วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตร.191-ท่องเที่ยว แถลงจับ 3 ผู้ต้องหา เครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ตำรวจ191 ร่วมกับตำรวจท่องเที่ยว แถลงจับ 3 ผู้ต้องหาเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ  เป็นคนไทย 2 ไต้หวัน 1 พร้อมยึดทรัพย์ได้อื้อ เผยทั่วประเทศมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความถึง 226 คดี มูลค่าความเสียหายร่วมร้อยล้านบาท

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 7 มกราคม ที่ห้องประชุมชั้น 4 สน.บางเขน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิธิธร จินตกานนท์ รอง ผบก.สปพ. พ.ต.อ.อาชยน ไกรทอง รอง ผบก.ทท.1 พ.ต.อ.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.ทท.2 พ.ต.อ.อำนาจ อินทรศวร ผกก.สน.บางเขน แถลงถึงผลการจับกุมเครือข่ายแก็งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ จำนวน 3 ราย ประกอบด้วย นายวสิฐวิชญ์ สุขเบื้องบน อายุ 43 ปี นายณัฐพงศ์ ตรัยรัตนยนต์ อายุ 38 ปี และนายซูน เช่า หลง (Mr.Sun,Shao Lung อายุ 22 ปี สัญชาติไต้หวัน พร้อมตรวจยึดทรัพย์สิน จำนวน 31 รายการ อาทิ เงินสด 154,000 บาท โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง บัตรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนหนึ่ง รถยนต์ ฯลฯ 

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ตามนโยบายของรัฐบาลให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการปราบปรามกลุ่มองค์กรอาชญากรรมที่กระทำความผิด และส่งผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติกรรมใช้โทรศัพท์หลอกลวงประชาชน โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น หรือเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ทำให้มีผู้หลงเชื่อจนเป็นเหตุให้สูญเสียทรัพย์สินไปจำนวนมาก ทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จึงมีคำสั่งให้จัดตั้ง “ศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งได้ดำเนินการขยายผลจับกุมผู้ร่วมขบวนการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับผู้สั่งการ และม้ากดเงิน มีผลการปฏิบัติได้ออกหมายจับ 44 หมาย จับกุม 28 หมาย ยังไม่ถูกจับ 15 หมาย อายัดตัว 1 หมาย

ขณะที่ ทั่วประเทศมีผู้เสียหายเข้าแจ้งกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามการฉ้อโกงประชาชนผ่านระบบโทรศัพท์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ แล้วจำนวน 226 คดี มูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้ จะขยายผลจับกุมขบวนการนี้ในต่างแดนต่อไป ซึ่งได้มีการประสานไปยังตำรวจสากล กรมการกงสุล สถานทูตไทยในต่างแดน เพื่อเตรียมเข้าจับกุมผู้ร่วมขบวนการที่เหลือให้หมดไป 

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ได้จับกุมผู้ต้องหาเพิ่มอีก 3 รายดังนี้ 1. นายวสิฐวิชญ์ สุขเบื้องบน อายุ 43 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับ 2 หมาย คือ หมายจับศาลอาญาที่ 2860/2560 ลงวันที่ 26 ธันวาคม 2560 ในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่น และหมายจับศาลอาญาที่ 299/2555 ลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2555 ในความผิดฐาน ร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืน และร่วมกันลักทรัพย์ของผู้อื่นในเวลากลางคืน หลังได้ใช้รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ซ สีส้ม ทะเบียน ขข 8372 ชลบุรี ตระเวนถอนเงินสดที่ได้จากการหลอกลวงผู้เสียหายจากตู้กดเงินสดในพื้นที่ลาดพร้าว ทองหล่อ บางเขน อ.บางแก้ว และ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ กว่า 40 ครั้ง โดยจับกุมได้ที่บ้านเลขที่ 70 ซ.โชคชัย 4 ซ.54 แขวงและเขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ พร้อมตรวจยึดทรัพย์สิน จำนวน 26 รายการ ได้แก่ รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นแจ๊ซ สีส้ม ทะเบียน ขข 8372 ชลบุรี เงินสด 154,000 บาท ฯลฯ 

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า 2. นายณัฐพงศ์ ตรัยรัตนยนต์ อายุ 38 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสมุทรปราการ ที่ 18/2561 ลงวันที่ 5 มกราคม 2561 ในความผิดฐาน ร่วมกันฉ้อโกงโดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นและร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และหมายจับศาลอาญาที่ 18/2561 ลงวันที่ 6 มกราคม 2561 ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น ซึ่งนายณัฐพงศ์ ทำหน้าที่เป็นผู้กดเงินหรือม้ากดเงิน โดยจับกุมได้ที่ห้องพักเลขที่ 403 ชั้น 4 อาคารถิ่นทองแมนชั่น ถ.รัชดาภิเษก 13 แขวงและเขตดินแดง กรุงเทพฯ 

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า นายซูน เช่า หลง อายุ 22 ปี สัญชาติไต้หวัน ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาที่ 17/2561 ลงวันที่ 6 มกราคม 2561 ความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง โดยแสดงตนเป็นบุคคลอื่นและร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยจับกุมได้ขณะทำการทดสอบบัตรอิเล็กทรอนิกส์บริเวณตู้กดเงินธนาคารกรุงศรีอยุธยา ร้านแฟมิลี่มาร์ท สาขาเพชรการเคหะ ต.เมืองใหม่ อ.เมืองสมุทรปราการ จ.สมุทรปราการ พร้อมของกลางบัตรอิเล็กทรอนิกส์ 2 ใบ โทรศัพท์ 2 เครื่อง เสื้อผ้าและกระเป๋าที่ใช้กดเงิน และอื่นๆ รวม 5 รายการ 

นายวสิฐวิชญ์ รับสารภาพว่าได้กระทำผิดจริง และยอมรับในความผิดที่ทำ โดยจะเป็นคนจัดหาบัญชีธนาคาร ซึ่งจะได้รับค่าจ้างบัญชีละ 7,000 บาท พร้อมทั้งฝากเตือนประชาชนว่าไม่ควรทำผิดแบบตนเลย 

เบื้องต้น ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหา ก่อนนำตัว นายวสิฐวิชญ์ และ นายณัฐพงศ์ ส่งพนักงานสอบสวน สน.บางเขน ส่วน นายซูน เช่า หลง ส่งพนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป