วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทุบสถิติ ลบ 93 องศา บนยอดเขาสหรัฐฯ

“สหรัฐอเมริกา-แคนาดา” ยังอ่วม หลังเจอ “พายุหิมะขั้นรุนแรง” ถล่ม จนอากาศเย็นยะเยือก อุณหภูมิลดฮวบ โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ หนักสุดถึงติดลบ (-) 93 องศาเซลเซียส เหตุเจอทั้งคลื่นความหนาวเย็นผสมกระแสลมแรง ขณะที่เมืองบอสตันทุกข์ซ้ำ ท่อ ประปาแตกหลายจุด จนช่างตามซ่อมไม่ทัน ส่วนคนในมหานครนิวยอร์กแห่ซื้อของกินกักตุนจนเกลี้ยงร้านค้า

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 7 ม.ค. ว่า ชาวอเมริกันราว 100 ล้านคน ยังคงเผชิญสภาพอากาศหนาวจัดสุดขั้วรอบใหม่ เมื่อเกิดพายุ หิมะแผ่ปกคลุมพื้นที่ชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ตามวันเวลาท้องถิ่น ทำให้อุณหภูมิเย็นจัดติดลบทำลายสถิติต่อเนื่อง หลังเกิดสภาพอากาศหนาวเย็นมาตั้งแต่ช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมา และทำให้พื้นที่ทางใต้ อย่างรัฐฟลอริดาที่ปกติเป็นเมืองร้อนแดดจ้า กลับมีหิมะตกเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 30 ปี

สภาพอากาศหนาวเย็นสุดขั้วระลอกใหม่เกิดขึ้นหลังจากเกิดปรากฏการณ์ที่ทางอุตุนิยมวิทยาเรียกว่า “บอมบ์ ไซโคลน” (bomb cyclone) ที่ทำให้เกิดพายุฤดูหนาวขั้นรุนแรง มีหิมะตกหนัก เป็นบริเวณกว้างตลอดพื้นที่แถบชายฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ เช่นเดียวกับเกิดกระแสลมพัดกระโชกแรง น้องๆพายุเฮอร์ริเคน จนอาจเสี่ยงเกิดภาวะหิมะกัดผิวหนังได้ภายใน 10 นาที

รายงานข่าวระบุบริเวณที่อากาศหนาวเย็นมากที่สุด อยู่ที่เมาท์ วอชิงตัน ยอดเขาขนาดสูงเหนือระดับน้ำทะเล 6,288.2 ฟุต และเป็นยอดเขาสูงที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ โดยวัดอุณหภูมิได้ติดลบ (-) 37 องศาเซลเซียส แต่ช่วงที่ กระแสลมพัดแรงปะทะคลื่นความหนาวเย็น (wind chill) ทำให้สภาพอากาศหนาวจัดเป็นประวัติการณ์ วัดอุณหภูมิได้ติดลบ (-) 93 องศาฯ เมื่อวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ขึ้นชั้นเป็นจุดที่มีสภาพอากาศหนาวที่สุดในโลกเท่ากับเมืองอาร์มสตรอง รัฐออนทาริโอ ของประเทศแคนาดา

