วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่ออกมายืนยันชัดเจน ไม่มีปฏิวัติอีกแล้ว (คลิป)

แต่การเป็นนายกฯคนนอก เลือกในรัฐสภา-ตามระบบ ข่าวหมาไม่จบคนแห่ขอซื้อ


แห่ขอรับช่วงหมานายกฯ “วิษณุ” พร้อมรับเลี้ยงเอง ลั่นมีวิธีการทำไม่ผิด ก.ม. เผย ป.ป.ช.จ่อแก้เพดานเงิน 3 พัน ตามค่าครองชีพที่ถีบสูงขึ้น “จุติ” ขอซื้อต่อฐานะคนรักหมา ส่วน “ศรีสุวรรณ” ออกแนวยียวนขอซื้อ 2 ตัวไปตั้งชื่อ “สมานฉันท์-ปรองดอง” นายกฯบ่นคุ้ยแคะกันรายวัน แอ่นอกยอมรับไม่พูดชัดสถานะตัวเองตลอดมา เพราะอาจจะไปตัดทางตัวเองวันหน้า ชี้นายกฯคนนอกช่วยตัดวงจรปฏิวัติ พร้อมยันจะไม่มีการปฏิวัติอีกแล้ว ชทพ.มือยินดี “บิ๊กตู่” บอกสถานะเป็นนักการเมืองแล้ว แต่ พท.เย้ยแค่จำนนหลักฐาน ชิ่งหนีกระแสไม่เอาทหาร “มาร์ค” ยันไม่มีอุดมการณ์ร่วมกับพท. “บิ๊กตู่” ออกตัวอีก ไม่ใช่รัฐบาลทหาร-ไม่ใช่พรรคทหาร ลั่นอยู่ด้วยศรัทธา ถ้าท้อลาออกไปนานแล้ว ไม่สะดุ้งหมอดูทักดวงตก ชี้ถ้าจิตใจดีแข็งแกร่งย่อมฝ่าฟันไปได้

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซื้อสุนัขพันธุ์บางแก้ว 3 ตัว พร้อมระบุจะมอบให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ คนละ 1 ตัว จนถูกร้องเรียนว่าอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายให้หรือรับของขวัญมูลค่าเกิน 3,000 บาท ล่าสุดนักการเมืองแห่ขอรับช่วงหรือซื้อต่อสุนัขดังกล่าวจากนายกฯ

“วิษณุ” ขอรับหมา-มีวิธีไม่ผิด ก.ม.

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. เวลา 13.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นร้องคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้สอบสวน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กรณีซื้อหมาบางแก้ว 3 ตัว เพื่อมอบให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ คนละ 1 ตัว ส่อผิดกฎหมาย ป.ป.ช.ว่า ถ้าคนนั้นไม่เอาคนนี้ไม่เอา ตนจะเอา และมีวิธีเอาโดยไม่ผิดกฎหมายด้วย แต่ไม่เปิดเผยว่าทำอย่างไร ตอนนี้ที่บ้านตนเลี้ยงหมาพันธุ์คอร์กี้อยู่ 1 ตัว อยู่บนบ้าน ถ้าได้พันธุ์บางแก้วมาก็จะเลี้ยงบริเวณบ้านได้

เผย ป.ป.ช.จ่อแก้เพดานเงิน 3 พัน

นายวิษณุกล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่า ป.ป.ช.กำลังจะแก้ไขประกาศ ป.ป.ช.ที่กำหนดวงเงินห้ามรับและให้ทรัพย์หรือประโยชน์อื่นใดมูลค่าเกิน 3,000 บาท เพราะเป็นวงเงินที่กำหนดอยู่ในประกาศ ป.ป.ช.ปี 2542 ซึ่งเป็นฐานเก่า โดยจะขยับตามค่าครองชีพในปัจจุบัน เพื่อให้สอดรับกับ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่จะมีผลบังคับใช้ โดยเป็นไปตามอำนาจของ ป.ป.ช.ที่จะแก้ไขประกาศดังกล่าวโดยที่ไม่ต้องมีฝ่ายใดร้องขอ

“จุติ” ขอซื้อต่อในฐานะคนรักหมา

ด้านนายจุติ ไกรฤกษ์ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์และอดีต ส.ส.พิษณุโลก กล่าวว่า “ในฐานะที่เป็นเลี้ยงหมาและรักหมา เมื่อทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ประกาศขายสุนัขบางแก้ว ผมก็อยากจะขอซื้อ เพราะสุนัขพันธุ์บางแก้วที่บ้านผมเพิ่งตายหมดคอกไป ถ้าท่านนายกฯพร้อมจะขาย ผมยินดีที่จะซื้อต่อและขอขอบพระคุณแทนคนที่เลี้ยงสุนัขบางแก้วทั้งจังหวัดพิษณุโลก ที่ท่านทำให้พันธุ์นี้ดังเป็นที่รู้จักขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง บางแก้วเป็นพันธุ์ไทยที่มีความซื่อสัตย์ต่อเจ้าของเป็นที่สุด อยู่บ้านใครขโมยไม่ขึ้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่เป็นเรื่องคนรักหมาล้วนๆ ตอนที่เห็นข่าวเรื่องการรับสุนัขบางแก้วก็รู้สึกชื่นใจ แต่เมื่อมีการประกาศขายก็รู้สึกสนใจ ยืนยันว่าเรื่องนี้จริงจังในแบบของคนรักสุนัข”

