วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘อาโอกิงาฮาระ’ ป่าอาถรรพณ์ กับการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่น

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เกิดกรณียูทูบเบอร์ชื่อดังนามว่า โลแกน พอล ผู้มียอดซับสไครบ์บนเว็บไซต์ยูทูบมากกว่า 15 ล้านคน เผยแพร่คลิปวิดีโอแสดงภาพศพคนแขวนคอตาย ที่เขากับเพื่อนๆ ไปพบเข้าขณะเที่ยวป่า ‘อาโอกิงาฮาระ’ ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งรู้กันทั่วว่า ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ที่คนนิยมมาฆ่าตัวตาย

คลิปวิดีโอของพอลทำให้เกิดกระแสโจมตีอย่างหนัก ทั้งเรื่องการแพร่ภาพศพ หรือการแสดงกิริยาไม่ให้เกียรติผู้ตาย ทำให้เจ้าตัวต้องรีบลบคลิปออก แล้วกล่าวแสดงความขอโทษผ่านโซเชียลมีเดีย ซึ่งชาวเน็ตบางคนก็ให้อภัย แต่บางคนก็บอกว่ายังยอมรับไม่ได้ จึงต้องรอดูกันต่อไปว่าอนาคตของเน็ตไอดอลซึ่งกำลังดังพลุแตกภายในเวลาไม่กี่ปีคนนี้ จะดับวูบเพราะเรื่องนี้หรือไม่

แต่วันนี้ไทยรัฐออนไลน์จะมาพูดถึงป่า อาโอกิงาฮาระ อันมีชื่อมานานว่าเป็น ป่าฆ่าตัวตาย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากพยายามหาคำตอบว่า เหตุใดพวกเขาจึงเลือกที่แห่งนี้เป็นสถานที่จบชีวิตตัวเอง

*อาโอกิงาฮาระ ป่าแห่งการฆ่าตัวตาย

ป่าอาโอกิงาฮาระ หรือที่คนท้องถิ่นมักเรียกว่า ‘นทีแห่งป่า’ ตั้งอยู่ชายขอบภูเขาไฟฟูจิ ขับรถจากกรุงโตเกียวเพียง 2 ชั่วโมงก็ถึง ที่ทางเข้าป่าแห่งนี้จะมีป้ายเตือนใจผู้ที่มาเยือนให้ตระหนักว่า ‘ชีวิตเป็นสิ่งสำคัญ’ ที่พวกเขาได้รับมาจากบิดาและมารดา “คิดถึงพ่อแม่, พี่น้อง หรือลูกๆ ของคุณอีกครั้งหนึ่ง โปรดอย่าทุกข์ทรมานอยู่คนเดียว และขอความช่วยเหลือ” หนึ่งในป้ายเตือนระบุ

ชื่อเสียงของป่าอาโอกิงาฮาระ เกิดขึ้นมานานหลายทศวรรษแล้ว เมื่อปี 1960 นักเขียนนิยายชาวญี่ปุ่นชื่อ เซโช มัตสึโมโตะ ก็ให้ตัวเอกในนิยายของตัวเองเรื่อง ‘ทะเลป่าสีดำ’ เดินทางไปฆ่าตัวตายที่ป่าแห่งนี้ หรือในปี 2016 ภาพยนตร์อเมริกันชื่อ ‘The Forest’ ตัวละครหญิงก็เข้าไปตามหาน้องสาวฝาแฝดที่หายตัวไปอย่างลึกลับในอาโอกิงาฮาระ

ขณะที่ตามข้อมูลสถิติที่รัฐบาลท้องถิ่นเปิดเผยออกมา ในช่วงเวลาระหว่างปี 2013-15 มีผู้ที่ไม่ใช่ผู้อาศัยท้องถิ่นใกล้ป่าอาโอกิงาฮาระ เดินทางมาฆ่าตัวตายมากกว่า 100 คน

*ทำไมจึงมาฆ่าตัวตายที่นี่

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนต่างมีสมมติฐานถึงสาเหตุที่ผู้คนจากที่ต่างๆ ตัดสินใจเดินทางมาฆ่าตัวตายในป่าแห่งนี้ โดยเมื่อราว 30 ปีก่อน ดร.โยชิโตโมะ ทาคาฮาชิ จิตแพทย์ชาวญี่ปุ่น ซึ่งได้สัมภาษณ์ผู้ที่รอดจากความพยายามปลิดชีวิตตัวเองหลายคน พบว่า ปัจจัยสำคัญคือ พวกเขาเชื่อว่าพวกเขาจะสามารถตายได้สำเร็จโดยที่ไม่มีใครรู้