หลายพื้นที่ทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯและแคนาดาเผชิญอุณหภูมิต่ำกว่าติดลบ (-) 20 องศาฟาเรนไฮต์ (-29 องศาเซลเซียส) และเมื่อผนวกกับกระแสลมหนาว ยิ่งทำให้อุณหภูมิยะเยือกติดลบมากขึ้นไปอีก สำนักงานสภาพอากาศแห่งชาติของสหรัฐฯคาดการณ์ว่า อุณหภูมิจะยังคง ติดลบระดับหนาวเย็นยะเยือกไปจนถึงวันที่ 8 ม.ค.ตามวันเวลาท้องถิ่น เนื่องจากมวลอากาศเย็นจัดจากขั้วโลกเหนือยังแผ่ปกคลุมอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ชาวอเมริกันในหลายพื้นที่ทั่วสหรัฐฯ ต้องเผชิญความยากลำบากจากหิมะตกหนัก รวมทั้ง ชาวเมืองบอสตัน รัฐแมสซาชูเสตต์ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 รัฐของเขตนิว อิงแลนด์ ที่มีหิมะตกหนักกว่า 1 ฟุต และต้องออกมาใช้พลั่วตักหิมะออกจากถนนและหน้าบ้านท่ามกลางสภาพอากาศหนาวเย็น และยัง เกิดคลื่นทะเลยกตัวสูงขนาด 3 ฟุต หอบเอาน้ำทะเลเย็นจัดเข้าท่วมถนนหลายสายในพื้นที่ใกล้ชายฝั่งและเริ่มจับตัวเป็นน้ำแข็งปกคลุมพื้นถนน ชาวเมืองบอสตันยังเผชิญอีกปัญหาตามมา นั่นคือขาดแคลนช่างประปา หลังเกิดท่อประปาแตกและรั่วในหลายจุดทั่วเมืองเพราะสภาพอากาศเย็นจัด จนช่างประปาที่มีทำงานกันไม่ทัน

ข่าวระบุว่า มีผู้เสียชีวิตเนื่องจากสภาพอากาศหนาวจัดสุดขั้วในสหรัฐฯแล้วรวม 19 คน ตั้งแต่ใน รัฐเท็กซัสจนถึงรัฐวิสคอนซิน และยังมีผู้เสียชีวิตในแคนาดาด้วย 2 คน และข้อมูลเมื่อวันเสาร์ 6 ม.ค.มีเที่ยวบินล่าช้าทั้งขาเข้าและขาออกในสหรัฐฯ มากกว่า 3,420 เที่ยวบิน ทั้งที่สนามบินจอห์น เอฟ. เคนเนดี ในมหานครนิวยอร์ก และสนามบินเมืองชาร์ลสตัน รัฐนอร์ธ แคโรไลนา ขณะเดียวกัน ยังเกิด ความโกลาหลขึ้นที่สนามบินจอห์น เอฟ.เคนเนดี เมื่อเครื่องบินโดยสารของสายการบินไชน่า เซาเธิร์น แอร์ไลน์ และคูเวต แอร์เวย์ เกิดอุบัติเหตุ ปีกเฉี่ยวชนกันจนเสียหายทั้งสองลำ เหตุเกิดเมื่อเช้าตรู่วันที่ 6 ม.ค. แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ และยังเกิดเหตุเครื่องบิน 2 ลำชนกันที่สนามบินเพียร์สัน ในนครโตรอนโต ของแคนาดา เมื่อคืนวันที่ 5 ม.ค. จนเครื่องบินลำหนึ่งไฟลุกไหม้ ต้องอพยพผู้โดยสารออกมาทางประตูฉุกเฉิน ท่ามกลางสภาพอากาศที่เย็นยะเยือก แต่โชคดีไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ส่วนในรัฐโนวา สโคเชีย ของแคนาดา ประชาชนนับหมื่นคนตกอยู่ในสภาพที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ หลังพายุหิมะพัดถล่ม

ทั้งนี้ ผลพวงพายุหิมะขั้นรุนแรงครั้งนี้ ทำให้โรงเรียนและสำนักงานธุรกิจต้องปิดทำการรวมหลายร้อยแห่งในมหานครนิวยอร์ก เมืองฟิลาเดลเฟีย และบอสตัน รวมทั้งในรัฐแคโรไลนาทั้งเหนือและใต้ รัฐแมรีแลนด์และรัฐเวอร์จิเนีย มีรายงานด้วยว่า ก่อนพายุหิมะจะเข้า ผู้คนในมหานครนิวยอร์กแห่กันไปซื้อของกักตุนจนสินค้าจำพวกนม ไข่ และผักจนหมดเกลี้ยงหลายร้านค้า