“ศรีสุวรรณ” อาสาซื้อตัดปัญหา

นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวว่า ตามที่ได้ยื่นตรวจสอบการซื้อและให้สุนัขพันธุ์บางแก้วของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ต่อ ป.ป.ช.และนายกฯออกมาประกาศแก้เกี้ยวเพื่อเลี่ยงกฎหมายว่าสุนัขพันธุ์บางแก้วทั้ง 3 ตัว ผู้ขายยังไม่ได้จัดส่งมาให้และพร้อมขายต่อหากมีผู้ใดต้องการนั้น เพื่อเป็นการตัดประเด็นปัญหาทางกฎหมายที่อาจมีการแอบส่งมอบสุนัขดังกล่าวให้กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย และ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ หรือบุคคลอื่นใดในอนาคต ตนจึงใคร่ขอประกาศรับซื้อสุนัขทั้ง 2 ตัวจากนายกฯ ในราคาเดียวกันกับที่ชาวบ้านที่พิษณุโลกขายให้คือตัวละ 6,000 บาท โดยไม่รวมค่าจัดส่งและค่าวัคซีน โดยจะตั้งชื่อให้สุนัขทั้ง 2 ตัวว่า “น้องปรองดอง” และ “น้องสมานฉันท์” เพื่อสะท้อนว่าเป็นสุนัขที่นายกฯขายให้ แต่หากนายกฯ ไม่ขายให้จริงดังคำพูด ตนก็จะแจ้งให้ ป.ป.ช.ติดตามตรวจสอบทั้งในระยะสั้นและรกยาวต่อไปว่าสุดท้ายแล้วสุนัขดังกล่าวไปอยู่ที่ใคร

“บิ๊กตู่” บ่นคุ้ยแคะเรื่องหมาทุกวัน

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวระหว่างพบปะสื่อมวลชนประจำทำเนียบรัฐบาลในงานเลี้ยงปีใหม่ถึงกรณีซื้อสุนัขพันธุ์บางแก้วเพื่อมอบให้แก่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ กับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทยว่า กฎหมายคือกฎหมาย แล้วตอนนี้หมาก็ยังไม่ได้รับสักตัว ยังอยู่ที่ จ.พิษณุโลก แล้วสื่อจะเขียนอะไรกันทุกวัน เรื่องของหมาก็คือหมาก็ว่าไป ตนแค่หวังดีเจตนาดีกับคนขาย ที่ให้เงินเกินไปก็เป็นการให้กำลังใจเขา ตนเป็นคนมีน้ำใจแบบนี้ ไม่ได้ตั้งใจหรือเจตนาให้มันผิดหรือถูก ขอให้เข้าใจตัวตนของตนบ้าง เดิมที่บ้านก็เลี้ยงสุนัขอยู่แล้วสามตัว มีชื่อว่า “เสือ” “ไทเกอร์” และ “ไข่ตุ๋น” เป็นสุนัขพันธุ์ต่างประเทศสองตัวกับพันทาง 1 ตัว ส่วนพันธุ์บางแก้วที่ไปซื้อก็เพราะอยากจะส่งเสริมคนเลี้ยง เพราะการเลี้ยงสุนัขสายพันธุ์แท้ต้องลงทุนสูงมาก

ต่อไปนี้ไม่มีปฏิวัติ

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่ไม่เคยให้ความชัดเจน เรื่องการเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอก หรือการลงเล่นการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า สื่อย่อมรู้คำตอบดีว่าพูดไปก็จะเป็นการตัดทาง เพราะไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่การเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกก็ถือว่าตามระบบ ซึ่งรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ หากพรรคการเมืองไม่สามารถเลือกนายกฯกันเองได้ในสภา รัฐธรรมนูญก็เปิดช่องทางให้เสนอนายกฯคนนอกได้ เพื่อเป็นการตัดเรื่องการปฏิวัติ ต่อไปนี้จะไม่มีการปฏิวัติแล้ว เพราะนายกฯคนนอกก็เลือกกันในรัฐสภา แต่ตอนนี้ยังไม่มีใครเสนอตนเองให้เป็นนายกฯคนนอก

ครวญสูญเสียความเป็นส่วนตัว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เป็นหัวหน้า คสช. และมาเป็นนายกรัฐมนตรี สิ่งที่ตนสูญเสียคือความเป็นส่วนตัว ไม่เคยได้ไปเที่ยว หรือเดินช็อปปิ้ง กินข้าวนอกบ้านที่ไหนเลย ทุกวันนี้สมองคิดแต่เรื่องงาน และที่ร่างกายดูซูบลงไม่ได้เป็นโรคอะไร เป็นเพราะกินข้าวไม่อร่อย เลยกินได้น้อย แต่พบหมอตรวจสุขภาพทุก 3 เดือน ปกติเป็นคนไม่เรื่องมากกับอาหารการกิน ภรรยายังถามว่าอยากกินอะไร ตนมักจะบอกว่าให้จัดอาหารมาเลย ขณะที่ภรรยาบอกไม่รู้เหมือนกันว่าตนชอบกินอะไร ส่วนเรื่องการนอนพักผ่อน ทุกวันนี้นอนวันละ 4-5 ชั่วโมง แรกๆนอนไม่ค่อยหลับ เรียกว่าไม่เคยหลับลึก หลับๆตื่นๆ เพราะในหัวคิดหลายเรื่อง และตนเป็นคนจำได้ทุกเรื่อง ความจำดีเกินไป แต่ถามหมอแล้วบอกว่าไม่เป็นอะไร แค่เป็นคนคิดเยอะ

