วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เถ้าแก่ฟันน้ำนม ไอเดียบรรเจิดเปิดวิสัยทัศน์นักธุรกิจจิ๋ว

สมัยก่อนเรามักจะถามเด็กๆว่า "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร" คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้คือ ตำรวจ ทหาร ครู หมอ พยาบาล ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เด็กรุ่นหลังมีแนวคิดที่ต้องการ ทำงานอิสระ เป็นเจ้าของกิจการเอง "ทีมเศรษฐกิจ" จึงได้เปิดพื้นที่เป็นเวทีให้เด็กๆได้ระบายสีสันจินตนาการของตัวเอง ด้วยคำถามที่ว่า "โตขึ้นหนูอยากมีกิจการอะไร?" พร้อมอธิบายเหตุผลและวิธีการบริหารจัดการตามสไตล์ของแต่ละคน ให้หนูๆได้ปล่อยของกันอย่างเต็มที่... ถึงเวลาที่จะโลดแล่นไปกับจินตนาการของเด็กน้อยกันแล้ว

ด.ช.ลานปรีดิ์ ศรีนาค “ต้นไม้” อายุ 7 ขวบ
อู่ซ่อมรถ–ผลิตรถโฟร์วีลขาย

“ต้นไม้” เริ่มต้นเล่าให้ฟังความฝันของตัวเองว่า ตั้งแต่เกิดมารถพาเราเดินทางไปที่ต่างๆได้ และได้เห็นรถบนถนนมีหลายแบบ ก็เลยสนใจเรื่องรถ โดยเฉพาะรถขับเคลื่อน 4 ล้อ หรือโฟร์วีลเพราะลุยน้ำและไต่ภูเขาได้ ดูแข็งแรงและเท่ และคิดว่าในอนาคตอาจจะมีน้ำท่วมก็ได้ ก็ต้องมีรถโฟว์วีลเตรียมไว้สำหรับลุยน้ำ

เมื่อถามถึงวิธีการหาความรู้เรื่องรถยนต์และการซ่อมรถ “ต้นไม้” บอกว่า หาความรู้จากการอ่านหนังสือ ดูจากยูทูบและไปดูช่างซ่อมรถเวลารถของที่บ้านเสีย และอยากรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวกับรถยนต์ เริ่มตั้งแต่การตั้งคำถามกับคุณแม่ว่า เหล็กที่เอามาทำรถยนต์ผลิตมาได้อย่างไร คุณแม่ก็ช่วยค้นหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตให้ แล้วต้นไม้ก็จะดูลิงค์ที่เกี่ยวข้องต่อไปเรื่อยๆ

ครั้งหนึ่ง “ต้นไม้” ได้ดูคลิปเห็นรถโฟร์วีลที่ยืดล้อยกตัวให้สูงขึ้น จนข้ามรถคันอื่นผ่านใต้ท้องรถตัวเองได้ เห็นแบบนั้นแล้ว “ต้นไม้” บอกว่า อยากไปซื้ออุปกรณ์มาผลิตรถแบบเดียวกันนั้นขายเองเลย

“ต้นไม้” ตั้งใจว่าในอนาคตจะเรียนด้านรถยนต์เพราะคิดว่ารถในอนาคตอาจจะไม่ใช่แบบในปัจจุบัน จึงต้องหาความรู้ใหม่ๆจากครู “ถ้าเราไม่เรียนเราจะไม่รู้ว่ารถในอนาคตเป็นอย่างไร และเราจะซ่อมรถไม่ได้”

สำหรับเงินทุนในการเปิดอู่ซ่อมรถนั้น “ต้นไม้” วางแผนไว้ว่า จะเก็บเงินตั้งแต่เด็กวันละ 5 บาท จากค่าขนมที่คุณแม่ให้วันละ 20 บาท เด็กน้อยบอกว่าค่อยๆเก็บไปก็จะเยอะเอง พอมีเงินมากพอจะไปหาซื้อที่ดินเพื่อเปิดอู่และเป็นโชว์รูมขายรถโฟร์วีลที่ผลิตขึ้นเอง รวมทั้งเป็นบ้านที่อยู่อาศัยด้วย เผื่อเวลามีคนมาเรียกให้ซ่อมรถตอนดึกก็จะซ่อมรถให้เขาได้

