วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รู้จักนักสู้สาวไร้พ่าย 'Tiffany Teo' จากนักร้องสู่สังเวียนเดือด

ทำความรู้จักกระชับพื้นที่ความคิด "TIFFANY TEO" หนึ่งในนักสู้สาวจอมบู๊ไร้พ่ายชาวสิงคโปร์ จากอดีตนักร้องสาวสู่สังเวียนราชินีสังเวียนเดือด... 

วันที่ 8 ม.ค.61 หากวันนั้น TIFFANY TEO ตัดสินใจเดินตามคำแนะนำของผู้ใหญ่ในการเป็นนักร้องประสานเสียง เธอก็คงไม่มีวันได้ทำตามสิ่งที่ตนเองใฝ่ฝัน นั่นคือการเข้าสู่วงการศิลปะการป้องกันตัว หรือ มาร์เชียล อาร์ต ที่เธอทำได้ดียิ่งกว่า และวันนี้เธอก็ถูกจดจำในฐานะหนึ่งในนักกีฬาหญิงชาวสิงคโปร์ ที่แข็งแกร่งที่สุดบนสังเวียน ONE CHAMPIONSHIP เป็นที่เรียบร้อย

ชีวิตวัยเด็กของทิฟฟานีเริ่มต้นด้วยการฝึกร้องเพลง และเข้าร่วมคณะนักร้องประสานเสียงในประเทศ เวลาส่วนใหญ่ของเธอจึงหมดไปกับการซ้อมร้องเพลงอยู่ในห้องซ้อม พร้อมหนังสือเพลงเล่มโต แตกต่างกับปัจจุบันที่เธอหันมาสวมนวมขนาด 4 ออนซ์ ฝึกซ้อมอยู่ในโรงยิม หลังจากได้ชมรายการต่อสู้ทางทีวี และเริ่มฝึกฝนเทควันโด รวมถึงศิลปะการป้องกันตัวอื่นๆ “ตอนเด็กฉันถูกเรียกว่าเด็กเนิร์ด ไม่ค่อยสุงสิงกับใครและขี้อาย (หัวเราะ)”

เมื่อถึงจุดหนึ่งที่เธอรู้สึกว่า การร้องเพลงไม่ใช่สิ่งที่เป็นตัวเอง ทิฟฟานีจึงหันหลังให้แก่สิ่งนั้น แล้วผันตนเองมาเป็นนักสู้บนเวทีลูกกรง ซึ่งปรากฏว่าเธอทำได้น่าประทับใจ ยิ่ง 7 ไฟต์ที่เธอเดินขึ้นสังเวียนคว้าชัยชนะได้ทั้งหมด 7-0 ชนิดที่สะกดคำว่าแพ้ไม่เป็น ด้วยความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะการป้องกันตัวแบบมวยไทย ทำให้เธอสามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นในรายการ ONE CHAMPIONSHIP ซึ่งถูกเผยแพร่ออกอากาศให้แฟนมวยได้รับชมไปทั่วเอเชีย

“ตอนนั้นฉันไม่ได้คิดถึงเรื่องจะลงแข่งขันเลย” ทิฟฟานีรำลึกความหลัง “แต่ก็ได้รับการแนะนำจากโค้ช พวกเขาอยากให้ฉันไปที่เมืองไทย ไปทดสอบความสามารถ มันเป็นไอเดียที่ประหลาดมาก พลางคิดว่านี่คุณจะให้ฉันไปสู้กับผู้หญิงคนอื่นที่ฝึกฝนมานานกว่าฉันอีกหรือเนี่ย?”

ครั้นถึงเมืองไทย เธอได้รับการฝึกฝนวิชาจากอาจารย์มวยไทยผู้เชี่ยวชาญในเวลา 2 ปี จนทำให้เธอมีทักษะการป้องกันตัวด้านมวยไทยเพิ่มขึ้น ทว่าก็ต้องเก็บวิชาเข้ากรุไว้ เมื่อเธอจำเป็นต้องเดินทางไปศึกษาต่อด้านจิตวิทยา ที่มหาวิทยาลัยในเมืองบัฟฟาโล่ สหรัฐอเมริกา ทิฟฟานีทุ่มเทกับการเรียนจนไม่มีเวลาฝึกซ้อมจนคว้าใบปริญญามาได้ ทว่าเมื่อรู้ตัวว่านั่นไม่ใช่เส้นทางที่เธอเลือก ไฟปรารถนาที่อยากจะเป็นนักกีฬาในสายนี้ จึงปะทุกลับมาอีกครั้ง ทำให้ทิฟฟานีกลับมาที่สิงคโปร์ ฝึกซ้อมและเข้าร่วมการแข่งขันรายการสมัครเล่นในที่สุด แม้ผลงานจะออกมาไม่เป็นดังใจหวัง แต่ก็ไม่ล้มเลิกความพยายาม

