วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
กกร. แจง เห็นด้วยกับนโยบายขึ้นค่าแรง แต่ไม่ควรเท่ากันทั่วประเทศ

กกร. แจง เห็นด้วยกับนโยบายขึ้นค่าแรง แต่ไม่ควรเท่ากันทั่วประเทศ

  • Share:

กกร. ยืนยัน เห็นด้วยกับนโยบายขึ้นค่าแรง แต่ไม่ควรเท่ากันทั่วประเทศ และไม่ควรสูงเกินไป โยนคณะอนุกรรมการค่าจ้างจังหวัดพิจารณา ลั่นขึ้นสูงเกินไป เอสเอ็มอีรอตาย หลังมีปัจจัยเสี่ยงรอเพียบ ทั้งราคาน้ำมันสูง บาทแข็ง..

วันที่ 9 ม.ค.61 นายกลินท์ สารสิน ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ม.ค.61 กกร. ได้ทำหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อแสดงความกังวลของภาคเอกชน รวมทั้งเสนอการปรับขึ้นอัตราค่าจ้าง

หลังจากมีกระแสข่าวว่า รัฐบาลจะปรับขึ้นค่าแรงอีกวันละ 2-15 บาท ระบุว่า กกร. เห็นด้วยกับการปรับขึ้นค่าแรง แต่ไม่ควรปรับขึ้นเท่ากันทั้งประเทศ และสูงเกินไป ควรให้คณะอนุกรรมการค่าจ้างแรงงานในแต่ละจังหวัด ซึ่งมีตัวแทนทั้งฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน พิจารณาอัตราที่เหมาะสม

นอกจากนี้ จากปัจจัยอื่น โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งแข็งค่าขึ้นมาก ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก มีแนวโน้มสูงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยที่จะกระทบต่อต่อการส่งออก และศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการ และหากมีปรับขึ้นค่าแรงเพิ่มอีก จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการเป็นอย่างมาก สำหรับสิ่งที่ต้องการให้ภาครัฐสนับสนุน และส่งเสริมผู้ประกอบการและแรงงาน คือ การฝึกทักษะของแรงงาน เพื่อให้มีค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้น

นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ผู้ประกอบการยังคงสนับสนุนนโยบายรัฐ แต่การปรับขึ้นอัตราค่าจ้าง ก็ต้องการให้กลุ่มธุรกิจ คณะอนุกรรมจังหวัด หารือกันเองเพื่อให้ได้อัตราค่าจ้างที่เหมาะสม ซึ่งมีข้อมูลพร้อมอยู่แล้ว เพราะต้องยอมรับว่าแรงงาน ไม่ได้มีเพียงภาคการผลิต 14.79 ล้านคนเท่านั้น แต่รวมไปถึงภาคเกษตร 12.05 ล้านคน ภาคการบริการและการค้า 10.88 ล้านคน และยังมีในกลุ่มภาคราชการ ลูกจ้างอีกด้วย โดยแต่ละกลุ่มมีระดับการศึกษาที่ต่างกัน ซึ่งเป็นปัจจัยผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากมีการปรับขึ้นอัตราค่าจ้างแรงงาน

อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าจ้าง ต้องพิจารณาค่าครองชีพ ศักภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการด้วย ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการฟื้นตัว และยังมีปัจจัยที่ต้องติดตามอีก โดยเฉพาะค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นกว่า 10% ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับขึ้นมาอยู่ที่ 80 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นปัจจัยต่อต้นการแข่งขันและการส่งออก โดยเฉพาะ เอสเอ็มอีจะได้รับผลกระทบอย่างมาก.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้