วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ผลหวยไทยรัฐงวดนี้จะออกอะไร ติดตามผลหวยงวดนี้ ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล เช็คหวยและตรวจสลากที่ต้องต้องแม่นยำ
ผลหวยไทยรัฐงวดนี้จะออกอะไร ติดตามผลหวยงวดนี้ ตรวจหวย ตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล เช็คหวยและตรวจสลากที่ต้องต้องแม่นยำ

เดือดร้อนโทรมา..ผู้กำกับผ่านฟ้า คืนศรัทธา191 'ต่อ ธัชพงศ์' รื้อระบบ ตอบโจทย์

“คนรอบตัวส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หมายเลข 191 โทรไม่ติด แต่เรื่องจริงที่สุดก็คือ คนเหล่านั้นไม่เคยลองโทรเข้ามาแม้เพียงครั้งเดียว” ตำรวจ 191 เป็นเหมือนที่พึ่งแรกที่ประชาชนเรียกหาเมื่อยามเดือดร้อนมีภัย แต่ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหมายเลข 191 กลับติดลบ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ตำรวจไทย ที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ อาจจะด้วยข้อจำกัดมากมายที่เกิดขึ้น แต่เมื่อผมได้เข้ามารับผิดชอบจุดนี้โดยตรง ผมจึงทำให้ 191 รองรับความต้องการของประชาชนได้ 100 เปอร์เซ็นต์” 



...ถึงแม้ที่ผ่านมา หมายเลขแจ้งเหตุด่วนเหตุร้าย 191 จะรองรับเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร แต่ปัจจุบันครอบคลุมแล้วทั่วประเทศ ด้วยวิธีบูรณาการตำรวจหน่วยงานต่างๆ ไว้เข้าด้วยกัน เพื่อสนองให้ความช่วยเหลือประชาชนทันท่วงที โดยมีเบื้องหลังความสำเร็จที่สมบูรณ์เต็มรูปแบบจากการฟอร์มทีมงานคุณภาพ เลือกเฟ้นตำรวจรุ่นใหม่เข้ามานั่งเก้าอี้รับผิดชอบดูแลระบบ ตอบโจทย์ประชาชน มีหัวหอกคนสำคัญ "พ.ต.อ.ธัชพงศ์ สารวนางกูร" ผู้กำกับศูนย์รวมข่าวกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) นายตำรวจนักเรียนนอก อนาคตไกล กับไฟฟันมุ่งมั่นพัฒนาระบบ ให้การช่วยเหลือเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

“ไทยรัฐออนไลน์ โดย Police Community” พาไปทำความรู้จัก “ผู้กำกับต่อ 191” จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ตัดสินใจสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 37 และเลือกเป็นนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 53 ก่อนจะบินลัดฟ้าไปศึกษาต่อปริญญาโทด้านกฎหมายโดยตรงที่ LL.M.International Criminal Law, University of Sussex, England เคยดำรงตำแหน่ง รองสารวัตรคดีการเงินการธนาคาร กองบังคับการ สืบสวนสอบสวนคดีเศรษฐกิจ, รองผู้กำกับการท่องเที่ยว 2 กองบังคับการตํารวจท่องเที่ยว และปัจจุบัน ผู้กำกับศูนย์รวมข่าวกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191)

"เป็นตำรวจแลกด้วยอะไรมาก็ไม่คุ้ม ...แต่พี่แลกด้วยการลาออกจากเตรียมอุดมฯ เข้า เตรียมทหารรุ่น 37"



พ่อพี่เป็นตำรวจครับ เป็นตำรวจหัวโบราณมากด้วย พี่โตมากับภาวะที่เคยชินกับการเห็นตำรวจทำงาน พี่เห็นพ่อเหนื่อยมาทั้งชีวิต แอบคิดด้วยว่าเหนื่อยแบบนั้นแลกด้วยอะไรมาก็ไม่คุ้ม แทบไม่มีเวลาส่วนตัวให้ครอบครัวเลย วางแผนจะไปเที่ยวต้องลุ้น 50 - 50 สมัยนั้นเราเป็นเด็กก็คิดแบบเห็นแก่ตัวว่า เราไม่เป็นตำรวจเด็ดขาด กระทั่งโตขึ้นความคิดเริ่มเปลี่ยน มองเห็นความทุกข์ของคนรอบข้างเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยเหลือ โดยเฉพาะเห็นภาพที่พ่อได้ช่วยเหลือประชาชน มันทำให้พี่ซึมซับ เริ่มรู้เลยว่าตำรวจเหมือนฮีโร่ เป็นที่พึ่งพาของชาวบ้านได้จริงๆ "เด็กผู้ชายทุกคนอยากเป็นฮีโร่ พี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น" การที่เราได้ช่วยเหลือคน ความภาคภูมิใจมันคือสิ่งที่พี่ต้องการมากกว่าสิ่งของนอกกายอื่นๆ"