“มีชัย” ชี้นายกฯรับรู้สถานะตัวเอง

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ประกาศต่อสาธารณะในบทบาทของนักการเมืองว่า ไม่รู้นัย ท่านเป็นนายกฯทำงานการเมืองอยู่ ถามว่าท่านเป็นนักการเมืองอาชีพไหมก็คงไม่เป็นหรอก เพราะเคยบอกตั้งแต่วันแรกแล้วว่าไม่อยากเป็น ส่วนจะเป็นการเปิดตัวเพื่อลงเล่นการเมืองเลยหรือไม่ ตนไม่ทราบ นักข่าวมองว่าเปิดตัว แต่ตนมองว่าท่านนายกฯรับรู้สถานะตัวเองก็เท่านั้น ส่วนที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ บอกกับนายกฯว่าได้ใช้กองหนุนไปหมดแล้วนั้น เรื่องนี้มาถามตนไม่ได้

บอกไม่ได้โรดแม็ปขยับหรือไม่

เมื่อถามถึงเนื้อหาตามมาตรา 44 ที่แก้ไข พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 จะทำให้โรดแม็ปขยับหรือไม่ นายมีชัย ตอบว่า มันขยับเฉพาะเวลาข้างหน้า ส่วนข้างหลัง ไม่ได้ขยับ ตอนนี้จึงยังพูดอะไรไม่ได้ว่าโรดแม็ปเลือกตั้งจะขยับหรือไม่ เป็นการขยับให้พรรคการเมืองเขาทำงานกันได้ ส่วนกรณีที่ สนช.ระบุว่า อาจจะต้องไปเขียนรองรับไว้ใน พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ด้วยนั้น ไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับ สนช. โดยจะต้องคำนวณวันว่าจะกระทบต่อโรดแม็ปมากน้อยแค่ไหน ส่วนการตัดสิทธิเป็นข้าราชการสำหรับผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งว่า กรธ.ไม่ได้เสนอ เพราะการรับราชการเป็นอาชีพ การตัดสิทธิแบบนั้นมันไกลเกินไป โดย กรธ.ยังยืนยันหลักการเดิมคือ การตัดสิทธิเฉพาะการเมือง ไม่ไปตัดสิทธิถึงการประกอบอาชีพ เพราะมันจะไปกันใหญ่ จะกลายเป็นว่าเลือกตั้งครั้งหนึ่งจะมีคนถูกตัดสิทธิรับราชการถึง 30-40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะกระทบกระเทือนมาก จึงไม่น่าเป็นไปได้

ชทพ.ต้อนรับ “บิ๊กตู่” เป็นนักการเมือง

นายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ประกาศต่อสาธารณะในบทบาทของนักการเมืองว่า เป็นสิ่งที่ดี เชื่อว่านายกฯเข้าใจในสภาพความจริงหลังจากเข้ามาบริหารประเทศเกือบ 4 ปี ส่วน พล.อ.ประยุทธ์จะลงเล่นการเมืองในสนามเลือกตั้งหรือไม่นั้น ไม่ขอให้ความเห็น ก่อนหน้านี้นักการเมืองถูกมองเป็นผู้ชั่วร้าย ทำความขัดแย้งและสร้างปัญหา แต่เมื่อนายกฯได้ตระหนักในบทบาทของตัวเองแล้ว เชื่อว่า จะนำไปสู่ทิศทางที่ดี ขอเอาใจช่วย และขอให้นายกฯทำตามสัญญาที่จะให้มีการเลือกตั้งในช่วงปลายปี 2561

พท.เย้ยชิ่งหนีกระแสต้านทหาร

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “พลเอกประยุทธ์ : เป็นนักการเมืองจริงหรือ?” ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ยืนยันมาตลอดว่าตนเองไม่ใช่นักการเมือง เพราะต้องการเหยียดหยามประณามนักการเมืองว่าเป็นคนเลวและเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหลายทั้งปวง แต่พอมีคนเสนอให้หาทางป้องกันไม่ให้รัฐบาลทหารครองอำนาจต่อไปอีกนานๆ พล.อ.ประยุทธ์ก็รู้สึกเดือดร้อน ต้องออกมา ปฏิเสธว่า ตนไม่ใช่รัฐบาลทหาร แต่เป็นนักการเมือง การพูดเช่นนี้เพื่อไม่ให้ตนเองต้องตกเป็นเป้าและลดแรงต่อต้านที่มีต่อรัฐบาลทหาร ให้ตนเองอยู่นานๆ และสามารถกลับเข้าสู่อำนาจได้อีกครั้งหลังการเลือกตั้ง แล้วรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์เป็นรัฐบาลอะไรกันแน่ รัฐบาลทหารหรือรัฐบาลนักการเมือง พล.อ.ประยุทธ์เป็นหัวหน้ารัฐบาลทหารมาตั้งแต่หลังรัฐประหาร ยังเป็นอยู่ และต้องการเป็นไปอีกนาน ดังนั้น การออกมาบอกว่าตนเองเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร จึงไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ายินดีอะไร หากแต่เป็นเพียงเล่ห์เหลี่ยมที่ต้องการใช้เพื่อลดกระแสคัดค้านรัฐบาลทหาร ให้ตนเองอยู่ในอำนาจต่อไปอีกนานๆเท่านั้นเอง