ส่วนหลักในการทำงานบริการอู่ซ่อมรถนั้น “ต้นไม้” บอกว่าจะซ่อมรถให้ดีที่สุด จัดการร้านทำความสะอาดทุกวัน คิดค่าบริการไม่แพง และในช่วงเทศกาลจะมีโปรโมชั่นลดค่าบริการให้ 50%

ด.ช.พีรวิชญ์ โฉลกคงถาวร “อินเลิฟ” อายุ 5 ขวบ
ร้านขายส้มตำ–ของเล่น

“อินเลิฟ” อยากเปิดร้านขายส้มตำกับร้านขายของเล่น ที่ขายสองอย่างเพราะจะได้รวยเร็วๆ ที่อยากขายส้มตำเพราะดูแล้วทำง่ายๆ น่าจะสนุกดี และเห็นคนชอบกินส้มตำเยอะมาก เหมือนอย่างร้านป้าลี (ร้านส้มตำข้างบ้าน)

ร้านส้มตำของ “อินเลิฟ” จะเปิดขายที่หน้าบ้านตัวเอง จะขายทุกวันจันทร์ถึงวันศุกร์

ส่วนที่อยากเปิดร้านของเล่น เพราะชอบเล่นของเล่น สนุกดี อยากขายเลโก้ ปืนของเล่น ระเบิดของเล่น ตุ๊กตาไขลาน จะไปเปิดร้านขายที่สำเพ็งเพราะมีคนเดินเยอะมาก แต่จะเปิดขายเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เพราะวันธรรมดา จะไปขายส้มตำ

เมื่อถามถึงวิธีตำส้มตำจะไปฝึกจากไหน “อินเลิฟ” บอกว่าให้ป้าลีแม่ค้า ส้มตำข้างบ้านช่วยสอนวิธีทำ และสอนทำอย่างอื่นๆ เช่น ลาบ น้ำตก จะจ้างลูกน้องมาช่วยทำ ช่วยเสิร์ฟ 3-4 คน ถ้าไม่พอจะให้พ่อแม่มาช่วยทำด้วย ถ้าขายดี จะขยายร้านให้ใหญ่ขึ้น จ้างคนมาเพิ่มอีก

“อินเลิฟ” จะตั้งชื่อร้านว่า “ส้มตำ แสนอร่อย” ทาสีร้าน 7 สี เอาให้เด่นๆเป็นจุดสังเกตให้คนเห็นง่าย จะเปิดร้านตอน 9 โมงเช้า ปิดตอนบ่ายๆ ช่วงเช้าจะไปตลาดซื้อผัก มาเตรียมเปิดร้าน

ส่วนวิธีเรียกลูกค้าให้เข้าร้านได้เยอะๆนั้น จะต้องพูดกับลูกค้าเพราะๆ ให้ของเยอะๆ เพื่อเอาใจ และขายราคาไม่แพง ลูกค้าจะได้กลับมากินอีก ต้องทำร้านให้สะอาด ห้องน้ำต้องสะอาดด้วย

ด.ญ.ภัทราภรณ์ พงษ์ทอง “เต้ย” อายุ 6 ขวบ
ร้านขายข้าวไข่เจียว

“เต้ย” มีความฝันอยากเปิดร้านขายข้าวไข่เจียว เพราะ คุณย่าเอียดกับปู่ใช้ เลี้ยงไก่ไข่อยู่ที่ราชบุรี จึงมีไข่กินทุกวัน ไข่เจียวทำง่าย ใช้เวลาน้อย ลงทุนไม่เยอะ อร่อย กินได้ทุกวัน มีประโยชน์ และที่สำคัญคือ เต้ยมีเพื่อนสนิทชื่อ “ไข่เจียว” ตั้งแต่อยู่เตรียมอนุบาล จึงผูกพันกับไข่เจียวเป็นพิเศษ และตั้งใจจะตั้งชื่อร้านไข่เจียวว่า“คู่ซี้ ไข่เจียว”