"ช่วงเวลานั้นอาชีพที่เขาฮิตกัน นี่ต้องเป็นวิศวกร หรือแพทย์ 2 อาชีพนี่หล่อมาก เพื่อนฝูงรอบตัว ไม่มีใครอยากให้พี่เป็นตํารวจเลยครับ คิดดู เพื่อนในห้องเรียนพี่มี 52 คน เอ็นทรานซ์ติดแพทย์ไป 24 คน เป็นวิศวกรอีก 25 คน ทั้งรุ่นมีพันกว่าคน แต่มีพี่คนเดียวที่ลาออกจากโรงเรียนเพื่อเป็นนักเรียนเตรียมทหาร จำได้ว่าผู้อำนวยการต้องมาขอร้องว่าอย่าออกไปเลย ก็รู้สึกนะว่าตอนนั้นตัวเองดูมีคุณค่า แต่พี่เลือกแล้วที่จะเป็นตำรวจ"

ชีวิตในรั้วโรงเรียนแสนเหนื่อย ผิดกับเพื่อนมหา'ลัยอย่างฟ้ากับเหว 


พอได้มาเป็นนักเรียนเตรียมทหาร บอกตรงๆ ว่าแตกต่างกับเพื่อนๆ คนอื่นโดยสิ้นเชิง ทำเอาพี่แอบอิจฉาที่ไม่ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นเหมือนเพื่อนปกติทั่วไป แต่ของพี่ต้องเรียนหลักสูตรเข้มข้นซึ่งมันก็สนุกดีในรูปแบบของเรา โรงเรียนสอนให้อดทนทุกรูปแบบ ทั้งร่างกายและจิตใจ สุดสัปดาห์พี่คิดอย่างเดียวว่าอยากกลับบ้านมาก แต่อยู่ในภาวะที่เลือกอะไรไม่ได้ บางทีขึ้นรถออกจากโรงเรียนไปแล้ว อยู่ดีๆ รถวนกลับเข้ามาในโรงเรียนอีกเฉยเลย 

"ให้ย้อนเวลา พี่ก็เลือกมาเป็นตำรวจเหมือนเดิมนะ เพราะมันเป็นประสบการณ์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ ความรักสามัคคีที่ได้มาจากความยากลำบากมันมีคุณค่ามาก โดยเฉพาะเพื่อนๆ พี่ นรต.53 พวกเรารักกันมากครับ"

ถ้าไม่เป็นตำรวจ ก็คิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็นอะไร 

นั่นน่ะสิครับ จริงๆ แล้วความถนัดของพี่เอาไปทำมาหากินยากนะ พี่ชอบดนตรี ศิลปะ ภาษา และการอ่านหนังสือ ซึ่งทักษะพวกนี้ มองเผินๆ ห่างไกลจากการนําไปใช้ในอาชีพตํารวจมาก แต่เอาเข้าจริงมันทําให้พี่สามารถใช้จินตนาการได้อย่างถูกต้องเหมาะสม เป็นระบบ ใช้งานได้ ไม่ใช่คิดเลอะเทอะ ทำให้พี่มีแนวคิดที่ไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน  โชคดีที่ว่าผู้บังคับบัญชาของพี่ เห็นความคิดแปลกๆ ที่สามารถสร้างประโยชน์ได้ จึงมักจะดึงมาใช้งานอยู่เสมอ 

"ถ้าถามว่า ไม่เป็นตำรวจจะเป็นอะไร ไม่รู้เลยจริงๆ ครับ เพราะพี่เองก็ไม่เคยฝันอยากเป็นหมอหรือเป็นวิศวะ.." 