จำนนหลักฐาน–หมดเวลาปิดบัง

นายชวลิต วิชยสุทธิ์ อดีตรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่นายกฯรับว่าเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหารเพราะจำนนด้วยหลักฐานหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเห็นภาพการเตรียมการอย่างเป็นกระบวนการ ไม่ว่าการลงพื้นที่ตอนประชุม ครม.สัญจร หรือส่วนตัว มีการนัดพบกลุ่มนักการเมืองทั้งเปิดเผยและในทางลับ สอดคล้องกับข่าวการตั้งพรรคทหารหรือพรรคการเมืองที่สนับสนุนนายกฯคนนอก ประกอบกับคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เท่ากับรีเซ็ตสมาชิกพรรคการเมืองและอดีต ส.ส.ทางอ้อม เมื่อตัวตนได้เปิดเผยออกมาว่าไม่ใช่คนกลาง และเมื่อมีคำกล่าวสำคัญที่ว่า “ได้ใช้กองหนุนเกือบจะหมดแล้ว” น่าจะเป็นสัญญาณว่าเวลาในการทำหน้าที่ ที่เคยอ้างว่าเป็นคนกลางได้จบลงหรือไม่

เบื่อถามรายวันเลือกตั้งเมื่อไหร่

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. รับว่าเป็นนักการเมืองถือเป็นการยอมรับความจริง การทำตัวไม่ฝืนธรรมชาติเป็นเรื่องดี ปีใหม่นี้คงจะเป็นปีสุดท้ายก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง รัฐบาลและ คสช.ควรประมวลปัญหาของประเทศและประชาชนแล้วจัดลำดับความเร่งด่วนในการแก้ให้สำเร็จภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด การจะแก้ปัญหาสำเร็จได้ ต้องลดเงื่อนไขแห่งความไม่ไว้วางใจให้น้อยลง เพื่อให้ทุกฝ่ายร่วมมือกับรัฐบาลมากขึ้น เช่น ความชัดเจนในการจัดการเลือกตั้ง คนไทยไม่ควรต้องมาตั้งคำถามรายวันว่าปี 2561 จะมีการเลือกตั้งหรือไม่ ควรเร่งสร้างบรรยากาศให้บ้านเมืองเป็นปกติ เปิดพื้นที่เสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง การให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้

“มาร์ค” เย้ยทำการเมืองมานานแล้ว

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ออกมายอมรับว่าเป็นนักการเมืองแล้วว่า เป็นเรื่องดี นายกฯเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมานาน บทบาทเป็นเรื่องการเมืองทั้งนั้น ขอให้ปฏิรูปโดยทำให้เห็นว่านักการเมืองที่ดีจะต้องเป็นอย่างไร แต่ไม่ขอวิเคราะห์ว่าการที่ พล.อ.ประยุทธ์ยอมรับว่าเป็นนักการเมืองถือเป็นการเปิดตัวสำหรับอนาคตทางการเมืองหรือไม่ ต้องถาม พล.อ.ประยุทธ์เอง สำหรับพรรคประชาธิปัตย์จะเดินหน้าทำให้ประชาชนเห็นว่าเป็นที่พึ่งได้

“ย้ำ” ไม่มีอุดมการณ์ร่วมกับ พท.

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่นายกฯระบุว่าหากมีปัญหาเกี่ยวกับกรอบเวลาตามโรดแม็ป ไม่ใช่ความรับผิดชอบ สนช.และ คสช.นั้น แม่น้ำทุกสายมาจาก คสช.ทั้งสิ้น ดังนั้น คสช.ต้องรับผิดชอบ การที่บอกว่าไม่สามารถเข้าไปเกี่ยวข้องได้ในเรื่องกฎหมายนั้น ไม่จริง เพราะคำสั่ง คสช.ล่าสุดก็ออกมาแก้ไขกฎหมายพรรคการเมือง คสช.มีอำนาจพิเศษที่อยู่เหนือทั้งนิติบัญญัติและตุลาการตามมาตรา 44 หากยืนยันตามโรดแม็ปก็ให้ประกาศมา ถ้ามีปัญหาจะช่วยแก้ไข ถ้าคิดว่าจะไม่เอาตามโรดแม็ปก็ต้องบอกให้ชัดว่าเพราะอะไร จึงจะเรียกว่ามีธรรมาภิบาลตามที่นายกฯพูดทุกวัน ส่วนกรณีที่นายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทยนั้น ได้ยืนยันหลายครั้งแล้วว่าพรรคมุ่งเตรียมความพร้อมเพื่อขอเสียงสนับสนุนจากประชาชนให้มากที่สุด การจะจับมือกับใครต้องยึดอุดมการณ์ที่ตรงกัน ขณะนี้ไม่มีความคิดเรื่องนี้