ร้าน “คู่ซี้ ไข่เจียว” ของเต้ยจะมีส่วนผสมให้เลือกใส่ได้ ทั้งผักชะอม ตำลึง ข้าวโพด แครอท หอมใหญ่ หมูบด หมูยอ และกุ้งสับ จะหมุนเวียนสับเปลี่ยนไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน หรือจะสั่งเฉพาะไข่เจียวธรรมดาไม่ใส่เครื่องก็ได้ คิดราคาจานละ 20 บาท ใส่เครื่อง 25 บาท ถ้าต้องการเพิ่มน้ำพริกด้วย คิดราคาจานละ 30 บาท

น้ำพริกที่จะเอามาขายกับข้าวไข่เจียวนั้น จะให้ย่าอินทร์ (น้องย่าเอียด) เป็นคนทำ เพราะย่าอินทร์ทำน้ำพริกกะปิ และน้ำพริกเผาอร่อยมากจนอยากบอกต่อ หรือหากลูกค้าต้องการไข่ดาวก็สามารถสั่งได้ และถ้าลูกค้าต้องการใส่ไข่ 2 ฟอง ต้องคิดเงินเพิ่ม ฟองละ 5 บาท

“เต้ย” เล่าถึงวิธีทำไข่เจียวว่า ทำได้ง่ายๆ เด็กยังทำได้เลย แค่ใส่ซีอิ๊วขาว น้ำตาลนิดหน่อย หากชอบเปรี้ยวให้บีบมะนาว ตีให้เข้ากันกับเครื่องปรุง ใส่น้ำมันในกระทะตั้งไฟให้ร้อน เทไข่ทั้งหมดลงไป รอให้สุก พลิกกลับด้าน แล้วตักใส่จานข้าวได้เลย เมนูแนะนำของเต้ยคือ ไข่เจียวตำลึง กับไข่เจียวหมูยอ

ร้านคู่ซี้ไข่เจียว จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 16.30-19.00 น. ทุกวันจันทร์-พุธ และ 06.00-12.00 น. ของวันเสาร์และอาทิตย์ ส่วนวันพฤหัสบดี จะหยุดร้านเพราะมีนัดกับหมอ และช่วงเย็น เสาร์และอาทิตย์ที่ไม่ขายข้าวไข่เจียวเพราะขอเวลาออกกำลังกายบ้าง หากลูกค้าไม่สะดวกมาสั่งซื้อหน้าร้าน “คู่ซี้ไข่เจียว” มีบริการเดลิเวอรี่สามารถโทร.สั่งได้ตามวันละเวลาที่เปิดให้บริการ ไม่คิดค่าส่ง แต่จะส่งเฉพาะในหมู่บ้านเท่านั้น

ด.ญ.ณัฐนันท์ พันธ์ธรรม “หยง หยง” อายุ 8 ขวบ
ขายขนม–ของเล่น–เครื่องสำอางสำหรับเด็ก

“หยง หยง” ไม่ใช่แค่เด็กมีฝันที่อยากจะมีกิจการของตัวเอง แต่ “หยง หยง” คิดและได้ลงมือทำแล้ว กิจการขายขนมและของเล่น (ที่โรงเรียนไม่มี) เป็นกิจการแรกที่ “หยง หยง” เริ่มต้นเมื่อช่วงหลายเดือนก่อน โดยจุดเริ่มต้นมาจากความชอบเป็นการส่วนตัวบวกกับชอบดูรีวิวในยูทูบ ทำให้ได้เรียนรู้ว่าในช่วงเวลานั้นๆ สินค้าอะไรกำลังเป็นที่นิยมในตลาด และหลังจากที่ได้ติดตามป๊ากับคุณแม่ไป ทำให้รู้ว่าสิ่งที่ชอบที่เห็นในยูทูบทั้งหมด อยู่ที่ตลาดสำเพ็งนี่เอง