ผู้กำกับผ่านฟ้า รับมอบหมายดูแลศูนย์รวมข่าว 191 

คนรอบตัวส่วนใหญ่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หมายเลข 191 โทรไม่ติด แต่เรื่องจริงที่สุดก็คือ คนเหล่านั้นไม่เคยลองโทรเข้ามาแม้เพียงครั้งเดียว” ตำรวจ 191 เป็นเหมือนที่พึ่งแรกที่ประชาชนเรียกหาเมื่อยามเดือดร้อนมีภัย แต่ความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อหมายเลข 191 กลับติดลบ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาพลักษณ์ตำรวจไทย ที่ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ อาจจะด้วยข้อจำกัดมากมายที่เกิดขึ้น แต่เมื่อผมได้เข้ามารับผิดชอบจุดนี้โดยตรง ผมจึงทำให้ 191 รองรับความต้องการของประชาชนได้ 100 เปอร์เซ็นต์


"ด้วยข้อจํากัดของจํานวนคู่สายที่ไม่เพียงพอต่อระบบเทคโนโลยีที่พังทลาย และยังมีพวกโทรป่วน ขโมยนาทีชีวิตของคนอื่นอีก จึงได้ตั้งโจทย์บอกกับตัวเองว่า “จะต้องทําให้ 191 สามารถให้บริการประชาชนให้ได้ 100%” และต้องมีประสิทธิภาพ ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา ได้ปรับปรุง พัฒนา นําระบบการรับแจ้งเหตุของ 191 ให้ “โทรติดง่าย รับสายเร็ว” ปัจจุบันขอรับประกันว่า 191 โทรติดทุกสายแน่นอน"



ภาคภูมิใจที่ตัวเองเคยชินกับ "ความเสียสละ" 


ครั้งหนึ่งระหว่างปฏิบัติหน้าที่ดูแลประชาชนอยู่บริเวณแยกราชประสงค์ในวันส่งท้ายปีเก่า มีประชาชนมาเที่ยวอย่างล้นหลาม หนึ่งในนั้นมีชาวต่างชาติครอบครัวนึงมาขอพี่ถ่ายรูป แล้วชายคนที่เป็นพ่อพูดกับพี่ว่า “ผมชื่นชมพวกคุณนะ คุณเสียสละมาก” พี่ถามกลับไปว่า "เพราะอะไรถึงชื่นชมครับ" คำตอบที่พี่ได้ทำเอาจดจำไม่ลืม.... “เวลาแบบนี้คุณควรจะอยู่กับคนที่คุณรักไม่ใช่เหรอ?” 

พี่ลองมาย้อนคิดกลับไปคิดว่า ตั้งแต่พี่เป็นตำรวจมา ไม่เคยได้ใช้เวลาแบบนี้กับครอบครัวเลย ทุกเทศกาลต้องไปปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวมตลอด แต่พี่เติบโตในครอบครัวตำรวจ เลยไม่คิดว่าการเสียสละตรงนี้มันดูยิ่งใหญ่ในสายตาใคร มันคงเป็น “ความเคยชิน บวกกับความเสียสละ” ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่ครอบครัวตํารวจทุกบ้านเคยชินเช่นกัน คำพูดแค่ประโยคเดียววันนั้น เป็นความภาคภูมิใจที่ได้เสียสละความเป็นส่วนตัว เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน

ได้ร่วมงานกับคนทำงาน สั่งสมประสบการณ์ตอบแทนประชาชน


อีกเรื่องที่พี่ภาคภูมิใจและถือเป็นกำไรชีวิตมากๆ คือ ชีวิตราชการตำรวจที่ผ่านมา พี่เจอแต่ผู้คนที่ดี เจอเพื่อนที่ดี สำคัญที่สุดคือ ผู้บังคับบัญชาพี่ทั้งเก่งและดี ทุกท่าน อบรม สั่งสอนทั้งในมุมของผู้บังคับบัญชาและญาติผู้ใหญ่ ซึ่งพี่พยายามจดจำนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ชีวิตการทำงาน ทุกอย่างมันทำให้พี่เป็นตำรวจมืออาชีพอย่างแท้จริง เริ่มตั้งแต่คุณพ่อของพี่เอง รวมไปถึง ท่าน พล.ต.ต.สุชาติ กาญจนวิเศษ สอนให้เห็นถึงความสําคัญของทีมงานและการมีส่วนร่วม 

