วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เห่อแล้วหาย รถไฟฟ้ายังไม่มานะเธอ! อีก 20 ปีค่อยว่ากัน

รถไฟฟ้าที่ไม่ปล่อยมลพิษ และไม่ต้องใช้น้ำมัน ชาร์จไฟ 1 ครั้ง วิ่งไกลถึง 400 กิโลเมตร ฟังดูดี๊ดี แต่จริงๆ แล้วสำหรับประเทศไทยนั้นยังอีกนานกว่ารถไฟฟ้าจะเข้ามาแทนที่รถยนต์ที่ใช้กันมานานถึง 130 ปี การสนับสนุนจากภาครัฐก็ยังไม่ค่อยจะเป็นรูปเป็นร่างเท่าที่ควร ชัดเจนที่สุดก็คืออัตราภาษีนำเข้าที่ยังคงยันเพดาน ไม่มีวี่แววว่าจะถูกลง ยิ่งเป็นรถไฟฟ้าที่มีเทคโนโลยีขั้นสูง ยิ่งแพงจนคนทั่วไปจับต้องไม่ได้ หรือหมดสิทธิ์ที่จะคิดเป็นเจ้าของ ยกตัวอย่างเช่น Tesla Model S ซึ่งเป็นยานพาหนะไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ราคาขายในยุโรปคิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,922,200 บาท หากนำเข้าแล้วบวกภาษี ต้องเสียภาษีอีก 200-300% เบ็ดเสร็จ ตัวเลขพุ่งขึ้นไปที่ 8,000,000 บาท อีแบบนี้ใครจะซื้อมาใช้ถ้าไม่ใช่เศรษฐี โอกาสที่จะถูกผีหลอก หรือมองเห็นผียังมีมากกว่ามองเห็นรถไฟฟ้าวิ่งอยู่ในกรุงเทพมหานคร!

รถไฟฟ้าในยุโรป ยังไม่ได้แพร่หลายอย่างที่คิด
หลายประเทศในยุโรป และอเมริกา มีการสนับสนุนให้ใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น การสนับสนุนจากภาครัฐกระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์แบบเก่าหันมาใช้รถไฟฟ้าที่ไม่ปล่อยมลพิษ โดยใช้วิธีลดภาษี, สนับสนุนทางการเงินกับโรงงานผลิตรถไฟฟ้า, ให้สิทธิพิเศษต่างๆ แต่เท่าที่เห็นเมื่อเดินทางไปยังต่างประเทศ ความนิยมในการใช้รถยนต์ไฟฟ้ายังคงย่ำอยู่กับที่ ในบางประเทศ ยกตัวอย่างเช่น เนเธอร์แลนด์ แม้จะใช้รถไฟฟ้า Tesla เป็นรถแท็กซี่ แต่ภาพรวมของรถไฟฟ้าเมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใชัเครื่องยนต์สันดาปก็ยังมีจำนวนเพียงน้อยนิดแบบนับคันได้ ไม่ได้แพร่หลายกระจายไปทั่วเหมือนอย่างที่คิดกันไว้แต่แรก มาตรการที่เข้มงวดในการลดจำนวนรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในของยุโรป โดยเฉพาะ เยอรมนี กว่าจะเป็นรูปเป็นร่างคงต้องรอไปอีก 12 ปี จนถึงปี ค.ศ. 2030 โน่น!

