วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เกาหลีใต้กวาดล้างเงินดิจิทัล

ก็สร้างความฮือฮาในตลาดเงินตลาดทุนไทย เมื่อ นายซี คิ–อองเลาว์ กรรมการผู้จัดการ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) โบรกเกอร์สัญชาติสิงคโปร์ ลุกขึ้นมาประกาศให้ลูกค้า บล.ฟิลลิป สามารถซื้อขาย “บิทคอยน์ฟิวเจอร์” ใน 2 ตลาดฟิวเจอร์ใหญ่สหรัฐฯ CBOE และ CME ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งแบบเรียลไทม์และมีเจ้าหน้าที่ดูแลการซื้อขาย เพราะวันศุกร์ที่แล้ว ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เพิ่งไปหารือกับ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการแบงก์ชาติ ให้จับตาการลงทุนในบิทคอยน์ที่อาจเกี่ยวข้องกับ “การฟอกเงิน”

ผ่านมาแค่เสาร์อาทิตย์ บล.ฟิลลิป ก็ประกาศให้บริการซื้อขายบิทคอยน์ฟิวเจอร์

การซื้อขายเงินดิจิทัล “บิทคอยน์” ในเมืองไทย มีการซื้อขายผ่านเว็บไซต์มานานแล้ว มีการโฆษณากันครึกโครม แต่ปริมาณซื้อขายไม่มาก เพราะมูลค่า 1 บิทคอยน์ ในวันนี้แพงถึง 590,000 กว่าบาท แต่เมื่อวันอังคาร บิทคอยน์และเงินดิจิทัลสกุลอื่นราคาร่วงกันยกแผงกว่าสิบเปอร์เซ็นต์ ราคาบิทคอยน์ร่วงลงมา 16% เหลือ 14,820 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์ หลังจากที่ทำสถิติพุ่งขึ้นไปกว่า 20,000 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์ ในปลายปีที่แล้ว ตลอดปี 2017 ที่ผ่านมา ราคาบิทคอยน์บวกเพิ่มขึ้นไปถึง 1,700% ทำให้นักลงทุนหน้าใหม่น้ำลายไหลอยากรวยไปตามๆกัน

ราคาเงินดิจิทัลที่ร่วงลงเมื่อวันอังคาร ผมคิดว่าน่าจะมีสาเหตุมาจากการที่ หน่วยงานกำกับดูแลนโยบายการเงิน FSC และ หน่วยงานดูแลตรวจสอบสถาบันการเงิน FSS ของ เกาหลีใต้ ได้ออกมาแถลงข่าวว่า ได้เข้าไปตรวจสอบธนาคารเกาหลีใต้ 6 แห่งที่ซื้อขายเงินดิจิทัล เพื่อสอบสวนว่า มีการปฏิบัติตามระเบียบการต่อต้านการฟอกเงินหรือไม่ ให้ลูกค้าเปิดบัญชีโดยไม่ใช้ชื่อจริงหรือไม่ เพราะการซื้อขายเงินดิจิทัลเหล่านี้ ไม่มีการเปิดเผยชื่อ จึงเป็นช่องทางที่ นักการเมือง นักธุรกิจ ใช้ในการ “ฟอกเงินทุจริต” กันอย่างแพร่หลาย

ธนาคารเกาหลีใต้ 6 แห่ง ที่ถูกตรวจสอบก็คือ ธนาคารเอ็นเอช ธนาคารอุตสาหกรรมแห่งเกาหลี ธนาคารซินฮัน ธนาคารกุกมิน ธนาคารอูรี และ ธนาคารพัฒนาเกาหลี

นายเช จอง–คู ประธานเอฟเอสซีเกาหลีใต้ ประกาศว่า จะมีการปิดสถาบันการเงินที่ค้าเงินดิจิทัล เพราะไม่สามารถตรวจสอบการทำธุรกรรมได้ เนื่องจากยังไม่มีระเบียบกำกับดูแล ทางการจะกวาดล้างการก่ออาชญากรรมด้วยเงินดิจิทัล และจะลงโทษสถานหนักกับผู้ร่วมเก็งกำไรในตลาด หลอกลวงแบบแชร์ลูกโซ่ และฟอกเงิน

คำเตือนของ ประธานเอฟเอสซี ไม่ต่างไปจากคำเตือนของ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ออกมาเตือนหลายครั้ง เพราะ บิทคอยน์ และ เงินดิจิทัลสกุลอื่น ที่ซื้อขายกันในตลาด เป็นการซื้อขายที่เก็งกำไรกันล้านเปอร์เซ็นต์ เงินดิจิทัล ไม่มีกฎหมายรองรับ ใช้ชำระหนี้ตามกฎหมายไม่ได้ ที่สำคัญก็คือ ไม่มีทรัพย์สินรองรับ เป็นเพียงรหัสคอมพิวเตอร์ ทุกอย่างเข้ารหัสหมด แต่เมื่อมีการซื้อขาย ต้องเอา “เงินจริง” ไปซื้อขาย จึงทำให้เกิดการ “ฟอกเงิน” และ “หลอกลวง” ได้ง่าย

บิทคอยน์ ซึ่งเป็นเงินดิจิทัลสกุลแรกของโลก เมื่อต้นปี 2010 ราคาอยู่ที่ 1 เซ็นต์สหรัฐฯ ต่อ 1 บิทคอยน์ แต่ปลายปี 2017 ราคาถูกปั่นขึ้นไปสูงสุดกว่า 20,000 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์ ล่าสุดเพิ่งหล่นลงมาอยู่ที่ 14,820 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์ ในช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ราคาต่างกันถึง 5,180 ดอลลาร์สหรัฐฯ ราว 170,000 กว่าบาท คนที่จะรับความเสี่ยงได้ขนาดนี้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาที่ค้าขายปกติธรรมดาแน่นอน

ปลายปีที่แล้ว นายบรูโน เลอ แมร์ รัฐมนตรีคลังฝรั่งเศส ก็แถลงว่า จะเสนอให้ที่ประชุม G20 ในเดือนเมษายนนี้ ควบคุมสกุลเงินดิจิทัลให้ได้

ถ้าหาก กลุ่มประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจจี 20 เห็นชอบให้คุมเงินดิจิทัลเมื่อไหร่ อนาคตของเงินดิจิทัลคงไม่สดใสเท่าไหร่ คนซื้อคนขายจะเริ่มถูกทางการทั่วโลกตรวจสอบเบื้องหน้าเบื้องหลังกันมากขึ้น ทำธุรกิจอะไร จึงกล้าเสี่ยงขนาดนี้.

“ลม เปลี่ยนทิศ”