จับมือยากห้ำหั่นกันมากว่า 10 ปี

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอนายพิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ให้พรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทยว่า การที่พรรคการเมืองใดจะจับมือทำงานร่วมกันนั้น ควรเป็นพรรคที่มีจุดยืน แนวทางการทำงานที่คล้ายคลึงกัน แต่ตลอดเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์และเพื่อไทยมีความแตกต่างกัน โอกาสที่จะจับมือทำงานร่วมกันจึงเป็นไปไม่ได้ ส่วนข้อแนะนำให้นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ มาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เพื่อนำทัพสู้ศึกเลือกตั้งนั้น ขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณใดๆว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหัวหน้าพรรค สมาชิกส่วนมากในพรรคยังให้การสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นหัวหน้าพรรคต่อ

เย้ยด่าการเมืองแล้วก็โดดมาเล่น

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. ประกาศเป็นนักการเมือง ไม่แน่ใจว่าท่านพูดตลก หรือพูดเรื่องจริง ที่ผ่านมาด่านักการเมืองมาตลอด แล้ววันนี้มายอมรับว่าตนเองเป็นนักการเมือง เหมือนกับกลืนน้ำลายตัวเองหรือไม่ นักการเมืองต้องมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ใช่รัฐประหารยึดอำนาจมา ต้องยกมือไหว้เคารพประชาชน ไม่ใช่ตะคอก ต้องพร้อมรับการตรวจสอบอย่างสง่างาม ไม่ใช้องค์กรอิสระเป็นเครื่องมือในการฟอกตนเอง ไม่ทำในสิ่งที่สวนทางกับคำพูดของตนเอง มีจริยธรรมและธรรมาภิบาล ไม่ปกป้องพวกพ้องทุจริตคอร์รัปชันมโหฬาร มียางอาย ไม่โกหกประชาชนครั้งแล้วครั้งเล่า

นายกฯ เปิดใจคุยสื่อทำเนียบ

วันเดียวกัน เมื่อเวลา 11.30 น. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้จัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ เนื่องในโอกาสปีใหม่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.เป็นประธานงานเลี้ยงปีใหม่ มี ครม.ประกอบด้วย นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ นายวิษณุ เครืองาม พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกฯ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โดย น.ส.บุญระดม จิตรดอน ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวเอเอฟพี เป็นตัวแทนสื่อมวลชนกล่าวขอบคุณ พร้อมอวยพรนายกฯ และรัฐบาลว่า กรณีเมื่อวันที่ 3 ม.ค.นายกฯ ได้ประกาศตัวว่าคือนักการเมืองคงจะทำให้ช่องว่างระหว่างสื่อกับรัฐบาลแคบลง สามารถพูดอะไรมากขึ้น และการที่นายกฯประกาศว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการยิ้ม เป็นปีที่นายกฯ จะเลิกโมโห อย่างน้อยก็เป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะว่าการที่นายกฯโมโหผ่านสื่อไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร นอกจากจะเป็นโทษกับตัวนายกฯเอง และนายกฯอาจจะเข้าใจผิดว่าสื่อเป็นตัวกลางส่งผ่านข้อมูลประชาชน แต่ยุคปัจจุบันสื่อก็ต้องพึ่งประชาชนไม่น้อยกว่ารัฐบาล เพราะประชาชนเป็นตัวจักรสำคัญที่สุด

กระทุ้งอย่าเรียกร้องมากเกินไป

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้กล่าวอวยพรแก่สื่อ มวลชนว่า ไม่มีคำอวยพรจากสื่อเลย มีแต่ขอให้กับตัวเอง ก็ไม่เป็นไรตนเป็นฝ่ายให้อยู่แล้ว ในเมื่อเข้ามาวันนี้ก็เป็นฝ่ายให้ทุกอย่าง เราเข้าใจตรงกันว่าปัญหาประเทศชาติเราอยู่ตรงไหน ทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันทำให้บ้านเมืองปลอดภัย มีเสถียรภาพ รัฐบาลมุ่งหวังที่จะทำทุกอย่างให้สำเร็จเร็วที่สุด แต่หลายอย่างทับซ้อนมานาน ต้องใช้เวลา และไม่ได้หมายความว่าตนจะแก้ได้ทั้งหมด

“ในเมื่อท่านอยากได้สิทธิ เสรีภาพ ผมถามกลับว่าที่ผ่านมาสิทธิ เสรีภาพท่านถูกจำกัดตรงไหน ผมไม่ได้ไปจำกัดท่านตรงไหน เพียงแต่บางอย่างผมตอบบ้าง ผมไม่ตอบบ้าง บางอย่างก็โกรธบ้างแต่ไม่เคยไปห้ามอะไรได้สักอย่าง ที่ท่านบอกว่า สิทธิ เสรีภาพท่านน้อยเกินไป และบอกว่าอยากจะได้จากผมมากกว่าเดิม ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องพูดอะไรกัน ใครอยากเขียนอะไรก็เขียน ใครจะทำอะไรก็ทำ เอาแบบนั้นก็ได้ ผมไม่มีปัญหาหรอก ผมจะพูดกับคนอื่นแทนโดยช่องทางอื่น” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