ภาษีนำเข้ารถไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงยังแพงแสบไส้
สำหรับประเทศไทย มาตรการลดภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจาก 10% เหลือ 2% นั้น ยังคงน้อยเกินไปจนไม่ได้กระตุ้นความอยาก รวมถึงความคุ้มค่าในระยะยาว ทางเลือกในการซื้อก็น้อยนิดมากๆ ยังมองไม่เห็นว่ายี่ห้อไหนจะมีราคาพอที่จะจับต้องได้ ส่วนใหญ่ รถไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงจากผู้ผลิตในยุโรปยังคงมีราคาแพงมาก ที่มีให้เลือก และมีราคาถูก ก็มีแค่รถไฟฟ้าคันเล็กที่ใช้งานในสนามกอล์ฟผลิตในจีนเท่านั้น รถไฟฟ้าสมรรถนะสูง มีระยะทำการไกลพอที่จะขับใช้งานได้ เช่น BMW i3 หรือ Tesla ราคาก็ยังคงแพงอยู่เหมือนเดิมจากอัตราภาษีนำเข้า ที่ถึงแม้จะลดลงมาบ้างแต่ไม่ได้มากจนทำให้คนอยากใช้แทนที่รถยนต์แบบเก่า BMW i3 ราคาในยุโรปประมาณ 1.4 ล้านบาท เมื่อนำเข้ามาทั้งคันราคาจะโดดไปที่ 4.6 ล้านบาท ใครจะซื้อใช้! ส่วน Nissan Leaf ราคาในไทยน่าจะอยู่ที่ 1.3 ล้านบาท ราคาขนาดนั้นทำให้ตกเป็นรอง PPV-SUV เครื่องดีเซลทันที ทั้งขนาดของห้องโดยสารและประสิทธิภาพการใช้งาน เชื้อเพลิงถังนึงไปได้ไกลเกือบๆ 1,000 กิโลเมตร จะเติมน้ำมันที่ไหนก็ได้ไม่ต้องกังวล

ไม่มีสถานีชาร์จไฟไกลๆ จะไปกันยังไงครับลูกพี่?
สถานีชาร์จไฟเพื่อรองรับการใช้งานก็ยังมีอยู่นิดเดียว แม้ภาครัฐที่จับมือกับเอกชนบางรายในการสร้างสถานีชาร์จไฟให้ครอบคลุมและแพร่หลายก็ยังต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 5-10 ปี กว่าที่เราจะมีสถานีชาร์จไฟครอบคลุมทั่วทุกจังหวัด ในไทยนั้น บริษัทเชื้อเพลิงยักษ์อย่าง ปตท. สร้างสถานีชาร์จไฟเอาไว้ 4 แห่ง นั่นก็คือที่สถาบันวิจัยและเทคโนโลยี ปตท. อำเภอวังน้อย จังหวัดอยุธยา, บริเวณแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี , ปตท. สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาดี และ The Crystal PTT ถนนชัยพฤกษ์ ทั้งหมดยังคงไม่มีความพร้อม และบางแห่งยังไม่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ส่วนเอกชนรายอื่นๆ ที่พยายามสร้างสถานีชาร์จไฟตามห้างดังก็ยังมีไม่มากพอ แถมรถที่เข้าไปใช้บริการก็เป็นรถหรูพวก Plug in Hybrid ไม่ได้เป็นรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบอย่างที่ต้องการ

วิ่งไม่ได้ไกลอย่างที่เคลมถ้าขับเร็ว
ระยะทำการที่ยังไม่ไกลเท่าที่ควรของรถไฟฟ้าในปัจจุบัน ประกอบกับสถานีชาร์จไฟที่หายากหาเย็นแสนเข็ญ โดยเฉพาะตามต่างจังหวัดในพื้นที่ห่างไกล เกิดขับใช้งานไปไกลๆ แล้วไฟหมดกลางทางก็คงต้องจอดแบบไม่ต้องแจว ต้องรับประทานข้าวลิงรอรถมายก หรือรอรถสไลส์สถานเดียวเท่านั้น รถไฟฟ้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีระยะทำการแค่ 400 กิโลเมตร บางบริษัทชอบฟุ้งเคลมว่า ชาร์จไฟจนเต็มสามารถวิ่งได้ไกลถึง 600 กิโลเมตรนั้น คุณต้องใช้ความเร็วต่ำถึงจะวิ่งทำระยะทางไกลขนาดนั้นได้ หากใช้ความเร็วปกติบนไฮเวย์ 120 -140 ในบางจังหวะเพื่อแซงก็กดกันถึง 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเป็นคนขับรถเร็วซื้อรถไฟฟ้ามาหนึ่งคันไม่ใช่ถูกๆ คงไม่เอามาย่อง เมื่อขับเร็วขึ้น ไฟในแบตเตอรี่จะลดลงเห็นๆ คงไม่มีใครซื้อ Tesla หรือ i3 ราคาหลายล้านบาท แล้วเอามาคลานที่ย่านความเร็วต่ำหรอกครับ 

