วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"กูรู" เปิดลายแทงขุดทองปีจอ 2561

แม้เศรษฐกิจไทยในปี 2560 จะสดใส อัตราการเติบโตกลับขึ้นมาขยายตัวสูงสุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากปัจจัยเกื้อหนุนต่างๆ ทั้งการส่งออก และการท่องเที่ยวที่พลิกฟื้นขึ้นมาดีเกินคาด

แต่อานิสงส์ของการขยายตัวทางเศรษฐกิจดังกล่าวแผ่ลงไปถึงผู้คนในระดับรากหญ้า และธุรกิจเอสเอ็มอีโดยทั่วไปหรือไม่นั้น นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า และนโยบายอุ้มธุรกิจเอสเอ็มอีที่รัฐบาลทำคลอดออกมาไม่หยุดหย่อน และทวีความเข้มข้นขึ้นมาทุกขณะ น่าจะเป็นเครื่องสะท้อนได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังของผู้คนต่อเศรษฐกิจไทยในปี 2561 โดยเฉพาะปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ไม่ว่าจะเรื่องของสถานการณ์ค่าเงินบาท ราคาน้ำมัน ทองคำ และการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ที่เป็นปัจจัยสำคัญของการวางแผนธุรกิจและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปีนี้และปีต่อๆไปนั้นยังคงเป็นสิ่งที่ผู้คนใคร่รับรู้

“ทีมเศรษฐกิจ” ถือโอกาสเริ่มต้นปีใหม่นี้ประมวลความเห็นของ “กูรู” ในแต่ละด้าน ดังนี้:

*********

ตลาดน้ำมันโลก “ไร้ผันผวน”

เริ่มต้นที่สถานการณ์ราคาน้ำมันซึ่ง “กูรู” ผู้เชี่ยวชาญที่จะไขความกระจ่างได้ดีคงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก “มนูญ ศิริวรรณ” นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน ที่ได้ย้อนรอยสถานการณ์ราคาน้ำมันของปี 2560 ที่ผ่านมาว่า มีความชัดเจนมากขึ้น หลังการประชุมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และประเทศผู้ผลิตส่งออกน้ำมันรายอื่นๆ ซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกกลุ่มโอเปกเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ที่ผ่านมา

โดยที่ประชุมร่วมกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันมีมติให้ต่ออายุข้อตกลงลดการผลิตน้ำมันที่จะสิ้นสุดในเดือน มี.ค.2561 ออกไปอีก 9 เดือนจนถึงสิ้นปี 2561 ทำให้ภาพรวมของตลาดน้ำมันโลกในปีนี้คงจะมีเสถียรภาพมากกว่าปี 2560 อย่างแน่นอน!

“การตัดสินใจของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันดังกล่าวส่งผลต่อปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental Factor) คือความต้องการและการจัดหา (Demand & Supply) มีความสมดุลมากขึ้น โดยขณะที่ความต้องการน้ำมัน (Demand) ของโลกเพิ่มสูงขึ้นตามการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น สหรัฐฯ ยุโรป จีน อินเดีย และญี่ปุ่น แต่การจัดหา (Supply) ไม่เพิ่มขึ้นหรือเพิ่มขึ้นน้อย ทำให้สต๊อกน้ำมันของประเทศในกลุ่มอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว (OECD) ลดลงสู่ระดับ 5 ปีเฉลี่ย ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกเข้าสู่สมดุล (Market Rebalancing) เร็วขึ้น”

กระนั้นตลาดน้ำมันโลกจะยังคงมีปัจจัยลบในด้านราคาจากผู้ผลิตน้ำมันดิบประเภท Shale Oil หรือชั้นหินน้ำมันที่มีแนวโน้มจะผลิตออกมามากขึ้นในปี 2561 ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น สร้างแรงกดดันต่อราคาไม่ให้ปรับตัวขึ้นมาก โดยสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงาน (EIA) กระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ คาดว่า ในปีหน้าสหรัฐฯจะผลิตน้ำมันดิบได้สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ถึง 9.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน

นอกจากนั้น ตลาดน้ำมันยังมีปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) จากความตึงเครียดทางการเมืองทั้งในประเทศและระหว่างประเทศในภูมิภาคต่างๆ เช่น การเมืองในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นประเทศที่ผลิตน้ำมันมากที่สุดในโลก ความขัดแย้งและสงครามตัวแทนระหว่างซาอุฯกับอิหร่านในซีเรีย เยเมน และเลบานอน รวมไปถึงนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่หากธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมากถึง 3-4 ครั้ง จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้นจนส่งผลต่อราคาน้ำมันให้ปรับลดลง