ออกตัวแหลกไม่ใช่องคาพยพทหาร

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ที่ตนตอบคำถามไปเมื่อวันที่ 3 ม.ค.และก่อนหน้านั้น ตนถูกสร้างภาพว่าเป็นทหาร และก็บานปลายไปสู่การตั้งพรรคทหาร ตนก็ตอบให้ชัดเจนว่า ไม่ใช่พรรคทหาร เพราะทุกคนที่อยู่ในรัฐบาลนี้ ก็ไม่ใช่รัฐบาลทหาร ถ้าเป็นรัฐบาลทหารก็ต้องมีทหารหมด แต่เรามีประชาชนและทหารรวมอยู่ด้วยกัน หากเป็นพรรคการเมืองทหารต้องเอาทหารมาลงเลือกตั้งทั้งหมดใช่หรือไม่ การแปลงเจตนาคำพูดของตน ต้องทำให้ถูกต้อง ตนไม่บังอาจไปตำหนิท่าน แต่ท่านต้องสำนึกเองว่าจะทำให้บ้านเมืองสงบอย่างไร อะไรดีขึ้น อะไรแย่ลง ช่วยกันขยายตรงนี้ ที่ผ่านมาใครจะวิพากษ์วิจารณ์อะไร ไม่เคยเอาใครมาลงโทษ ท่านก็เห็นนักการเมืองก็มาว่าตน ใครต่อใครก็มาว่าตน ถ้าตนใช้อำนาจแบบนั้นจริงๆ ท่านจะมาพูดกับตนได้ไหม

พูดจนงงทหารหรือนักการเมือง

“วันนั้นก่อนที่ผมจะมา ท่านบอกว่าผมเป็นนักการเมือง แต่ผมบอกว่าผมเป็นทหาร แต่วันนี้พอผมบอกเป็นทหาร ท่านก็บอกว่าเป็นนักการเมือง มันกลับไปกลับมาอย่างก็ปวดหัวกับสถานะของผม อยากบอกว่าผมเป็นคนทำงานการเมือง แต่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มันมีปัญหาเพราะทำงานการเมือง” นายกฯกล่าว

อยู่ด้วยศรัทธาถ้าท้อลาออกไปแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวด้วยว่า ประเทศชาติอยู่ในมือเราทุกคน ไม่ใช่มือของตนคนเดียว รัฐบาลมีนโยบายทำทุกอย่างให้เกิดผลเร็วขึ้น โดยเฉพาะปี 61 เป็นปีแห่งการปฏิรูปเพื่อเป็นการส่งต่อในวันข้างหน้าจะมีใครทำหรือไม่ก็ไปว่ากัน อยากให้ทุกอย่างเคลียร์กันตั้งแต่วันนี้ ตนไม่ได้มีอะไรกับสื่อ รักทุกคนเหมือนเดิม ทำไมเราไม่ใช้โอกาสที่ไม่มีนักการเมืองในวันนี้มาแก้ปัญหาประเทศ วันหน้าจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้ คิดหรือว่าจะได้อะไรดีๆกลับคืนมา แล้วทำไมไม่ทำวันนี้ให้มันดีเพื่อวันหน้าเผื่อจะได้ดีกว่านี้ ตนพยายามจะเดินไปข้างหน้าให้ได้ เป็นสิ่งที่มุ่งมั่นในใจ ด้วยแรงศรัทธาของตน ต้องศรัทธาตัวเองก่อนว่าต้องทำให้สำเร็จ ถ้าท้อแท้ตนอยู่มาไม่ได้ถึงวันนี้ ลาออกไปนานแล้ว แต่นึกถึงคนจนมีตั้งกี่ล้านคน เป็นสิ่งที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาให้

