วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


แบบไหนเรียกชั่ว? ส่อง 3 ข้อทางวิทยาศาสตร์ว่าด้วยความดีกับความชั่ว

โดย National Geographic

คนที่จิตใจโอบอ้อมอารีที่สุด กับ อันธพาลใจบาปหยาบช้าที่สุด เป็นตัวอย่างของสัญชาตญาณที่ดีที่สุด และเลวที่สุดของเรา บนปลายด้านหนึ่งของสเปกตรัมศีลธรรม คือ การเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ส่วนบนปลายอีกด้านหนึ่ง คือ ความเห็นแก่ตัว ความรุนแรง และแรงกระตุ้นเพื่อทำลายล้าง ที่เรามองว่าเป็น ความชั่วร้าย

นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า มนุษย์วิวัฒน์ความปรารถนาที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เพราะการร่วมมือกันภายในกลุ่มสังคมขนาดใหญ่นั้น จำเป็นต่อความอยู่รอด แต่เพราะกลุ่มต่างๆ ต้องแย่งชิงทรัพยากรกัน ความเต็มใจที่จะทำร้าย หรืออาจถึงกับสังหารศัตรู จึงสำคัญมากเช่นกัน

“เราเป็นชนิดพันธุ์ที่ชอบอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มสังคมมากที่สุดในโลก และเรายังเป็นชนิดพันธุ์ที่มีพฤติกรรมรุนแรงมากที่สุดในโลกด้วย” ชอง เดอเซอตี นักประสาทวิทยาสังคมจากมหาวิทยาลัยชิคาโก กล่าว “เรามีสองหน้า เพราะทั้งสองหน้าสำคัญต่อความอยู่รอด”

แต่ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยมีความก้าวหน้าสำคัญในการทำความเข้าใจวิทยาศาสตร์ว่าด้วยสิ่งที่เป็นแรงผลักดันความดีและความชั่ว ทั้งสองสิ่งดูเหมือนจะเชื่อมโยงกับลักษณะทางอารมณ์ที่สำคัญยิ่ง นั่นคือ ความร่วมรู้สึก (empathy) ซึ่งเป็นความสามารถภายในของสมองที่รับรู้ว่าคนอื่นกำลังมีความรู้สึกอย่างไร

-1-

นักวิจัยพบว่า ความร่วมรู้สึกเป็นเชื้อเพลิงที่เติมพลังให้ความเมตตากรุณาในหัวใจของเรา ผลักดันเราให้ช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก การศึกษายังตามรอยพฤติกรรมรุนแรง อันธพาล และต่อต้านสังคมกลับไปถึงการขาดความร่วมรู้สึก ซึ่งดูเหมือนว่ามีต้นตอมาจากวงจรประสาทที่บกพร่อง

ในอดีตนักวิจัยเคยคิดว่าเด็กไม่สนใจเรื่องสภาพความเป็นอยู่ของคนอื่น แต่การค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ แสดงให้เห็นว่า เด็กทารกมีความร่วมรู้สึกมานานก่อนที่จะลืมตาดูโลก มายัน เดวิดอฟ นักจิตวิทยา จากมหาวิทยาลัยฮีบรู ในเมืองเยรูซาเลม และเพื่อนร่วมงานได้ทำการศึกษาหลายอย่างในด้านนี้ โดยวิเคราะห์พฤติกรรมของเด็กเมื่อเห็นใครบางคนตกอยู่ในอันตราย เช่น เด็กร้องไห้ ผู้ทำการทดลอง หรือแม่ของเด็กเองทำทีว่าเจ็บปวด

แม้เด็กจะมีอายุน้อยกว่าหกเดือน ทารกหลายคนก็ตอบสนองต่อตัวกระตุ้นเหล่านั้นด้วยการแสดงออกทางสีหน้าที่บ่งบอกถึงความกังวล เด็กบางคนแสดงท่าทางห่วงใย ในขวบปีแรกทารก ยังแสดงสัญญาณของความพยายามทำความเข้าใจความทุกข์ทรมานที่พวกเขามองเห็น เด็กอายุ 18 เดือน มักจะแปลความร่วมรู้สึกของพวกเขาไปเป็นพฤติกรรมเชิงบวกทางสังคม อย่าง การกอด หรือให้ของเล่นแก่เด็กที่ได้รับความเจ็บปวด เพื่อช่วยปลอบโยน

-2-

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เด็กทุกคนจะเป็นเช่นนั้น ในเด็กส่วนน้อย เริ่มตั้งแต่ขวบปีที่สองของชีวิต นักวิจัยเห็นสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า “ความเฉยเมยที่เกิดขึ้นเอง” ต่อผู้อื่น “เมื่อมีคนบอกว่าเขาทำให้ตัวเองบาดเจ็บ” แคโรลิน ซาห์น-แวกซ์เลอร์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน กล่าว และเสริมว่า

“เด็กเหล่านี้จะหัวเราะเยาะ หรือแม้แต่เย้ยหยันด้วยคำพูดประมาณว่า ‘เธอไม่เจ็บหรอก’ หรือ ‘เธอควรจะระวังมากกว่านี้’ โดยกล่าวด้วยน้ำเสียงตัดสิน” เมื่อติดตามเด็กเหล่านี้ไปจนโตเป็นวัยรุ่น ซาห์น-แวกซ์เลอร์ และซูฮยุนรี เพื่อนร่วมงานซึ่งเป็นนักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยโคโลราโด พบว่า มีความเป็นไปได้สูงที่พวกเขาจะมีแนวโน้มเป็นพวกต่อต้านสังคม และมีปัญหาตามมา