จะเอาไฟฟ้าสะอาดจากไหนมาชาร์จ?
ประเทศไทยมีทรัพยากรด้านพลังงานน้อยมาก สวนทางกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ทำให้ไทยต้องนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากเพื่อนบ้านมานานแล้ว  พลังงานที่ไทยนำเข้ามากที่สุดสำหรับโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้า คือ น้ำมันดิบ 1.07 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ ก๊าซธรรมชาติและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ถ่านหิน และการซื้อไฟฟ้าจากเพื่อนบ้าน

ประเทศไทยมีการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงในรูปแบบต่างๆ ทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เขื่อน น้ำมัน และพลังงานหมุนเวียนอื่น ๆ แต่จากความต้องการการใช้ไฟฟ้าที่มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นทุกปี การใช้ไฟฟ้าจำนวนมากนี้ ย่อมต้องใช้เชื้อเพลิงที่มีราคาถูกที่สุดเพื่อผลิตกระแสไฟให้ได้มากที่สุด

เชื้อเพลิงดังกล่าวที่เราเอามาใช้ปั่นไฟใช้สร้างมลพิษมากมายมหาศาล นั่นก็คือ ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ กลายเป็นการปล่อยมลภาวะที่ไม่มีวันจบสิ้น เมื่อไฟฟ้าที่ใช้สำหรับการชาร์จไฟให้กับรถไฟฟ้านั้นได้มาจากการปล่อยมลพิษ โดยสร้างความสกปรกให้กับบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมเยอะขึ้นมากกว่าเดิมหลายเท่า! เรายังคงไม่มีโรงผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานลม หรือพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีขนาดใหญ่มากพอที่จะป้อนไฟฟ้าให้ผู้คนในเมือง หรือเขตอุตสาหกรรมใหญ่ๆ พลังงานคลื่นหรืออะไรก็ตามที่สามารถผลิตไฟได้มาก และไม่ก่อให้เกิดมลพิษก็ยังมองไม่เห็นหนทาง หากหันไปใช้โรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ ถ้าเกิดการรั่วไหลแบบโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล หรือ ฟุกุชิมะ จะเกิดอะไรขึ้นกับสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น!

การหวังพึ่งเขื่อนในการผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับประเทศไทย ไม่ใช่แนวทางที่เหมาะสม หรือมีความเป็นไปได้ในปัจจุบัน เนื่องจากเขื่อนยักษ์แต่ละแห่งผลิตกระแสไฟฟ้าได้ในจำนวนที่จำกัด เช่น เขื่อนภูมิพล ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 779.2 เมกะวัตต์ เขื่อนศรีนครินทร์ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 720 เมกะวัตต์ เขื่อนสิริกิติ์ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 500 เมกะวัตต์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 300 เมกะวัตต์ ขณะที่เขื่อนเล็กๆ ที่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เพียง 10-100 เมกะวัตต์ เช่น เขื่อนแก่งกระจาน เขื่อนสิรินธร เขื่อนจุฬาภรณ์ และเขื่อนอุบลรัตน์ แค่พอใช้งานในพื้นที่จำกัดเท่านั้น 

แบตเตอรี่เก่าของรถไฟฟ้า ตัวการสร้างมลพิษ
15 ปีให้หลัง เมื่อแบตฯ ของรถไฟฟ้าเสื่อมสภาพ เมื่อจำเป็นต้องโละทิ้งแบตเตอรี่ติดรถ ขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ จะกองท่วมสูงเป็นภูเขา แบตเตอรี่เป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่กำจัดได้ยากที่สุด ยังไม่นับแบตเตอรี่จากโทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นพกพา, โน้ตบุ๊ก การกำจัดแบตเตอรี่หมดอายุการใช้งานของรถไฟฟ้ายังไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างเป็นรูปธรรม หรือเป็นรูปเป็นร่างเท่าที่ควร. 

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

อีกนานแค่ไหนเราถึงจะได้ใช้รถไฟฟ้า มาดูกัน... 8 ม.ค. 2561 13:01 10 ม.ค. 2561 10:40 ไทยรัฐ