วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศึกใน–นอก อิหร่านยัง “เอาอยู่?”

ม็อบรัฐบาล - กลุ่มผู้สนับสนุนรัฐบาลอิหร่านนับหมื่นคนเดินขบวนตามท้องถนนในเมืองมัชฮัด เมืองใหญ่อันดับ 2 เมื่อ 4 ม.ค. หลังการประท้วงรัฐบาลปะทุขึ้นที่เมืองนี้เพราะโกรธแค้นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ก่อนลุกลามไปเมืองอื่นๆ มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 คน (เอเอฟพี)


สัปดาห์แรกของปีนี้ สถานการณ์ใน “อิหร่าน” สุดร้อนแรง หลังประชาชนลุกฮือประท้วงรัฐบาลทั่วประเทศ ตั้งแต่ 28 ธ.ค.2560 ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 21 คน

นับเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดตั้งแต่การประท้วงผลการเลือกตั้งในปี 2552 เพราะมีข้อกล่าวหาว่า มีการโกงการเลือกตั้ง ทำให้ประธานาธิบดีมาห์มูด อาห์มาดิเนจาด ผู้นำสายเหยี่ยวชนะ ได้กุมอำนาจต่ออีกสมัย การประท้วงในปีนั้น มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 คน

ส่วนการประท้วงครั้งนี้ปะทุขึ้นที่เมือง “มัชฮัด” เมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ตั้งศาสนสถานสำคัญของชาวชีอะห์ ตอนแรกมีมูลเหตุจากชาวบ้านโกรธแค้นปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจตกต่ำ คนตกงานสูง เงินเฟ้อ สินค้าแพง

น่าสังเกตว่า เมืองมัชฮัดเป็นฐานอิทธิพลของฝ่ายอนุรักษนิยม นำโดยนายเอบราฮิม ไรซี ผู้นำศาสนาที่แพ้การเลือกตั้งแก่ประธานาธิบดีฮัสซัน รูฮานี เมื่อปีที่แล้ว นักวิเคราะห์จึงชี้ว่า พวกอนุรักษนิยมจุดชนวนประท้วงขึ้นที่เมืองนี้เพื่อกดดันรัฐบาลรูฮานี ซึ่งเป็นผู้นำสายกลาง แต่การประท้วงกลับลุกลามไปเมืองอื่นๆอย่างรวดเร็ว รวมทั้งกรุงเตหะราน โดรุด คารัจโครามาบัด ซานจาน อับฮาร์ อารัค อาห์วาซ เคอร์มานชาห์ และขยายตัวไปเป็นการประท้วงต่อต้านการคอร์รัปชันที่แพร่หลายในรัฐบาลด้วย

ผู้ประท้วงบางเมืองยังเรียกร้องให้ยุติการปกครองโดยคณะผู้นำศาสนา ตะโกนขับไล่อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุด และสดุดีพระเจ้าชาห์ โมฮัมหมัด เรซา ปาห์ลาวี กษัตริย์องค์สุดท้าย ที่สหรัฐอเมริกาหนุนหลังซึ่งลี้ภัยไปอยู่ต่างแดนก่อน “การปฏิวัติอิสลาม” ในปี 2522 และเสด็จสวรรคตด้วยโรคมะเร็งในปีต่อมา

ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่แทบไม่เคยปรากฏมาก่อน!

ผู้ประท้วงยังแสดงความโกรธแค้นที่รัฐบาลอิหร่านไปแทรกแซงประเทศอื่นๆในภูมิภาค แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาภายใน เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า อิหร่านลอบสนับสนุนประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาดในสงครามกลางเมืองซีเรีย สนับสนุนกบฏฮูธี นิกายชีอะห์ในเยเมน และกลุ่มเฮซโบเลาะห์ในเลบานอน

การประท้วงครั้งนี้ทำให้ผู้นำอิหร่านนั่งไม่ติด สั่งตำรวจและกองกำลังรักษาความมั่นคง นำโดย “กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ” จัดการม็อบอย่างเฉียบขาด กวาดจับผู้ประท้วงหลายร้อยคน และขู่จะลงโทษผู้ก่อจลาจลทำผิดกฎหมายสถานหนัก ขณะเดียวกันก็กล่าวหาว่ามี “ต่างชาติ” อยู่เบื้องหลัง โดย อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดชี้ว่าศัตรูของอิหร่าน (คาดว่าหมายถึงสหรัฐฯ อังกฤษ อิสราเอล ซาอุดีอาระเบีย) เป็นผู้ปลุกระดมการประท้วงโดยใช้เครื่องมือต่างๆ ทั้งเงิน อาวุธ เกมการเมืองและหน่วยข่าวกรอง