ดวงตกแต่ใจไม่ตกก็ฟันฝ่าไปได้

“ประเด็นที่กล่าวหาว่ารัฐบาลนี้มีสิทธิพิเศษไม่ถูกตรวจสอบ วันนี้องค์กรอิสระผมไปทุบอะไรสักอันหรือไม่ ยังอยู่ครบหรือไม่ มีคนไปฟ้องหน่วยงานต่างๆ เมื่อหน่วยงานนั้นตอบมาด้วยข้อกฎหมายก็หาว่าเป็นพวกเดียวกัน ซูเอี๋ยกัน แล้วอย่างนี้จะอยู่กัน ด้วยอะไร ผมไม่ถูกตรวจสอบหรือ แค่ซื้อหมายังถูกตรวจสอบ ถ้าผมเป็นดิกเตเตอร์ (เผด็จการ) จริงๆ จะตรวจสอบผมได้ไหม วันหน้าผมไม่ได้เป็นนายกฯก็ยังอยู่กับท่านอยู่ดี เพราะนี่เป็นดินแดนประเทศไทยจะมาบอกว่าไม่เป็นนายกฯแล้วอยู่ไม่ได้กฎหมายมันว่าอย่างไร ผิดกฎหมายตรงไหน ใครจะมาฆ่าฟันตรงไหนก็ลองมาก็แล้วกัน ไม่ได้ท้าทายพูดให้ฟังเฉยๆ เพราะท่านเอาคำพูดเหล่านี้มาไล่ล่าผม มันถูกต้องหรือไม่ มาข่มขู่หรือไม่ อย่าไปขยายความให้คนเหล่านี้ อย่าไปสนับสนุนคนที่ทำลายศักดิ์ศรีประเทศไทย วันนี้ปีจอ เป็นปีหมา เพราะฉะนั้นเราต้องมีชีวิตอยู่ในปีนี้ด้วยความสงบเงียบเป็นหมาที่ไม่ดุ หมาที่ใจดี หมาคือสุนัขคือผู้เล็บอันงาม และถือเป็นสัตว์ที่ซื่อสัตย์กับมนุษย์ที่สุด ดังนั้นใครจะมาว่าผมดวงตกดวงแตกมันอยู่ที่การกระทำของเราเอง ถ้าดวงไม่ดีแต่ใจเราดีเสียอย่างมันต้องฟันฝ่าไปได้ อุปสรรคคือกำลังใจบทเรียน ผมคิดอย่างนี้ถึงอยู่มาได้ถึงทุกวันนี้” นายกฯกล่าว

ครวญเพลง “คนดีไม่มีวันตาย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานเลี้ยงดังกล่าว พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ร้องเพลงนำด้วยเพลง “จดหมายฉบับสุดท้าย” จากนั้นสื่อมวลชนขอให้นายกฯร้องบ้าง พล.อ.ประยุทธ์ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนลุกขึ้นไปขอเพลง “เงียบๆคนเดียว” ระหว่างร้องก็พูดออกมาว่า “บางเวลาก็อยากอยู่เงียบๆ คนเดียว” จากนั้นต่อด้วยเพลง “คนดีไม่มีวันตาย” ทั้งนี้ในช่วงท้ายระหว่างถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกับสื่อมวลชน นายกฯรีบเดินไปคว้าไมค์เมื่อได้ยินเพลง “สายโลหิต” และร่วมร้องด้วยเป็นการส่งท้าย พล.อ.ประยุทธ์ใช้เวลาร่วมรับประทานอาหารกับสื่อมวลชนประมาณ 1 ชั่วโมง จึงเดินกลับขึ้นห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า

เตรียมยื่นร้อง คสช.ใช้ ม.44 ขัดรธน.

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมทีมกฎหมายว่า ที่ประชุมได้หารือเกี่ยวกับคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 ว่ามีเนื้อหาขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ สมควรจะดำเนินการในช่องทางใด โดยเห็นว่า คสช.ไม่สามารถอ้างคำสั่งตามมาตรา 44 ได้ เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขว่าต้องเป็นเรื่องเพื่อประโยชน์ในการปฏิรูป เสริมความสมานฉันท์ของประชาชน ป้องกัน ระงับหรือปราบปรามการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคง ทีมกฎหมายจึงให้นายณัฐนันท์ กัลยาศิริ เป็นผู้ยกร่างคำร้องทั้ง 2 ส่วน คือคำร้องของสมาชิกพรรค นำเสนอคณะทำงานฝ่ายกฎหมายในวันที่ 8 ม.ค.จากนั้นรายงานให้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์พิจารณา อาจยื่นศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงหรือผ่านช่องทางของผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้

พท.เล็งยื่นด้วยสัปดาห์หน้า

นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ทีมกฎหมายของพรรคอยู่ระหว่างการยกร่างคำร้องเพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของคำสั่ง คสช.ที่ 53/2560 เท่าที่หารือร่วมกันเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญหลายบทหลายมาตรา ทั้งในส่วนกระบวนการและเนื้อหา เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพรรคและสมาชิกพรรคการเมือง เพิ่มภาระให้แก่สมาชิกเกินความจำเป็น เข้าใจว่าจะยกร่างเสร็จสิ้นภายในสัปดาห์หน้า หลังจากนั้นจะนำเข้าหารือผู้ใหญ่ของพรรคที่มีประสบการณ์ทางกฎหมายและน่าจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้ในสัปดาห์ต่อไป

“บิ๊กป้อม” แจงนาฬิกาของบุคคลที่3

นายปรีชา เลิศกมลมาศ กรรมการ ป.ป.ช.กล่าวว่า นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ ป.ป.ช.รายงานต่อที่ประชุมว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ทำหนังสือชี้แจงประเด็นที่มาของนาฬิกาหรูแล้ว หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนของการนัดวันและเวลาสอบพยานที่เกี่ยวข้องต่อไป เมื่อถามว่า รายละเอียดในหนังสือที่ พล.อ.ประวิตรชี้แจงนั้น ระบุว่านาฬิกาเป็นของบุคคลที่ 3 ใช่หรือไม่ นายปรีชาตอบว่า เป็นไปตามข่าว ส่วนจะเป็นของเพื่อนหรือไม่นั้น ไม่ทราบ ส่วนรายละเอียด นายวรวิทย์จะชี้แจงกับสื่อมวลชนในวันที่ 5 ม.ค.

