วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เงินเฟ้อเดือน ธ.ค.พุ่งกระฉูด พาณิชย์แจงน้ำมัน-เหล้า-บุหรี่แพงยกแผง

เงินเฟ้อเดือน ธ.ค.เพิ่มขึ้น 0.78% ดันทั้งปีพุ่ง 0.66% แจงเหตุรัฐขึ้นภาษีน้ำมัน เหล้าและบุหรี่ ส่วนปีนี้คาดทั้งปีโต 06.–1.6% หลังรัฐบาลดูแลราคาสินค้าเกษตรเต็มที่ ดันราคาข้าวเปลือก ข้าวเปลือกเหนียว ยางพาราแผ่นดิบ ราคาสุกร กุ้งขาวแวนนาไม ขณะที่ราคาน้ำตาลทรายดิบลดลง

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศ (เงินเฟ้อ) เดือน ธ.ค.2560 ว่า ดัชนีเท่ากับ 101.37 เพิ่มขึ้น 0.78% เทียบกับเดือน ธ.ค. เพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 แต่ลดลง 0.08% เทียบกับเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ขณะที่ดัชนีเงินเฟ้อทั้งปี 2560 เพิ่มขึ้น 0.66% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่ประเมินไว้ว่า จะอยู่ในกรอบ 0.4-1.0% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน หักกลุ่มอาหารสดและพลังงานออกจากการคำนวณในเดือน ธ.ค. ดัชนีอยู่ที่ 101.61 เพิ่มขึ้น 0.02% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ย. แต่เมื่อเทียบกับเดือน ธ.ค.เพิ่มขึ้น 0.62% ส่วนทั้งปี 2560 เพิ่มขึ้น 0.56% เมื่อเทียบกับปี 2559

การที่เงินเฟ้อเดือน ธ.ค.เพิ่มขึ้น 0.78% เป็นผลจากดัชนีหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่ม 1.10% จากการเพิ่มขึ้นของน้ำมันเชื้อเพลิง 3.44% ยาสูบและเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ 5.77% เนื่องจากการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตเหล้าและบุหรี่ เคหสถาน 1.12% หมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่ม 0.20% จากการเพิ่มขึ้นของอาหารบริโภคในบ้าน 1.23% อาหารบริโภคนอกบ้าน 1.20% และเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 0.90% เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อแยกรายการสินค้า 422 รายการ ที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อพบว่า มีสินค้าราคาสูงขึ้น 114 รายการ เช่น นมผง เพิ่ม 0.32% กะทิสำเร็จรูป เพิ่ม 0.80% กาแฟสำเร็จรูปพร้อมดื่ม เพิ่ม 2.45% ข้าวราดแกง เพิ่ม 0.22% อาหารตามสั่ง เพิ่ม 0.18% น้ำยาล้างจาน เพิ่ม 1.12% เบียร์ เพิ่ม 0.10% สุราเพิ่ม 0.05% ส่วนสินค้าราคาไม่เปลี่ยนแปลงมีจำนวน 190 รายการ และสินค้าราคาลดลง 118 รายการ

น.ส.พิมพ์ชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่เงินเฟ้อปี 2560 เพิ่มขึ้นเพียง 0.66% เมื่อเทียบกับปี 2559 สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนมีการใช้จ่ายเฉลี่ยเพื่อการบริโภคกระเตื้องขึ้น โดยมีปัจจัยหลักคือ แรงฉุดของราคาอาหารสด ทั้งผัก และผลไม้ที่ราคาลดลง ขณะที่ภาครัฐไม่มีนโยบายแทรกแซงราคาสินค้าเกษตร แต่ช่วยเหลือเพื่อให้เกษตรกรเข้มแข็งในระยะยาว นโยบายประชารัฐสวัสดิการเริ่มเห็นผลชัดเจนต่อการลดภาระค่าครองชีพ และประชาชนชะลอการใช้จ่าย เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือน จึงระมัดระวังการใช้จ่าย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ภาครัฐควรดำเนินการคือ การดูแลการบริโภคภาคประชาชน ที่ยังคงชะลอตัวจากหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และภาคเกษตรที่ต้องได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ผ่านการดูแลราคาสินค้าเกษตร ซึ่งในปีนี้ยังคงต้องเร่งดำเนินการให้นโยบายทุกด้านมีผลเป็นรูปธรรมมากขึ้น

สำหรับแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ คาดว่า จะเพิ่มขึ้นถึง 1% เพราะมีช่วงตรุษจีน ส่วนตลอดปี 2561 จะอยู่ในกรอบ 0.6-1.6% ภายใต้สมมติฐาน การขยายตัวของเศรษฐกิจไทย 3.5-4.0% ราคาน้ำมันดิบดูไบทั้งปีอยู่ที่ 50-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และค่าเงินบาท 33-35 บาทต่อเหรียญฯ

นายสมศักดิ์ กังธีระวัฒน์ รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า ราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต้อนรับปีใหม่ 2561 ได้แก่ ข้าวเปลือกเจ้า 5% คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1.52-4.87% อยู่ที่ราคา 8,440-8,719 บาท/ตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 2.30-3.85% อยู่ที่ราคา 12,470-12,658 บาท/ตัน และข้าวเปลือกเหนียวเมล็ดยาวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 1.20-4.32% อยู่ที่ราคา 9,515-9,810 บาท/ตัน เนื่องจากมีความต้องการของตลาดต่างประเทศและมาตรการโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก

ขณะที่ยางพาราแผ่นดิบจะเพิ่มขึ้นจากเดือน ก่อน 1.00-6.30% อยู่ที่ราคา 42.32-44.54 บาท/กิโลกรัม (กก.) ราคามันสำปะหลัง เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 2.20-4.97% อยู่ที่ราคา 1.85-1.90 บาท/กก. เนื่องจากปริมาณมันสำปะหลังที่ออกสู่ตลาดยังน้อยกว่าความต้องการ ราคาสุกร เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 2.09-5.50% อยู่ที่ราคา 52.30-54.05 บาท/กก. เนื่องจากเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่และเป็นช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวทำให้แนวโน้มความต้องการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มขึ้น กุ้งขาวแวนนาไม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 0.25-2.91% อยู่ที่ราคา 188.00-193.00 บาท/กก. เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจึงส่งผลให้ราคากุ้งขาวแวนนาไมปรับตัวสูงขึ้น ส่วนสินค้าที่มีแนวโน้มลดลงคือน้ำตาลทรายดิบ ซึ่งคาดว่าราคาเฉลี่ยน้ำตาลทรายดิบนิวยอร์กในตลาดโลกจะลดลงจากเดือนก่อน 0.50-2.00% อยู่ที่ราคา 13.39-13.59 เซนต์/ปอนด์ (9.67-9.81 บาท/กก.) เนื่องจากแรงขายของกลุ่มกองทุนและนักเก็งกำไร.