การกลับมาครั้งนี้ สาวนักกีฬาจากสิงคโปร์ ได้เพิ่มพูนทักษะของตนเองเข้าไปอีกขั้น ด้วยการเรียนศิลปะป้องกันตัวสไตล์บราซิเลียนยิวยิตสู ก่อนนำมาประยุกต์กับวิชามวยไทยที่เธอถนัด ก่อนจะรู้ตัวว่าเธอรักกีฬาชนิดนี้อย่างสุดหัวใจ

“ฉันตกหลุมรักศิลปะการป้องกันตัว มันไม่ใช่แค่การออกไปเหวี่ยงหมัดหรือจับคู่ต่อสู้พันธนาการบนผืนเสื่อ มันเป็นมากกว่านั้น และฉันก็ทำได้ดียิ่งขึ้นในทุกๆ วัน”

ทิฟฟานีผันตัวเองจากนักกีฬาสมัครเล่น มาสู่วงการระดับอาชีพเต็มตัว แต่ชัยชนะบนสังเวียนยังไม่ใช่สิ่งที่เป็นที่สุด เท่ากับความพยายามที่จะทำให้ครอบครัวของเธอ ยอมรับในบทบาทนี้ “พวกเขาไม่พอใจที่รู้ว่าฉันจะลงแข่งขัน ฉันมักถูกถามทุกครั้งว่าจะแข่งขันไปทำไม ทำไมไม่เป็นเหมือนคนอื่นที่แต่งตัวไปทำงาน 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ฉันรู้ว่าพวกเขาไม่อยากให้ฉันเป็นนักกีฬา อยากให้มีชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไปมากกว่า”

แม้จะถูกคัดค้านจากครอบครัว แต่หลังได้รับการชูมือขึ้นฟ้าให้เป็นผู้ชนะบนเวทีทั้ง 7 ครั้ง ทิฟฟานีก็กำลังจะได้โอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการเป็นนักกีฬาระดับอาชีพ เมื่อเธอได้รับสิทธิ์ให้เป็นผู้ท้าชิงเข็มขัดแชมป์โลก รุ่นสตรอวเวทหญิง กับคู่ต่อสู้นาม “The Panda” Xiong Jing Nan จากเมืองจีน ซึ่งจะอุบัติขึ้นในรายการ ONE: KINGS OF COURAGE วันที่ 20 มกราคมนี้ ที่จาการ์ตา คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ ประเทศอินโดนีเซีย

นักกีฬาหญิงวัย 28 ปี มีโอกาสจารึกชื่อลงบนประวัติศาสตร์ศิลปะการป้องกันตัวในค่ำคืนดังกล่าว แม้จะยอมรับว่ามันจะไม่ใช่ไฟต์ที่สู้ได้ง่ายเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่สิ่งที่เธอรู้ว่าตนเองมีไม่แพ้คู่ต่อกรจากเมืองจีน คือความมุ่งมั่นและการเตรียมความพร้อมที่ดี

“ฉันต้องทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนัก มีวินัยกับตัวเองเพื่อที่จะก้าวขึ้นเป็นแชมป์โลก เราคงเห็นกันแล้วว่าชีวิตของทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้หลังจากที่ได้เข็มขัด อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ฉันจะทำคือมุ่งมั่นฝึกซ้อมต่อไป และบอกตัวเองเสมอว่าควรทำตัวอย่างไร”

“ฉันคิดว่าแผนบนสังเวียนที่จะพิชิตเธอก็คือการน็อก ไม่ก็ทำให้เธอยอมแพ้ เธอมีความว่องไวในการออกหมัด และพร้อมจับคู่ต่อสู้น็อกหรือเทกดาวน์ตั้งแต่ยกแรก นอกจากนี้ยังมีความแข็งแกร่งยืนระยะสู้ได้ถึง 5 ยก ดังนั้นผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในไฟต์นี้ มันมีโอกาสเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบทีเดียว”

แม้จะเป็นไฟต์สำคัญที่สุดในชีวิต แต่ทิฟฟานีก็ไม่อาจขึ้นเวทีได้อย่างมั่นใจ หากปราศจากแรงสนับสนุนของครอบครัวที่เป็นพลังสำคัญอยู่ข้างหลัง

“ครอบครัวของฉันให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่กับไฟต์นี้ ฉันจำได้เลยว่าสมัยที่ขึ้นเวทีครั้งแรก ไม่มีใครเลยที่สนับสนุนฉันและอยากให้เลิกซะ แต่ตอนนี้พวกเขาคอยดูแลฉันอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการซ้อม การเตรียมตัว และถามเกี่ยวกับไฟต์ที่จะมาถึงด้วย"

“ฉันรู้สึกมีกำลังใจ มันยอดเยี่ยมมากที่มีแรงสนับสนุนจากครอบครัวอยู่ข้างหลัง ดังนั้นจึงมีความสุขมาก และตอนนี้ฉันก็มีความมุ่งมั่นที่จะเดินขึ้นสังเวียนอย่างเต็มที่เพื่อเอาชัยชนะและเข็มขัดแชมป์โลกกลับมาที่บ้านของเรา” ทิฟฟานี กล่าวทิ้งท้าย.