“เมื่อพิจารณาทั้งปัจจัยบวกและลบทั้งหมดแล้ว เชื่อว่าราคาน้ำมันดิบปีนี้น่าจะเคลื่อนไหวอยู่ในระดับ 60–65 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล โดยมีช่วงสูงสุดและต่ำสุด อยู่ที่ 50 และ 70 เหรียญสหรัฐฯ”

ดอกเบี้ย–ค่าเงินยังระทึก!

ด้านสถานการณ์ค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยนั้น “ปรีดี ดาวฉาย” ประธานสมาคมธนาคารไทยและกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ได้ฉายภาพรวมค่าเงินและอัตราดอกเบี้ยในปี 2560 ที่ผ่านมาว่าค่าเงินบาท/ดอลลาร์สหรัฐฯมีความผันผวนค่อนข้างมากส่วนหนึ่งเป็นผลจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐฯเอง และอีกส่วนเป็นผลจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดของเรา รวมถึงเงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ

ขณะที่การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯหรือ “เฟด” นั้น ไม่ได้ส่งผลต่อค่าเงินดอลลาร์ฯ มากนัก เพราะนักลงทุนให้น้ำหนักกับความล่าช้าในการผลักดันมาตรการปฏิรูปภาษีของ สหรัฐฯ และประเด็นความตึงเครียดระหว่างประเทศมากกว่า เมื่อประกอบกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของเงินบาทซึ่งสะท้อนการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดและเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทยจึงหนุนให้ค่าเงินบาทแข็งค่าถึงร้อยละ 10 ในปีที่ผ่านมา

ส่วนแนวโน้มในปี 2561 คาดว่าจุดสนใจหลักๆของตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลกยังคงไม่หนีไปจากเรื่องภายในสหรัฐฯเอง โดยเฉพาะสัญญาณคุมเข้มนโยบายการเงินของเฟด ความคาดหวังมาตรการปฏิรูปภาษี ตลอดจนประเด็นทางการเมืองภายในของสหรัฐฯ ที่จะมีการเลือกตั้งกลางเทอมของสภาคองเกรสในเดือน พ.ย.2561

สำหรับปัจจัยภายนอกคงหนีไม่พ้นเรื่องของสถานการณ์ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี ที่ทุกครั้งที่ยกระดับขึ้นมักกดดันให้เงินดอลลาร์ฯอ่อนค่าลง ในทางตรงกันข้ามเงินดอลลาร์ฯ อาจได้รับแรงหนุน หากการเจรจาออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษหรือ Brexit สะดุดลง!

อย่างไรก็ตาม หากดูปัจจัยพื้นฐานของไทยในปี 2561 ที่ดุลบัญชีเดินสะพัดน่าจะเกินดุลต่อเนื่องราว 38,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเนื่องจากปี 60 ที่คาดว่าจะเกินดุลถึง 46,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยหนุนที่สำคัญ

นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องจับตาดูสำหรับบ้านเราก็คือ บรรยากาศการเมืองในประเทศที่เตรียมนับถอยหลังสู่โหมดการเลือกตั้ง รวมถึงกระแสการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยยังคงมีแนวโน้มทรงตัวที่ร้อยละ 1.50 เพื่อช่วยประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

“มาถึงตรงนี้เห็นได้ว่า ในปี 61 เงินบาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ น่าจะยังคงเผชิญกับปัจจัยความไม่แน่นอนต่างๆ ไม่แพ้ปีที่ผ่านมา โดยมีกรอบการเคลื่อนไหวในช่วงไตรมาสแรกที่ระดับ 32.25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ แต่หลังจากนั้นอาจทยอยอ่อนค่าลง ทำให้ปลายปีอาจไปแตะระดับ 34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯได้”

ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยบ้านเรานั้น ยังมีโอกาสค่อนข้างน้อยที่จะเห็นจังหวะการคุมเข้มนโยบายการเงินของไทยในปี 2561