ขณะที่การศึกษาอื่นๆ วัดความเมินเฉย และการขาดการแสดงออกทางอารมณ์ในวัยรุ่น โดยใช้ชุดคำถาม เช่น ผู้เข้าร่วมการวิจัยรู้สึกผิดหรือไม่ในการกระทำผิด พวกที่ได้คะแนนสูงสำหรับลักษณะ “การเมินเฉยไร้อารมณ์” มักจะมีปัญหาทางด้านพฤติกรรมรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง

นักวิจัยยังพบอีกว่า วัยรุ่นเหล่านี้บางคนลงเอยด้วยการก่ออาชญากรรมรุนแรง บางคนมีแนวโน้มจะกลายเป็นพวกจิตใจอันธพาลเต็มขั้นเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ กล่าวคือเป็นคนเลือดเย็น เจ้าเล่ห์เพทุบาย และไม่สะดุ้งสะเทือนขณะกระทำความผิดเลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้

-3-

เคนต์ คีห์ล นักประสาทวิทยาศาสตร์ ใช้เวลา 20 ปีที่ผ่านมา ค้นคว้าความแตกต่างดังกล่าวโดยการสแกนสมองของนักโทษที่ถูกคุมขัง ด้วยการใช้เครื่องสแกนเอ็มอาร์ไอที่ติดตั้งไว้ภายในรถพ่วง คีห์ล และเพื่อนร่วมงานสร้างภาพจากนักโทษกว่า 4,000 คนที่ถูกคุมขังตั้งแต่ปี 2007 เพื่อทำการวัดผลกิจกรรมในสมอง และขนาดของสมองในบริเวณต่างๆ

เมื่อนักวิจัยขอให้นึกถึงคำที่สื่อถึงอารมณ์ที่พวกเขาจดจำได้จากกิจกรรมก่อนหน้า เช่น “ทุกข์ใจ” และ “หน้านิ่วคิ้วขมวด” อาชญากรจิตใจอันธพาลแสดงให้เห็นว่า สมองส่วนอะมิกดาลา ซึ่งเป็นส่วนแรกที่ประมวลผลด้านอารมณ์ มีกิจกรรมน้อยกว่าเมื่อเทียบกับนักโทษที่ไม่มีภาวะจิตใจอันธพาล

ส่วนในกิจกรรมที่ออกแบบเพื่อทดสอบการตัดสินใจด้านศีลธรรม นักวิจัยขอให้นักโทษประเมินค่าความน่ารังเกียจของภาพที่ปรากฏขึ้นชั่วครู่บนจอ เช่น การเผาไม้กางเขนโดยพวกคลูคลักซ์แคลน หรือใบหน้าที่ถูกตีจนเลือดอาบ

แม้ว่าทั้งสองกลุ่มจะตระหนักถึงความรุนแรงด้านศีลธรรมในภาพเหล่านั้นได้แทบไม่ต่างกัน แต่พวกจิตใจอันธพาลมีแนวโน้มที่จะแสดงการกระตุ้นที่อ่อนกว่าในสมองบริเวณที่มีบทบาทในการใช้เหตุผลทางศีลธรรม

-4-

จากการค้นพบเหล่านี้ และอื่นๆ ที่ได้ผลคล้ายคลึงกัน คีห์ลเชื่อว่า ผู้มีจิตใจอันธพาลมีความบกพร่องในระบบโครงสร้างต่างๆ ของสมองที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งรวมถึงสมองส่วนอะมิกดาลา และเปลือกสมองส่วนออร์บิโตฟรอนทัล ซึ่งช่วยในการประมวลผลด้านอารมณ์ ตัดสินใจ ควบคุมแรงกระตุ้น และตั้งเป้าหมาย

“โดยพื้นฐานแล้วนักโทษที่มีลักษณะจิตใจอันธพาลอย่างรุนแรง มีส่วนเนื้อเทา (gray matter) ในโครงสร้างเหล่านั้นของสมองน้อยกว่านักโทษอื่นๆ ประมาณร้อยละห้าถึงเจ็ด” คีห์ล บอก

ปรากฏว่าภาวะจิตใจอันธพาลจะชดเชยความบกพร่องนี้โดยการใช้สมองส่วนอื่นในการคิดเลียนแบบสิ่งที่ควรเป็น การแสดงอารมณ์ “กล่าวคือผู้มีจิตใจอันธพาลต้อง 'คิด' ว่าอะไรถูกหรือผิด ในขณะที่พวกเราใช้ 'ความรู้สึก' ตัดสิน” คีห์ล เขียนไว้ในรายงาน

ความสามารถในการเห็นอกเห็นใจ ซึ่งนำไปสู่ความเมตตากรุณาของเรา อาจมีมาแต่กำเนิด แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่นเดียวกับที่ความโน้มเอียงของการมีจิตใจอันธพาล หรือบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมไม่ได้ติดแน่นกับตัวเด็ก จนไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิจัยได้แสดงความเป็นไปได้ที่จะยับยั้งความชั่วร้ายตั้งแต่เนิ่นๆ และทำให้สัญชาตญาณเชิงบวกทางสังคมของเราแข็งแกร่งขึ้น

เรื่อง ยุธิจิต ภัตตาจาร์จิ
ภาพถ่าย ลินน์ จอห์นสัน

คนที่จิตใจโอบอ้อมอารีที่สุด กับ อันธพาลใจบาปหยาบช้าที่สุด เป็นตัวอย่างของสัญชาตญาณที่ดีที่สุด และเลวที่สุดของเรา บนปลายด้านหนึ่งของสเปกตรัมศีลธรรม คือ การเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ส่วนบนปลายอีกด้านหนึ่ง คือ ความเห็นแก่ตัว 3 ม.ค. 2561 15:56 16 ม.ค. 2561 12:28 ไทยรัฐ