“วิษณุ” ควง “มีชัย–บวรศักดิ์” ทัวร์ญี่ปุ่น

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผย ว่า ในช่วงวันหยุดเทศกาลปีใหม่ได้เดินทางไปพักผ่อนกับครอบครัวที่ประเทศญี่ปุ่น ร่วมกลุ่มกับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. และครอบครัวของนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมาย โดยนายบวรศักดิ์ได้พาหลานชายคนเล็กอายุ 2 ขวบไปด้วย แต่ไม่ได้เดินทางออกไปเที่ยวที่ไหนเพราะหิมะตกหนัก ต้องอยู่ในโรงแรมที่พักตลอด เมื่อถามว่า ไปเที่ยวญี่ปุ่นได้ลงแช่ออนเซ็นภายในโรงแรมหรือไม่ นายวิษณุกล่าวติดตลกว่า “ไม่ได้แช่ เพราะจะเปิดเผยความลับทางราชการ ไม่ได้พูดคุยเรื่องการเมืองกัน เพราะได้ตกลงกันก่อนเดินทางไปพักผ่อนว่าจะไม่พูดเรื่องการเมือง แต่นายบวรศักดิ์มักจะเผลอพูด การไปพักผ่อนที่ญี่ปุ่น ยังรู้สึกผ่อนคลาย ไม่ต้องพบกับผู้สื่อข่าวและไม่ต้องติดตามข่าวสาร”

ชุดปฏิรูปมั่นคงปรับเข้มข่าวกรอง

อีกเรื่อง ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังการประชุมอนุกรรมการปฏิรูประบบความมั่นคงที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุม ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือถึงเรื่องปฏิรูประบบข่าวกรอง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของงานความมั่นคง ให้มีการปรับปรุงด้านงานข่าวกรองให้มีความเข้มแข็งขึ้น มีความชัดเจนและน่าเชื่อถือ และจะต้องมีความรวดเร็ว แม่นยำ นำไปสู่การสกัดกั้นการเคลื่อนไหว หรือระงับภัยที่อาจเกิดแก่ประชาชน ส่วนงานด้านปฏิรูปกระทรวงกลาโหม มีการปรับปรุงโครงสร้างลดอัตรากำลังพลภาพรวม 774 อัตรา และลดงบประมาณที่ใช้จ่ายได้ 47 ล้านบาทต่อปี นำกำลังพลสำรองมาบรรจุแทนกำลังพลที่ขาด

วางสเปกตำรวจทำงานหน้ากล้อง

พล.ท.คงชีพกล่าวอีกว่า ขณะที่การปฏิรูปตำรวจ ให้ความสำคัญกับการสอบนักเรียนนายสิบให้มาบรรจุมากขึ้น และงานโครงสร้างในสายงานที่จะให้เติบโตทั้งงานด้านปราบปราม สอบสวน สืบสวน และอำนวยการ เรากำลังปรับกฎหมายตำรวจให้มีความเชื่อมโยงกับกระบวนการยุติธรรม และปรับกิจการของตำรวจให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และต่อไปตำรวจจะต้องทำงานหน้ากล้องคือรถ และตัวตำรวจเองจะมีกล้องติดประจำตัว เพื่อความโปร่งใส

เห็นด้วย สตช.ใช้กำลังพลทดแทน

นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะอนุกรรมการด้านสื่อสารกับสังคม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) เปิดเผยว่าคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจเห็นด้วยกับแนวทางที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เสนอให้แก้ไขปัญหาด้วยการสรรหากำลังพลทดแทนให้มีตำรวจกองประจำการ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังพลสะสมถึง 7 หมื่นคน มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยอาคารสถานที่ งานรักษาความสงบเรียบร้อย หรือคุมฝูงชนในการชุมนุม งานลาดตระเวนการออกตรวจพื้นที่ และการบริการประชาชน ตามที่ผู้บังคับบัญชามีคำสั่ง การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจกองประจำการ ต้องมีข้าราชการตำรวจควบคุมและร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยทุกครั้ง

โปรดเกล้าฯเครื่องราชฯ “สุรยุทธ์”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศ เรื่อง พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราช โองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้า ฝ่ายหน้าและฝ่ายใน ดังนี้ ปฐมจุลจอมเกล้า พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ ทุติยจุลจอมเกล้า พ.ต.จอม รัตตะพงษ์ นายเจริญศักดิ์ คารีขันธ์ และตติยจุลจอมเกล้า นางจั่งเฮียง ติดใจ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 ม.ค.2561 ประกาศ ณ วันที่ 3 ม.ค.2561 เป็นปีที่ 3 ในรัชกาลปัจจุบัน

แห่ขอรับช่วงหมานายกฯ “วิษณุ” พร้อมรับเลี้ยงเอง ลั่นมีวิธีการทำไม่ผิด ก.ม. เผย ป.ป.ช.จ่อแก้เพดานเงิน 3 พัน ตามค่าครองชีพที่ถีบสูงขึ้น “จุติ” ขอซื้อต่อฐานะคนรักหมา ส่วน “ศรีสุวรรณ” ออกแนวยียวนขอซื้อ 2 ตัวไปตั้งชื่อ 5 ม.ค. 2561 02:38 5 ม.ค. 2561 11:07 ไทยรัฐ