วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนมองบทเรียนในอดีต

การตรวจสอบของภาคประชาชนเกี่ยวกับนาฬิกาหรู ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีความคืบหน้าอย่างรวดเร็ว มีการเปิดเผยว่าตรวจพบแล้วถึง 16 เรือน มูลค่ารวม 22 ล้านบาท แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่ แต่การตรวจสอบของภาครัฐคือ ป.ป.ช. ค่อนข้างจะอืดอาดล่าช้า

เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือถึงบุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องกับนาฬิกาทุกเรือน จำนวน 4 คน เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรซับซ้อน จึงคาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในเดือนมกราคมนี้ หรืออย่างช้าไม่เกินเดือนมีนาคม และให้เวลา พล.อ.ประวิตรชี้แจงเพิ่มเติมอีก 15 วัน

การไม่เปิดเผยชื่อบุคคลที่สาม 4 คน ที่เกี่ยวข้องกับนาฬิกาหรู อีกทั้งอาจตรวจสอบเป็นความลับ รวมทั้งไม่เปิดเผยคำชี้แจงของ พล.อ.ประวิตร และให้เวลาอีก 15 วัน เพื่อชี้แจงเพิ่มเติมในประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน ก่อให้เกิดความสงสัยว่าเป็นการยืดเวลา เพื่อให้ผู้ถูกร้องหาทางออกหรือไม่ พล.อ.ประวิตรชี้แจงว่า แหวนเป็นของแม่ แต่นาฬิกาเป็นของเพื่อนจริงหรือไม่

สาเหตุสำคัญที่สังคมระแวงสงสัย ในการปฏิบัติหน้าที่ของ ป.ป.ช. เนื่องจากประธาน ป.ป.ช.เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของ พล.อ.ประวิตร และประธาน ป.ป.ช.เคยแก้ต่างแทน พล.อ.ประวิตร ว่าเหตุที่ไม่ได้แจ้งนาฬิกาหรูในบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. เพราะเป็นทรัพย์สินที่ได้มาหลังจากที่เข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

ทั้งยังมีกรณีที่สื่อมวลชนเรียกว่ารายการ “ทัวร์ฮาวาย” พล.อ.ประวิตรเช่าเครื่องบินโดยสารเหมาลำ ด้วยงบประมาณ 20.9 ล้านบาท เพื่อเดินทางไปร่วมประชุมรัฐมนตรีกลาโหมอาเซียน–สหรัฐฯ ที่ฮาวายเมื่อปี 2559 และมีการร้องเรียนให้ตรวจสอบ ผลการตรวจสอบของ ป.ป.ช.ไม่ปรากฏว่ามีการกระทำผิดระเบียบ จึงมีมติไม่รับเรื่องไว้ไต่สวน

หวังว่าการตรวจสอบกรณีนาฬิกาหรู ป.ป.ช.จะดำเนินการอย่างจริงจัง โปร่งใส และตรงไปตรงมา มิฉะนั้น อาจกลายเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือต่อ ป.ป.ช. ซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับชาติ และได้รับความเชื่อถือในระดับหนึ่ง ในบางยุคบางสมัย ในขณะที่บางองค์กรถูกการเมืองแทรกแซงจนติดคุกทั้งคณะ

ในสมัยของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง กรรมการองค์กรอิสระบางแห่งถูกศาลพิพากษาจำคุก เพราะออกระเบียบที่มีผลเป็นการขึ้นเงินเดือนให้ตนเอง กรรมการองค์กรอิสระบางองค์กรติดคุก ในความผิดฐานเอื้อประโยชน์ให้พรรคการเมือง เป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ขาดความเที่ยงธรรม ทำลายระบบการตรวจสอบ ก่อความเสียหายร้ายแรงต่อประเทศชาติ.