โอกาสขุด “ทอง” ยังมีอยู่

ส่วนสถานการณ์ราคาทองคำนั้น เจ้าพ่อโกลด์ฟิวเจอร์ส “ธนรัชต์ พสวงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ฮั่วเซ่งเฮง และกรรมการตรวจสอบ สมาคมค้าทองคำ ได้กล่าวถึงภาพรวมตลาดทองคำปี 2560 ที่ผ่านมาว่า
ราคาทองคำขึ้นติดต่อกันเป็นปีที่ 2 จากเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อ่อนค่าลง หลังแข็งค่าขึ้นสุด

ในรอบ 14 ปีในช่วงที่ประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ชนะการเลือกตั้งในเดือน ก.ย.59 จากที่มีความคาดหวังว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะออกนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เอาเข้าจริงเงินดอลลาร์สหรัฐฯ กลับอ่อนค่าลงในปีที่ผ่านมา เนื่องจากความล่าช้าในการดำเนินนโยบายต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากปัจจัยการเมืองยุโรป ความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีเป็นปัจจัยที่ทำให้มีความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยสูงขึ้น และเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาทองคำปรับขึ้นแรง ส่งผลให้ราคาทองคำ Spot ปรับขึ้นไปสูงสุดที่ 1,357 ดอลลาร์สหรัฐฯ และราคาทองแท่งในประเทศขึ้นไปสูงสุดที่ 21,150 บาท

ส่วนปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้ความต้องการทองคำในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” ขยับมาเป็น “ขาขึ้น” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในปี 2561 โดยมีราคา Spot อยู่ในกรอบ 1,250–1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ และราคาทองแท่งในประเทศอยู่ในกรอบ 19,500–21,200 บาทนั้น ก็ด้วยปัจจัยเสี่ยงสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี คดีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และการเลือกตั้งในอิตาลี

โดยสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีอาจกลับมาตึงเครียดเป็นระยะๆ เพราะเกาหลีเหนือยังคงมีการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ต่อไปแม้จะโดนคว่ำบาตรจากนานาชาติ ส่วนคดีรัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯในปี 59 ที่อาจส่งผลต่อการเมืองสหรัฐฯ เช่นเดียวกับการเลือกตั้งในอิตาลีที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ค.2561 อาจทำให้ตลาดเกิดความกังวลว่าอิตาลีมีความเสี่ยงที่จะออกจากสมาชิกอียูอีกราย

อีกปัจจัยที่ส่งผลลบต่อราคาทองคำคือนโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ นโยบายการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่หากสามารถผลักดันได้สำเร็จจะส่งผลลบต่อราคาทองคำในตลาดโลก

หุ้นทุบสถิติสูงสุด

สำหรับมุมมองตลาดหุ้นปีจอ 2561 นั้น จากการสำรวจความเห็นนักวิเคราะห์สำนักต่างๆต่าง “ฟันธง” ว่าจะทะยานขึ้นร้อนแรงต่อเนื่องจากปีนี้ โดยจะปรับขึ้นจนทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ตลาดเคยทำไว้เมื่อปี 2537 ที่ระดับ 1,789 จุด หลายสำนักมองว่าจะไปถึง 1,900–2,000 จุดด้วยซ้ำ!!

และเพียงเปิดตลาดได้สัปดาห์เดียว หุ้นไทยก็แสดงปาฏิหาริย์เดินหน้าปรับขึ้นทุบสถิติ สร้างจุดสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ All Time High ในรอบ 43 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดหุ้นไทยมาเมื่อปี 2518 เลยทีเดียว โดยล่าสุด (5 ม.ค.) ดัชนีขึ้นมาปิดที่ 1,795.45 จุด และระหว่างวันยังทะลุทะลวง ขึ้นไปสร้างแลนด์มาร์คจุดสูงสุดใหม่ไว้ที่ 1,803.93 จุด

โดยนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซีแอลเอสเอ (ประเทศไทย) เป็นคนแรกที่ฟันธงว่าหุ้นไทยปีนี้จะปรับขึ้นไปยืนเหนือจุดสูงสุดที่เคยทำไว้เมื่อ 24 ปีที่แล้วที่ 1,789 จุดได้ หากรัฐเดินหน้าโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) และดึงต่างชาติเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานได้จริง รวมทั้งผลักดันการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้ตามแผน

