและไอที เข้าซื้อบริษัทอินเทอร์เน็ตที่มีชื่อเสียง, ทำกำไรในตลาดหุ้น พวกเขายังร่วมมือทำธุรกิจกับองค์กรอาชญากรรมต่างชาติ ทั้งในรัสเซียและอุซเบกิสถานด้วยเช่นกัน

'ไทยรัฐออนไลน์' ได้รวบรวมประวัติความยิ่งใหญ่ของ แก๊งยามากุชิ-กุมิ ที่มีอายุกว่า 103 ปี ดังนี้ 11 ม.ค. 2561 11:05 ไทยรัฐ