ท่าน พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา สอนการเป็นตํารวจมืออาชีพต้องมีความ ละเอียดและรู้จังหวะการคิดวิเคราะห์ที่ลึกล้ำเหนือกว่าคนทั่วไปอย่างไม่น่าเชื่อ ท่าน พล.ต.ต.ธนังค์ บุรานนท์ สอนการขับเคลื่อนงานทุกมิติ ที่ใครๆ อาจคิดไม่ถึง ท่าน พล.ต.ท.อดิศร์ งามจิตสุขศรี สอนความคิดสร้างสรรค์ที่ ”ล้ำสมัย” และเป็นประโยชน์ 

และอีกท่านที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยคือ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ผู้บังคับบัญชาที่ตั้งใจจริงจังกับการทำงานแบบไม่มีเหน็ดเหนื่อย มุ่งมั่นสร้างหน่วยงานให้ตอบโจทย์ช่วยเหลือประชาชนอย่างจริงจัง ท่านเต็มที่กับทุกเรื่อง จริงจังตั้งใจ เสียเท่าไรก็ได้ แต่สิ่งที่คืนกลับมาต้องได้ประโยนช์เพื่อประชาชนมากที่สุด แนวทางทั้งหมดที่ทุกท่านสอน ล้วนมุ่งหวังไปในสิ่งเดียวกันคือ “ต้องทํางานให้เต็มที่เพื่อประชาชน”

ตำรวจเซลฟี่ว่าตัวเองทำงาน ถ่ายรูปกลางฝนสร้างภาพ ขณะที่โจรยังเต็มเมือง

ผิดไหมถ้าพี่จะบอกว่า “รู้สึกดีมาก” ถ้าการทำงานของพี่ไม่ถูกคนอื่นพูดถึง เพราะโดยส่วนตัวไม่ชอบแสดงตัวอยู่แล้ว พี่ชอบทำงานเบื้องหลัง ตามกระแสพระราชดำริของในหลวง รัชกาลที่ 9 “ปิดทองหลังพระไปเรื่อยๆ แล้วทองก็จะล้นออกมาที่หน้าตักเอง” ทุกวันนี้พี่ได้รับความก้าวหน้าในการงาน เพราะทองที่ล้นออกมาหน้าตักนี่แหละครับ

"พี่ว่ารสนิยมปัจจุบัน ที่ตำรวจต้องเซลฟี่เวลาไปปฏิบัติหน้าที่ มองดูไกลๆ แล้วรู้สึกแปลกๆ ขนาดพี่เป็นตำรวจยังคิดแบบนี้ แล้วชาวบ้านที่เห็นจะคิดยังไง มีอีกตั้งหลายวิธีที่จะทำให้คนรับทราบว่าเราทำงานโดยไม่ต้องแสดงตัว ซึ่งต้องเน้นที่ผลลัพธ์ หากมันออกมาดี ประชาชนก็จะรู้เองว่าเราทำงาน กลับกันหากเราเน้นภาพว่าตำรวจทำงานแล้วไปยืนถ่ายภาพท่ามกลางสายฝน ขณะที่โจรยังเต็มเมือง มันก็แปลได้ว่าที่ตำรวจทำๆ อยู่ ไม่ได้แก้ปัญหาอะไรให้ประชาชน เราแค่ปัดปัญหาทิ้งโดยการเซลฟี่ แล้วบอกว่าทำงานแล้วนะ"

ขอถามประชาชน 1 คำถาม ตอบในใจก็ได้ครับ


เรื่องคนไทยเกลียดตำรวจ พี่ว่าไม่ใช่ทุกคนเสมอไป แต่ให้พูดอาจดราม่าได้ เพราะพื้นฐานคนเราไม่ชอบให้ใครมาจำกัดสิทธิ แต่ตำรวจต้องทำส่ิงนั้นกับพวกเขา เพื่อให้สังคมเป็นระเบียบสงบสุข การเปลี่ยนทัศนคติคนยากครับ แต่ตราบใดที่เราทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ตั้งใจทำเพื่อประชาชนจริงๆ ความรู้สึกด้านลบก็จะถูกกลืนหายไป และศรัทธาของตำรวจต่อประชาชนก็จะเพิ่มขึ้นเอง แต่ประชาชนต้องเคารพกฎหมายด้วยนะครับ