สินค้าที่ “หยงหยง” นำไปขาย มีไมโลคิวบ์, มิลคิวบ์, โยเกิร์ตคิวบ์, สตรอเบอรี่คิวบ์, ดินเบา,สไลม์ ขนมและของเล่นโบราณแปลกๆเช่นถุงตด รวมไปถึงของใช้ยางลบ ดินสอ ปากกาและอื่นๆ ในราคา 5-10 บาททุกอย่าง ส่วนที่ราคาสูงขึ้นมาหน่อย เช่น แฮนด์สปินเนอร์, ตุ๊กตา lol, ตุ๊กตาโมนิเด้งดึ๋งต้องมี คนสั่งจึงจะเอาของมาให้ แรกๆก็ขาย พี่ๆ น้องๆในบ้านก่อน ต่อมาก็เริ่มเอาไปขายให้เพื่อนที่โรงเรียน

แม้กิจการกำลังไปได้ด้วยดี แต่ “หยง หยง” ก็หยุดขายของเล่นไป เพียงเพราะกลัวว่าทางโรงเรียนจะรู้ แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้มาแล้วคือ การทำการค้า การรู้จักทำตลาด รู้จักสนองตอบความต้องการของลูกค้า เป็นประสบการณ์ที่จะติดตัวไปจนโต

ส่วนกิจการเครื่องสำอางสำหรับเด็ก “หยง หยง” บอกว่า เพราะชอบแต่งตัวและอยากสวย อยากมีเครื่องสำอางที่เป็นของของตัวเองแบบที่เป็นของสำหรับเด็กจริงๆ จะได้ไม่ถูกคุณแม่บ่นเวลาเอาเครื่องสำอางผู้ใหญ่มาเล่น

ถ้าทำเครื่องสำอางสำหรับเด็กสำเร็จแล้ว “หยง หยง” บอกว่าจะไปบอกเพื่อน และให้แม่ช่วยขายด้วย ส่วนเงินลงทุนก็ขอป๊า เงินที่ขายได้ก็ฝากธนาคาร “หยง หยง” ตั้งชื่อแบรนด์เครื่องสำอางของตัวเอง ว่า “Yong Yong Beauty”

ด.ช.ปัณณวัชญ์ หริรักษาพิทักษ์ “ซี” อายุ 7 ขวบ
เปิดร้านให้ “เช่า–ซื้อ” สัตว์

ความฝันของ “ซี” คืออยากเปิดร้านให้บริการ “เช่า-ซื้อ” สัตว์กับทุกๆคน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เหตุผลที่อยากทำธุรกิจนี้ก็เพราะอยากให้ทุกคนในสังคมรักสัตว์ และมองว่าคู่แข่งมีน้อย ยังไม่เห็นใครทำเลย ที่สำคัญคืออยากเป็นทางเลือกให้กับคนที่ไม่ค่อยมีเงิน แต่อยากทดลองเอาสัตว์ไปเลี้ยงดูก่อน

แนวทางการทำธุรกิจก็คือ จะให้คนรักสัตว์ทุกคนเอาสัตว์ไปทดลองเลี้ยง โดยที่ร้านจะมีสัตว์เลี้ยงน่ารักๆทั้งหมา แมว นก เป็ด ไก่ เต่า ปลากัด จิ้งจอกทะเลทราย แพร์รี่ด็อก งูเหลือม กิ้งก่า เป็นต้น

“ก่อนที่จะเอาสัตว์ของเราไป ทุกคนต้องมาพูดคุยกับผม มาศึกษาก่อนว่าเขาชอบสัตว์อะไร สนใจสัตว์ตัวไหน สัตว์ประเภทใดที่เหมาะกับตัวเอง ผมก็จะอธิบายนิสัยและธรรมชาติของสัตว์ทุกตัวให้ทุกคนรู้ก่อนนำไปเลี้ยง”