นอกจากนี้ ดร.ทาคาฮาชิ ยังชี้ว่า รายงานของสื่อหรือภาพยนตร์ก็มีส่วนให้คนมาที่อาโอกิงาฮาระเช่นกัน เพราะพวกเขาต้องการแบ่งปันสถานที่กับคนอื่นๆ และเป็นส่วนหนึ่งของคนกลุ่มเดียวกัน

ขณะที่ ดร.คาเรน นากามูระ ศาสตราจารย์วิชามานุษยวิทยาของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซึ่งศึกษาเรื่องความพิการ และความเคลื่อนไหวทางสังคมในญี่ปุ่น ได้อ้างถึงผลการศึกษาเมื่อปี 2010 ของ ดร.ชิคาโกะ โอซาวะ-เด-ซิลวา จากมหาวิทยาลัยเอโมรี ที่ระบุว่า อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อสำหรับเหล่าผู้ที่ต้องการหาความเชื่อมโยงทางสังคม และผู้ที่กลัวความโดดเดี่ยว ให้ไปฆ่าตัวตายด้วยกัน

ทำให้ ดร.นากามูระ ได้ข้อสรุปว่า คนจำนวนมากที่ไปฆ่าตัวตายที่ป่าอาโอกิงาฮาระก็เพราะพวกเขาไม่อยากตายอย่างโดดเดี่ยว

*เสียงจากผู้รอดชีวิต

เมื่อปี 2009 สำนักข่าว ซีเอ็นเอ็น ของสหรัฐฯ เคยได้สัมภาษณ์นายทาโร่ ไม่เปิดเผยนามสกุล ผู้พยายามจบชีวิตตัวเองที่อาโอกิงาฮาระ ด้วยการกรีดข้อมือ แต่บาดแผลกลับไม่ถึงตาย อย่างไรก็ตาม เขาเกือบเสียชีวิตตามความตั้งใจด้วยอาการขาดน้ำ, ขาดอาหาร และแผลน้ำแข็งกัด ก่อนที่นักเดินป่าจะมาพบ และช่วยเหลือเขาเอาไว้

ทาโร่เล่าว่า หลังจากเขาถูกไล่ออกจากบริษัทผู้ผลิตเหล็กแห่งหนึ่ง จนเสียเสถียรภาพทางการเงิน เขาจึงตัดสินใจซื้อตั๋วเที่ยวเดียวไปยังอาโอกิงาฮาระ “(ตอนนั้น) ความปรารถนาที่จะมีชีวิตของผมหายไป ผมได้สูญเสียตัวตนไป ผมจึงไม่อยากมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ และนั่นเป็นเหตุผลที่ผมไปที่นั่น”

*ปัจจัยการฆ่าตัวตายในญี่ปุ่น

ในปี 2015 องค์การอนามัยโลกจัดให้ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดอันดับที่ 26 ของโลก เมื่อจำแนกตามอายุ โดยเฉลี่ยจะมีประชาชนฆ่าตัวตาย 15.4 ครั้ง ต่อประชากร 100,000 คน แต่เมื่อแบ่งตามเพศจะพบว่า ผู้ชายมีแนวโน้มฆ่าตัวตายมากกว่าที่ 21.7 ครั้ง ต่อประชากร 100,000 คน ส่วนผู้หญิงอยู่ที่ 9.2 ครั้ง

ส่วนผลการศึกษาของบริษัท BMC Public Health พบว่า นับตั้งแต่ปี 1985-2010 อัตราการฆ่าตัวตายในหลายประเทศลดลง ยกเว้นในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ โดยอัตราเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำที่ 20% และ 28% ตามลำดับ จากหลายปัจจัย โดยเฉพาะวิกฤติเศรษฐกิจ, แรงกดดันทางการศึกษา, โรคซึมเศร้า, การทำงานหนักเกินไป, ปัญหาทางการเงิน หรือการตกงาน

ดร.นากามูระ กล่าวว่า การฆ่าตัวตายเป็นปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนอย่างยิ่งยวดด้วยหลายปัจจัย รวมทั้งการหดตัวทางเศรษฐกิจในญี่ปุ่น ยิ่งไปกว่านั้น การถูกตราหน้าเมื่อเข้ารับการรักษากับจิตแพทย์ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ชาย ยังเป็นปัจจัยโน้มน้าวให้ชาวญี่ปุ่นมองการฆ่าตัวตายว่าเป็น “การตัดสินใจที่มีเหตุผล” อีกด้วย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่เลย.