“ขอถามประชาชนคำนึง ให้ทุกคนตอบในใจก็ได้ ขออย่างเดียวว่าคำตอบที่ออกมาอย่าโกหกตัวเอง ....ถ้าวันหนึ่งมีใบสั่งส่งมาที่บ้านว่าคุณขับรถเร็วเกินกว่ากำหนด สิ่งแรกที่คุณจะทำคืออะไรครับ? ....ให้ลองตอบกันเองในใจ หวังว่าคงไม่ใช่คงรีบโทรหาเพื่อนที่เป็นตำรวจเพื่อขอให้ช่วยนะครับ

คิดว่าตัวเองมีประโยชน์กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติมั้ยคะ


แหม...ถามแบบนี้พี่จะตอบว่ายังไงดีครับ พี่ว่าไม่ใช่เฉพาะแค่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือประเทศไทยเท่านั้น เรียกว่ามีประโยชน์กับโลกนี้เลยดีกว่า โลกเราต้องการคนทำงานที่เสียสละ ตั้งใจ สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ซึ่งโดยส่วนตัวพี่ว่า พี่น่าจะเป็นคนแบบนั้นนะ 

งานในหน้าที่ตำรวจ จะมาปฏิรูปกันเล่นๆ ไม่ได้ คิดเองเออเองไม่ได้นะครับ 

รู้สึกยินดีจากใจจริงครับ หากจะมีการปฏิรูปตำรวจให้เกิดขึ้นไปในทิศทางที่ดี แต่คนที่เข้ามาปฏิรูปปรับเปลี่ยนต้องเข้าใจปัญหาจริงๆ คุณจะเข้ามาทำเล่นๆ คิดเองเออเองไม่ได้ครับ เพราะมันกระทบชีวิตของประชาชน ต้องทำเป็นจริงเป็นจังโดยปราศจากอคติทั้งปวง ต้องได้ข้อมูลแบบสั้นๆ ง่ายๆ ตรงจุดที่สุด อันดับแรก คุณต้องปรับที่ทัศนคติ ถ้าคุณอยากสร้างบ้านที่มั่นคงแข็งแรง กันลมกันฝนได้ คุณต้องดูด้วยว่าคุณมีงบประมาณเท่าไร 

แต่เราจะหวังอะไรล่ะครับ ทุกวันนี้ตำรวจทำงานบนความขาดแคลน เกินกว่าจะปฏิบัติภารกิจได้อย่างที่ควรจะต้องเป็น แถมยังมีโครงการกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ แต่เกิดค่าใช้จ่ายเต็มไปหมด เพราะตำรวจคิดไปเองว่าการทำแบบนั้นคือสร้างความเชื่อมั่น ศรัทธาให้ประชาชน แต่ผมว่าเรากำลังเดินกันผิดทาง เพราะการสร้างความศรัทธาต่ออาชีพตำรวจนี้ไม่ต้องทำอะไรเลยครับ ตำรวจแค่ปฏิบัติหน้าที่ตัวเองอย่างเคร่งครัด  เป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งรัฐต้องสนับสนุนให้ตำรวจสามารถขับเคลื่อนไปได้ด้วย 

*** ตำรวจเหมือนกัน แต่มุมคิดต่างกัน ประชาชนเหมือนกัน แต่รักตำรวจไม่เท่ากัน และถึงแม้ทุกๆ คนจะมีแนวคิดที่แปลกแยกแตกต่าง ก็ใช่ว่าความคิดเหล่านั้นจะไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี เพราะทั้งหมดทั้งปวงล้วนแล้วแต่มีเหตุผลมุมคิดที่ไม่ควร "แค่คิด" ลองลงมือปฏิบัติร่วมกันแก้ไขเปลี่ยนแปลง ผลักดันสำนักงานตำรวจแห่งชาติก้าวสู่ความเป็นมืออาชีพ ถึงวันนั้นการเรียกศรัทธาจากประชาชน คือผลสำเร็จที่ตามมา....  

Police Community