สัตว์ในร้านของ “ซี” ก็ถูกฝึกสอนให้รู้จักฟังคำสั่งก่อนที่ทุกคนจะเอาไป อย่างเช่นหมาจะต้องเฝ้าบ้าน ต้องฟังคำสั่งเจ้าของ แมวก็จะต้องเชื่องต้องขี้เป็นที่เป็นทาง ส่วนปลา เต่า คงสอนไม่ได้ แต่มันเป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่าย

พูดถึงเรื่องค่าบริการ “ซี” บอกว่าจะให้ทดลองเลี้ยง 2 อาทิตย์ ถ้าเลี้ยงไปแล้วไม่ชอบหรือเลี้ยงไปแล้วเห็นว่าไม่เหมาะกับตัวเอง สามารถนำมาคืนได้ โดยคิดค่าบริการที่ไม่แพง เช่น หมาก็คิดวันละ 50 บาท แมว 30 บาท ปลา 10 บาท แต่ทุกคนต้องเอามาคืนถ้าไม่อยากเลี้ยง ส่วนใครที่เอาไปเลี้ยงแล้วชอบก็สามารถซื้อขาดไปได้เลย

ส่วนต้นทุนที่ใช้ทำธุรกิจ “ซี” ตั้งใจจะลงทุนสัก 6 ล้านบาท (ฟังไม่ผิด) แต่ตอนนี้ไม่มีเงินต้องไปขอกู้มาก่อน พร้อมหันมาถามว่ามีใครให้ผมกู้บ้างครับ มีใครสนใจธุรกิจนี้บ้าง ถ้าไม่มีสงสัยต้องไปขอป๋ากับคุณแม่มาก่อน

ด.ช.ภาคิน พุทธวิเชียร “เก้า” อายุ 7 ขวบ
ขายเครื่องเขียน

“เก้า” อยากมีร้านขายเครื่องเขียนที่ติดแอร์ ลูกค้าเข้ามารู้สึกเย็นสบาย เลือกทำเลเป็นร้านในห้างสรรพสินค้า หรือติดถนนที่มีห้างเยอะๆ

เมื่อถามว่าจะใช้ ทุน เปิดร้านเท่าไหร่นั้น “เก้า” ตอบสั้นๆว่าคงจะเยอะมากๆ ดังนั้นจะขายของที่มีอยู่แล้วไม่ได้ใช้ออกไปเพื่อ ให้มีทุนมาเปิดร้านขายเครื่องเขียน ถ้าเงินไม่พอก็จะขายไปจนกว่าจะมีเงินเยอะพอ

ร้านขายเครื่องเขียนของ “เก้า” จะเปิดตั้งแต่ตี 5 และปิดตอน 2 ทุ่ม โดยช่วงตี 5 ถึง 7 โมงเช้า จะจัดร้าน ถ้า 7 โมงเช้า ยังจัดร้านไม่เสร็จก็ขายไปด้วยจัดไปด้วย จะขายเองด้วยและจ้างคนอีก 5 คน โดยคนแรกเป็นผู้ช่วยให้ค่าแรง 300 บาท อีก 3 คนทำหน้าที่จัดร้านให้ค่าแรง 300 บาท และคนสุดท้ายทำทุกอย่างให้ค่าแรง 400 บาท “คนไหนทำเยอะก็จะได้ตังค์เยอะ ทุกคนจะสลับกันพักทุกๆ 20 นาที”

ด.ช.อัศวิน สถิรานนท์ “น้องไนท์” อายุ 6 ขวบ
เจ้าของช่องทีวี

“ไนท์” อยากเป็นหมอ เพราะอยากช่วยเหลือคุณพ่อ คุณแม่ และญาติๆเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย แต่เมื่อถามว่าอยากทำธุรกิจอะไร “ไนท์” ตอบว่าอยากมีช่องรายการทีวีของตัวเอง อยากให้มีคนดูเยอะๆคอยติดตาม

