วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เลขาฯศาล เผยปี 61 ลุยคุ้มครองสิทธิคนจนทั้งแพ่ง-อาญา งดค่าธรรมเนียมศาล

“เลขาธิการศาลยุติธรรม” เผย ศักราชใหม่ปี 61 ลุยคุ้มครองสิทธิคนจน ทั้งแพ่ง-อาญา แพ่งเน้นช่วยคนจนของดเว้นค่าธรรมเนียมศาล ขณะที่การระงับข้อพิพาทสัญญาอนุญาโตตุลาการได้รับความเชื่อถือ นับแต่เปิดสถาบันดูแลปี 33 คดีสำเร็จนับ 8 แสนล้าน

เมื่อวันที่ 3 ม.ค.61 นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ได้เปิดเผยถึงแผนบริหารศาลยุติธรรม ปีศักราชใหม่ 2561 ว่า ในกระบวนการศาล ทั้งส่วนของผู้เสียหาย ผู้ต้องหา และจำเลย จะดูแลเพิ่มโอกาสให้เข้าถึงความยุติธรรม ตามที่รัฐธรรมนูญฯ บอกไว้ ส่วนหนึ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์มาก ก็คือระบบการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทในคดีที่จะทำอย่างไรให้มีช่องทางทำให้การตกลงเกิดขึ้นได้ เพราะว่า 1.ถ้าตกลงกันได้ในชั้นต้น ก็ลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาลด้วย 2.ถ้าเขาพอใจทั้งสองฝ่าย คดีที่จะขึ้นไปสู่ศาลสูงก็ลดน้อยลง นี่ก็เป็นมาตรการส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนสำคัญในการลดปริมาณคดีที่เข้าสู่ศาล และผลที่ประชาชนได้รับคือความพึงพอใจที่ตกลงกันเอง ซึ่งคือยุติธรรมทางเลือก เพราะถ้าให้ศาลตัดสินจะมีทั้งคนพอใจและไม่พอใจ

ขณะที่เรื่องข้อสัญญาและการค้านั้น เราก็มีการระงับข้อพิพาททางแพ่งโดยวิธีการอนุญาโตตุลาการ ที่ได้รับการดูแลโดยสถาบันอนุญาโตตุลาการ สำนักงานศาลยุติธรรม (TAI) ซึ่งมีผู้พิพากษาจบการศึกษาระดับปริญญาเอก จากประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้อำนวยการบริหาร ก็ได้รับความเชื่อถือจากคู่กรณี โดยปี 2560 มีคดีอยู่ระหว่างดำเนินการ 310 คดี มูลค่า 30,900 ล้านบาท ซึ่งเสร็จไป 134 คดี ส่วนในปี 2559 คดีดำเนินเสร็จสิ้นไป 103 คดี ทุนทรัพย์ 40,129 ล้านบาท, ปี 2558 ทุนทรัพย์ 86,191 ล้านบาท โดยย้อนไปเมื่อเริ่มดำเนินสถาบันฯ ครั้งแรกรับเพียงคดีเดียวเท่านั้น มูลค่าเริ่มต้น 12 ล้านบาท แต่ถ้านับรวมตั้งแต่ปี 2533 จนถึงปัจจุบัน คดีที่รับทั้งหมด 2,337 เรื่อง เสร็จแล้ว 2,045 เรื่อง ทุนทรัพย์ที่พิจารณาแล้วทั้งหมด 838,081,700,223 บาท ก็ถือว่าสำเร็จ

อีกส่วนคือคดีแพ่งทั่วไปที่พยายามจะทำให้ระบบการงดเว้นค่าธรรมเนียมศาล กรณีที่ประชาชนยากจนไม่มีเงินจ่ายค่าฤชาธรรมเนียมศาลมีประสิทธิภาพ อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์กับผู้ด้อยโอกาส ดังนั้นเราก็จะปรับปรุงกระบวนการทำงานให้รวดเร็วขึ้น จะทำให้ศาลสามารถพิจารณาคดีได้อย่างรวดเร็ว เพราะการจะพิจารณางดเว้นค่าธรรมเนียมศาลก็ขึ้นกับข้อเท็จจริงในแต่ละเรื่อง โดยปัญหาส่วนหนึ่งประชาชนก็อาจจะขาดข้อแนะนำจากทนายความ ที่ปรึกษาทางกฎหมาย

“สิ่งที่ศาลกำลังทำคือ คดีที่มีทุนทรัพย์เล็กๆ น้อยๆ จะทำอย่างไรให้กระบวนพิจารณาเรียบง่ายและรวดเร็ว เป็นไปอย่างง่ายดาย อย่างคดีผู้บริโภคก็จะมีเจ้าพนักงานคดีคอยช่วยเหลือประชาชนในการยื่นฟ้องด้วย หรืออย่างคดีแรงงานก็เช่นกัน ผู้ใช้แรงงานที่มีข้อพิพาทกับนายจ้าง เราก็มีนิติกรคอยช่วยเหลือ โดยนิติกรหรือเจ้าพนักงานคดีจะมีบทบาทในการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีความรู้ทางกฎหมายและไม่มีเงินจ้างทนายความด้วย”

นอกจากนี้การเสริมศักยภาพกระบวนการทางศาล ก็จะเน้นสร้างความเชี่ยวชาญผู้พิพากษาตามนโยบายข้อ 2 ของ “นายชีพ จุลมนต์” ประธานศาลฎีกา ในการจะพัฒนาศักยภาพข้าราชการฝ่ายตุลาการด้วยการส่งเสริมให้มีการศึกษา-ฝึกอบรมทั้งใน-ต่างประเทศด้วย เช่น การค้าระหว่างประเทศ เรื่องล้มละลาย เรื่องภาษี ก็เป็นกฎหมายระหว่างประเทศด้วยเป็นมาตรฐานสากล เพราะประเทศไทยไม่ได้ตัดสินคดีข้อพิพาทเฉพาะคนไทยด้วยกัน แต่บางครั้งมีคดีพิพาทที่ชาวต่างชาติมาลงทุนในไทยด้วย มาตรฐานของผู้พิพากษาที่ตัดสินก็ต้องมีความรู้ ซึ่งการฝึกอบรมเริ่มตั้งแต่เป็นผู้ช่วยผู้พิพากษาจนถึงเป็นผู้พิพากษาอาวุโส รวมทั้งเวลามีกฎหมายใหม่ออกมา สำนักงานศาลฯ ก็จะจัดข้อมูล รวมทั้งการจัดประชุมสัมมนาเพื่อให้ผู้พิพากษาได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร

ขณะที่ในอนาคต จะนำเทคโนโลยีมาใช้บันทึกภาพและเสียงที่สามารถถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องมาใช้กำกับดูแลการขอหมายค้น หมายจับกุม การชี้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย เพราะสภาพทางกายภาพของประเทศในบางพื้นที่ศาลอยู่ในที่ตั้งของจังหวัดหรืออำเภอที่อยู่ห่างไกล ซึ่งศาลไม่ได้มีตั้งอยู่ในทุกอำเภอ ดังนั้นกระบวนการตรงนี้ไม่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เจ้าหน้าที่ของรัฐหรือตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายอื่น เวลาจะขอออกหมายค้น หมายจับ อาจจะต้องเดินทางไกลเข้ามาที่ศาล.