หุ้นไทยยังมีโอกาสไปได้ถึงระดับ 2,000 จุด หากเศรษฐกิจโตมากกว่าที่คาดจากโครงการอีอีซี เพราะเป็นโครงการที่ทำให้มีเงินต่างชาติเข้ามาลงทุนโดยตรง (FDI) ซึ่งจะทำให้เกิดการจ้างงานใหม่ๆ ส่งผลให้กำลังซื้อและการบริโภคเติบโต การจับจ่ายใช้สอยที่อั้นมาจากปี 60 จะกลับมาคึกคักได้ต่อเนื่อง “ส่วนการเมืองการเลือกตั้ง นักลงทุนมองข้ามไปแล้ว แต่มองไปที่การเติบโตของเศรษฐกิจมากกว่า จะเลือกหรือไม่เลือกไม่ได้เป็นปัจจัยหลักผลักดันตลาดรอบนี้”

เช่นเดียวกับ นายก้องเกียรติ โอภาสวงการ ประธานกรรมการบริหาร บล.เอเซียพลัส ที่มั่นใจว่าปีนี้หุ้นไทยทำสถิติสูงสุดใหม่ได้จากเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้ามาลงทุน หลังตลาดหุ้นอเมริกาปรับขึ้นจนราคาสูงแล้ว

และล่าสุดเอเซียพลัสได้วิเคราะห์ถึงการทำ All Time High ของหุ้นไทยปีนี้ว่าต่างจากปี 2537 ที่ขึ้นแล้วก็ดิ่งลงมาอย่างต่อเนื่อง โดยต้องใช้เวลาถึง 24 ปี กว่าจะกลับขึ้นมายืนเหนือจุดเดิมได้ในปีนี้ โดยมองว่าการขึ้นทำ All Time High ของหุ้นไทยรอบนี้ เป็นการปรับขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แข็งแกร่งกว่าในอดีตมาก

ดังนั้น แม้จะได้เห็นการปรับตัวลงของตลาดบ้าง แต่จะเป็นเพียง “จุดพัก” ก่อนที่จะปรับขึ้นไปได้ต่อ!!

พื้นฐานที่แข็งแกร่งที่จะหนุนให้หุ้นไทยปีนี้ “ไปได้ต่อ” นั้น เขาระบุว่า จากขนาดของเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่า โดยสิ้นปี 60 GDP ของไทย คาดว่าจะอยู่ที่ 14.83 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่า GDP สิ้นปี 2536 ที่มีมูลค่า 3.26 ล้านล้านบาท ถึง 4.5 เท่า ขณะที่มาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทยสิ้นปี 60 อยู่ที่ 17.59 ล้านล้านบาท ใหญ่กว่าปี 2536 ถึง 5.3 เท่า ที่มีมาร์เก็ตแคปเพียง 3.33ล้านล้านบาท

และที่สำคัญ คือ P/E Ratio (อัตราส่วนของราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น) ที่ใช้สะท้อนมองความถูกแพงของราคาหุ้นเมื่อเทียบกับกำไรของธุรกิจ พบว่า ดัชนีที่ระดับ 1,789 จุด มี P/E ของสิ้นปี 60 และสิ้นปี 61 ที่ 18.06 เท่า และ 15.77 เท่า ถือว่าราคายังต่ำกว่ามาก เมื่อเทียบกับปี 36 และ 37 ซึ่งมี P/E Ratio ที่ 31.84 เท่า และ 27.93 เท่า

ขณะที่ยังคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิต่อหุ้น (EPS) เฉลี่ยของตลาดปี 60 และ 61 ไว้ที่หุ้นละ 99.10 และ 113.50 บาท ดีกว่ามาก เมื่อเทียบกับปี 36 และ 37 ซึ่งมี EPS อยู่ที่ 56.19 และ 64.07บาทต่อหุ้น!!

ตอนนี้ก็มาอยู่ที่การเลือกตัวหุ้นที่จะลงทุนกันแล้ว ความเข้าใจและการศึกษาข้อมูลพื้นฐานบทวิเคราะห์ รวมทั้งเข้าใจความเสี่ยง จึงจะทำให้เราสามารถไขว่คว้าแย่งเงินที่หมุนสะพัดไปกับการปรับขึ้นของตลาด เอากำไรมาเข้ากระเป๋าเราได้!!

*******

ทั้งหมดคือภาพรวมแนวโน้มของอัตราดอกเบี้ย ค่าเงิน ราคาน้ำมัน ทองคำ ตลอดจนแนวโน้มการลงทุนในตลาดหุ้นบ้านเราในรอบปีจอ 2561 ที่บรรดา “กูรู” ทั้งหลายร่วมกันพลิกตำรา “ฟันธง”!!!

ทีมเศรษฐกิจ