“ตอนนี้ผมชอบสะสมของเล่นครับ เลยเริ่มหัดรีวิวของเล่นที่สะสมเอาไว้ลงในช่องยูทูบ และเฟซบุ๊ก ในอนาคตจึงอยากมีทีวีของตัวเองครับ ติดตามผลงานของผมได้แค่พิมพ์ชื่อ “ไนท์รีวิวบอย” ยังไงฝากติดตาม กด like กดแชร์ ให้ผมด้วยนะครับ”

แนวทางที่ “ไนท์” วางไว้คือ จะเริ่มจากง่ายๆก่อน เช่น อัดคลิปแล้วลงยูทูบก่อนค่อยๆให้มันโตขึ้นคนดูมากขึ้นแล้วทำเป็น ช่องทีวีเลย เขาจะตามเราเอง

ส่วนจะเอาเงินที่ไหนมาทำทุนนั้น “ไนท์” บอกว่า ตอนนี้คงยังไม่ต้องใช้เงิน เพราะเริ่มจากสิ่งที่ชอบโดยการรีวิวของเล่นมาลงให้คนติดตามก่อน จากนั้นจะขยายไปนำเสนอเรื่องอื่นๆ คิดว่าถ้าเรารักในสิ่งที่เราทำ เราจะทำได้ดีเอง

ถามว่าจะเอาคนมาช่วยงานกี่คน “ไนท์” ตอบทันทีว่า “ผมทำเองครับ แค่ตั้งไอแพดและกดอัดให้คุณพ่อคุณแม่ช่วยตัดต่อให้นิดหน่อยครับ อนาคตค่อยหาเงินมาลงทุนทำเองครับ ถ้ามีคนชอบเรา เขาจะเอาสินค้า เอาของมาจ้างเราทดลองสินค้าให้”

“ไนท์” บอกว่า ถ้าทำรายการทีวี มีช่องเป็นของตัวเอง ทำเป็นอาชีพจริงๆ คงต้องจริงจังมากกว่านี้ ถ้าเจอปัญหาจะแก้ด้วยตัวเองก่อน ถ้าแก้ไม่ได้จริงๆก็ถามคุณพ่อคุณแม่ คนที่เขารู้ ให้เขาสอนเรา แต่ส่วนใหญ่แล้วหาข้อมูลเองได้ หาทางแก้ไขได้เองจากอินเตอร์เน็ต

ด.ช.กรวิชญ์ ต๊ะคำ “แม็ค” อายุ 9 ขวบ
ทำห้องแล็บผลิต ของใช้

“แม็ค” เริ่มต้นเล่าไอเดียทำกิจการของตัวเองว่า อยากมีห้องทดลองหรือที่เรียกว่า ห้องแล็บเป็นของตัวเอง แล้วจะตั้งชื่อว่า “แม็ค แล็บ” เอาไว้ประดิษฐ์ของใช้ที่จะต้องใช้ในบ้านอยู่ทุกวันให้ใช้ได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น อย่างเช่นผลิตเครื่องเหลาดินสอ แค่เอาดินสอเสียบเข้าไปแล้วดินสอก็แหลมทันที ไม่ต้องหมุนให้เมื่อยมือ หรืออยากผลิตเครื่องเปิดกล่อง เปิดกระป๋อง ให้เปิดง่ายๆ

“ห้องแล็บในฝันนี้อยากจะตั้งอยู่ใกล้ๆบ้านที่วัดโรงธรรม จ.สมุทรสงคราม เพราะจะได้ทำงานประดิษฐ์ของได้สะดวกไม่ต้องเดินทาง ของหลายอย่างที่ผลิตออกมาแล้วจะขายเอง โดยจะเปิดร้านขายของอยู่ข้างๆห้องแล็บ เอาของที่ประดิษฐ์มาวางขาย แล้วจะให้น้องเหนือ (น้องสาว) มาช่วยขายด้วย ถ้าขายได้จะเอาเงินที่ได้ไปเลี้ยงพ่อ ยาย และทุกคนในครอบครัว”