ส่วนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นไม้เบื่อไม้เมากับอิหร่าน ก็ได้ทีทวีตข้อความสนับสนุนผู้ประท้วงและโจมตีผู้นำอิหร่านไม่หยุด โดยชี้ว่า “ถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง” ในอิหร่านแล้ว สหรัฐฯยังอ้างว่า การประท้วงเกิดขึ้นเองจากภายในไม่ใช่ภายนอก และหาว่าเหล่าผู้นำอิหร่านทำให้ชาติที่เคยร่ำรวยด้านเงินทอง ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม กลายเป็นชาติที่เศรษฐกิจตกต่ำ เกเรอันธพาล ส่งออกความรุนแรงและความวุ่นวาย

อิหร่านซึ่งมีประชากรราว 80 ล้านคน ชนส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมชีอะห์ นิยามตัวเองว่าเป็น “สาธารณรัฐอิสลาม” สมาชิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้งเป็นผู้ผ่านกฎหมายและปกครองในฐานะตัวแทนประชาชน แต่ผู้ตัดสินใจขั้นสุดท้ายในทุกเรื่องของรัฐบาลคือ “ผู้นำสูงสุด” ซึ่งยังเป็นผู้เลือก “สภาผู้พิทักษ์” (Gaurdian Council) ครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 12 คน อีกครึ่งมาจากการเสนอชื่อโดยศาลยุติธรรมและให้รัฐสภารับรอง โดยสภาผู้พิทักษ์ซึ่งมีอำนาจสูงมากนี้จะเป็นผู้รับรองกฎหมายทั้งหมด รับรองผู้ถูกเสนอชื่อลงชิงประธานาธิบดีและสมาชิกรัฐสภาทั้งหมด จึงมีอำนาจสั่งห้ามใครก็ตามที่ท้าทายระบบการเมือง หรือสนับสนุนการปฏิรูปลงสมัครรับเลือกตั้ง

ขณะที่กองกำลังความมั่นคงและพิทักษ์การปฏิวัติจะขึ้นตรงกับผู้นำสูงสุดเท่านั้น ทั้ง 2 องค์กรนี้มักจับกุมคน 2 สัญชาติ หรือชาวต่างชาติเพื่อใช้เป็น “หมาก” ในเกมเจรจาต่อรองระหว่างประเทศ

ส่วนเรื่องเศรษฐกิจที่เป็นชนวนวิกฤติครั้งนี้ แม้อิหร่านจะสามารถส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลกได้แล้วหลังมีข้อตกลงจำกัดโครงการนิวเคลียร์กับเหล่าชาติมหาอำนาจโลก รวมทั้งสหรัฐฯ ในปี 2558 แต่อิหร่านมีปัญหาเงินเฟ้อและอัตราคนตกงานสูง เมื่อเร็วๆนี้ประชาชนยิ่งเดือดร้อนหนักเพราะราคาไข่ไก่และสัตว์ปีกสูงขึ้นถึง 40% โดยรัฐบาลอ้างว่า มีสาเหตุจากทางการฆ่าสัตว์ปีกทิ้งเพื่อยับยั้งโรคไข้หวัดนก

การประท้วงครั้งล่าสุด ยังไม่ปรากฏ “ผู้นำ” ที่ชัดเจน แม้บางส่วนจะถูกปลุกระดมโดยนักข่าวลี้ภัยชื่อ “รูฮัลเลาะห์ แซม” โดยใช้แอพฯโซเชียลมีเดีย “เทเลแกรม” และ “อินสตาแกรม” ในการเคลื่อนไหวจนถูกรัฐบาลสั่ง “บล็อก” ไปแล้ว ซึ่งต่างจากการประท้วงในปี 2552 ที่มี “ขบวนการสีเขียว” (Green Movement) เป็นแกนนำชัดเจน ก่อนถูกกวาดล้างอย่างรุนแรง มีผู้ถูกจับกุมหลายพันคน และแกนนำจำนวนมากยังติดคุกอยู่ถึงทุกวันนี้

ผู้นำอิหร่านพยายามควบคุมการประท้วงครั้งนี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด โดยใช้ทั้ง “ไม้อ่อน” ปล่อยให้ประชาชนประท้วงโดยสันติระบายความคับแค้นเรื่องปัญหาปากท้อง และใช้ “ไม้แข็ง” จัดการผู้ประท้วงทางการเมืองอย่างเฉียบขาด ทั้งยังใช้กลยุทธ์ “ม็อบชนม็อบ” ระดมผู้สนับสนุนรัฐบาลออกมาประท้วงใหญ่ทั่วประเทศเช่นกัน

แม้แนวโน้มการประท้วงครั้งนี้รัฐบาลอิหร่านจะ “เอาอยู่” เพราะมีกลไกรัฐ รวมทั้งกองกำลังความมั่นคงและพิทักษ์การปฏิวัติเข้มแข็งมาก แต่ก็เป็นบทสะท้อนให้เห็นว่าประชาชนไม่น้อยคิดและต้องการอะไร!

บวร โทศรีแก้ว

สัปดาห์แรกของปีนี้ สถานการณ์ใน “อิหร่าน” สุดร้อนแรง หลังประชาชนลุกฮือประท้วงรัฐบาลทั่วประเทศ 6 ม.ค. 2561 09:49 ไทยรัฐ