“แม็ค” เล่าถึงห้องแล็บในฝันด้วยว่า การเข้าห้องแล็บจะต้องมีรหัสผ่านเข้าไปใช้ด้วย รหัสนี้ “แม็ค” จะรู้คนเดียว เพื่อป้องกันไม่ให้โจรเข้ามา ของจะได้ไม่หาย เขาจะได้ไม่รู้ว่าเรากำลังผลิตอะไร

ด.ญ.นารา ขจรวานิชไพบูลย์ อายุ 8 ขวบ
ร้านอาหารญี่ปุ่น

“นารา” อยากเป็นเชฟ เปิดร้านอาหารญี่ปุ่น เพราะอยากทำอาหารอร่อยๆให้คนอื่นกิน และส่วนตัวชอบอาหารญี่ปุ่นเป็นทุนอยู่แล้ว ในร้านจะมีอาหารหลากหลายประเภท ทั้งข้าวปั้น ข้าวหน้าต่างๆ อูด้ง ราเมนและขนมญี่ปุ่น

รูปแบบร้านอาหารที่อยากจะทำจะเป็นแบบสายพาน ให้ลูกค้ามานั่งรับประทานเลือกอาหารที่ถูกเสิร์ฟมาทางสายพานแบบหมุนวนไปเรื่อยๆ ทั้งได้ความอร่อย ความสนุก และอิ่มท้อง

ส่วนสไตล์การตกแต่งร้านแน่นอนว่าต้องออกแบบมาในสไตล์ญี่ปุ่น หน้าร้านจะมีต้นซากุระซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นญี่ปุ่น และต้นเมเปิล ซึ่งต้นเมเปิลนี้ชอบเป็นการส่วนตัว เพราะใบสวยดี

“อยากทำอาหารอร่อยๆให้คนรับประทานกัน หนูเคยไปญี่ปุ่นมา ได้ลิ้มรสชาติอาหารญี่ปุ่นแท้ อร่อยมากจึงอยากถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนอื่นได้รับชิมกัน รวมทั้งขนมของญี่ปุ่นด้วย”

“นารา” มีข้อคิดในการทำธุรกิจร้านอาหารว่า การที่จะเรียกลูกค้าเข้าร้าน ก่อนอื่นเราต้องเตรียมตัวทำอาหารให้เก่งและเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม ฝึกฝนตนเองตลอดเวลา เพื่อให้อาหารของร้านมีความอร่อยและฝึกให้เก่งยิ่งๆขึ้น รวมทั้งบอกเพื่อนให้มาลิ้มลองความอร่อยที่ร้าน อาหารด้วย

เมื่ออาหารรสชาติอร่อยแล้ว ลูกค้าจะต้องให้ความสนใจเข้ามาลิ้มรสชาติอย่างแน่นอน และเข้ามากินเยอะๆ เมื่อมีลูกค้าเยอะ ขายได้เยอะๆ จะมีกำไรมาก

ด.ช.รังสิโรจน์ กำเนิดสิงห์ “อ๊อฟติคส์” อายุ 6 ขวบ
ขายเครื่องบินบังคับ–โดรน

“อ๊อฟติคส์” ฝันอยากเป็นนักบิน ดังนั้น ของเล่นของ “อ๊อฟติคส์” ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับเครื่องบิน โดยเฉพาะเครื่องบินบังคับ ที่มักจะช่วยคุณพ่อประกอบเครื่องบินอยู่บ่อยครั้ง

“ผมจะเอาพลาสติกมาทำโครงสร้างเครื่องบิน แล้วประกอบร่าง ใส่มอเตอร์ สายไฟ และล้อเข้าไป เป็นเครื่องบินบังคับเอาไปขายให้เด็กๆซื้อไปเล่นราคาลำละ 20-40 บาท หากเด็กนำไปเล่นแล้วพังจะซ่อมให้ฟรี”

“อ๊อฟติคส์” บอกว่าถ้าเป็นเครื่องบินบังคับที่เป็นของดีๆก็จะขายแพง ถ้าไม่ค่อยดีก็จะขายถูกเพราะจะชำรุดเร็ว

เมื่อถามว่าจะเอาเครื่องบิน บังคับไปขายที่ไหน “อ๊อฟติคส์” ตอบว่า จะเอาไปขายที่ตลาดขายเครื่องบิน และรถบังคับ เพราะจะมีเด็กๆไปเดินซื้อแถวนั้นกันเยอะ

ส่วนทุนในการทำกิจการ “อ๊อฟติคส์” จะขอเงินจากคุณพ่อเอามาหยอดกระปุกไว้ พอมีเงินเยอะก็เอาไปซื้ออุปกรณ์มาประกอบเครื่องบินขาย เมื่อขายได้เงินเยอะจะเอาไปซื้อของเล่นสำหรับตัวเอง และให้คุณพ่อคุณแม่ไปเปิดร้านขายสเต็ก

“อ๊อฟติคส์” เล่าต่อว่า นอกจากเครื่องบินบังคับแล้วจะประกอบโดรนขายด้วย โดรนจะมีปุ่มบังคับ 6 ปุ่ม คือเคลื่อนไปข้างหน้า ข้างหลัง ข้างซ้าย ข้างขวา ขึ้นและลง จะสร้างโดรนจากเหล็ก เพราะจะไม่ชำรุดง่ายแล้วทาสีแดง เพราะชอบสีนี้ ทำเสร็จแล้วอ๊อฟติคส์บอกว่าจะไม่ขายโดยจะเก็บโดรนตัวแรกไว้เป็นที่ระลึก ตัวต่อๆไปค่อยขาย

ด.ญ.รุจิดา บุญประเสริฐ “น้ำหวาน”อายุ 6 ขวบ
ด.ญ.อัญธิการินรัตน์ บุญประเสริฐ “น้ำปั่น” อายุ 9 ขวบ
ร้านขายขนมเค้ก–ผลไม้

“น้ำหวาน” และ “น้ำปั่น” สองสาวพี่น้องคู่นี้เป็นคู่ซี้ที่อยากเปิดร้านขายอาหารร่วมกัน โดย “น้ำปั่น” ผู้พี่จะเปิดร้านขายขนมเค้ก ทั้งให้ลูกค้านั่งรับประทานที่ร้านและซื้อกลับบ้าน

ที่อยากเปิดร้านขายขนมเค้ก เพราะชอบกินขนมเค้กและเคยดูรายการที่เกี่ยวกับการทำขนมเค้ก จึงอยากทำเองบ้าง

“เค้กของหนูจะไม่มีน้ำตาล จะไม่ทำให้อ้วน”

พอได้เงินมา “น้ำปั่น” บอกว่าจะเก็บเงินไปซื้อรถคันใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมให้คุณพ่อคุณแม่ รวมถึงซื้อตู้เย็น ทีวีใหม่ และโต๊ะทำงานใหม่สำหรับคุณพ่อ ส่วนคุณแม่จะซื้อกระเป๋าให้

ส่วน “น้ำหวาน” ผู้น้อง บอกว่าอยากขายผลไม้ เพราะผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกาย และตัวเองชอบกินผลไม้ “น้ำหวาน” บอกว่า นอกจากจะขายผลไม้แล้ว จะส่งผลไม้ให้ “น้ำปั่น” นำไปทำเค้กผลไม้ขายด้วยอีกทางหนึ่ง.

ทีมเศรษฐกิจ

สมัยก่อนเรามักจะถามเด็กๆว่า "โตขึ้นหนูอยากเป็นอะไร" คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้คือ ตำรวจ ทหาร ครู หมอ พยาบาล ในยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เด็กรุ่นหลังมีแนวคิดที่ต้องการ ทำงานอิสระ เป็นเจ้าของกิจการเอง 1 ม.ค. 2561 16:40 1 ม.ค. 2561 21:25 ไทยรัฐ