วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โหรเกษตรพยากรณ์ปีจอ พืชมีปัญหา..ปศุสัตว์ราคาดี

กรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์ ปีจอ 2561 น้ำฝนน้ำท่าจะไม่ค่อยดี เป็นแบบคุ้มดีคุ้มร้าย บางพื้นที่ฝนตกจะหนักมากกว่าก่อน แต่บางพื้นที่จะแล้งรุนแรงมากขึ้น ภูมิอากาศเปลี่ยน แปลงแบบฉับพลัน ส่งผลให้การปลูกพืชได้ผลผลิตที่ไม่ดีนัก

สถานการณ์สินค้าเกษตรไทย ปี 2561 จะเป็นอย่างไร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) มีคำวิเคราะห์ให้เกษตรกรเตรียมรับมือ ตั้งหลักให้ดี

เริ่มด้วย ข้าว...พืชหลักเกษตรกรไทย ข้าวนาปี 2560/61 ส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวกันไปหมดแล้ว เหลือแต่ภาคใต้ แต่ด้วยปริมาณฝนที่เยอะมากทำให้ผลผลิตข้าวในหลายจังหวัดลดลงจากอุทกภัย

ส่งผลให้ข้าวนาปรังปี 2561 มีการเพาะปลูกมากกว่าปีที่แล้ว เพิ่มเป็น 11.92 ล้านไร่ เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอ และชาวนาต้องการปลูกชดเชยข้าวนาปีที่เสียหายจากน้ำท่วม...แต่ราคามีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากผลผลิตทั่วทั้งโลกลดลงจากอุทกภัย ทั้งในบ้านเราและเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม พม่า และกัมพูชา

มันสำปะหลัง...ราคาที่เกษตรกรขายได้จะสูงขึ้น เนื่องจากประเทศผู้ผลิตหลัก อย่าง ไนจีเรีย คองโก บราซิล และอินโดนีเซีย ได้ผลผลิตลดลงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้ไทยได้โอกาสนี้ในการส่งออกเป็นอันดับ 1 ของโลกอีกครั้ง

ยางพารา...ด้วยมีการลดพื้นที่ปลูกยางพาราลงไป 200,000 ไร่ คาดว่าราคามีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้น เพราะอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกและราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งสต๊อกยางจีน ที่เมืองชิงเต่าถูกไฟไหม้ไป 30,000 ตัน เมื่อต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา

ปาล์มน้ำมัน...ปีนี้มีเนื้อที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นจาก 4.77 ล้านไร่ เป็น 4.99 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 14.75 ล้านตัน สถานการณ์ด้านราคาน้ำมันปาล์มดิบภายในประเทศจะเคลื่อนไหวตามราคาตลาดโลกเฉลี่ย กก.ละ 22.50 บาท และผลปาล์มสด เฉลี่ย กก.ละ 4.00 บาท ในขณะที่ต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้น ชาวสวนปาล์มยังคงเดือดร้อนเหมือนเดิม

อ้อยโรงงาน มีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 8.87 ล้านไร่ ให้ผลผลิต 104.72 ล้านตัน มากกว่าปีที่ผ่านมา เพราะสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวย ปริมาณน้ำฝนเพียงพอ...แต่ด้านราคาคาดว่าจะมีแนวโน้มลดลงจากปีที่แล้ว

เนื่องจากจะมีการลอยตัวราคาน้ำตาลทราย เพราะเราถูกบราซิลประเทศคู่แข่งร้องต่อ WTO ว่าไทยมีการอุดหนุนแทรกแซงราคาน้ำตาลทราย และเรามีทีท่าจะแพ้คดี

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์...ช่วงที่ผ่านมาเกษตรกรขายไม่ได้ราคา เนื่องจากภาคเอกชนมีมาตรการไม่รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ปลูกในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิและพื้นที่ป่า ทำให้เกษตรกรมีการปรับเปลี่ยนไปปลูกอ้อยกันมากขึ้น แต่ผลผลิตต่อไร่จะเพิ่มขึ้น เพราะไม่มีปัญหาภัยแล้งกระทบในช่วงออกดอกเหมือนที่ผ่านมา เลยคาดว่าราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เกษตกรขายได้ จะลดลงจากปีก่อน

ส่วนสินค้าปศุสัตว์และประมง สศก.คาดว่ามีอนาคตสดใส เพราะประชากรโลกเพิ่มขึ้น ความต้องการบริโภคขยายตัวตามไปด้วย

ไก่เนื้อ...การผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1,501.53 ล้านตัว จากเดิมปี 60 ผลิตได้ 1,470.26 ล้านตัว เพราะมีการวางแผนให้สอดคล้องต่อความต้องการของตลาด ราคาที่ขายได้จะสูงขึ้นเล็กน้อย

ไข่ไก่...ปีหน้า แม้ผลผลิตจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อนเป็น 14,355.17 ล้านฟองก็ตาม แต่เพราะมีการวางแผนการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ที่เหมาะสม เพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไข่ไก่ในประเทศ และภาครัฐมีการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ ราคาขายคาดว่าน่าจะดีกว่าปีก่อน

สุกร...ปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 19.884 ล้านตัว ราคาสุกรมีชีวิตเฉลี่ยไม่ต่างจากปีที่แล้ว แต่จะมีกำไรมากขึ้น เพราะบ้านเราเริ่มใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการลดต้นทุนค่าแรงงาน

โคเนื้อ...เนื่องจากภาครัฐมีโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ เช่น โครงการโคบาลบูรพา ส่งผลให้ปริมาณการผลิตโคเนื้อมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ราคาลดลง เนื่องจากการส่งออกที่ชะลอตัวแต่เป็นเพียงแค่ระยะสั้นๆ

โคนม...ด้วยกรมปศุสัตว์มีนโยบายพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ เน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งผลให้น้ำนมดิบมีปริมาณเพิ่มขึ้นและคุณภาพดีขึ้น คาดว่าราคาที่เกษตรกรขายได้จะสูงกว่าปีที่แล้ว

กุ้ง...อนาคตสดใส แม้จะมีผลผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.54 แต่ราคายังอยู่ในเกณฑ์ดี เพราะประเทศไทยสามารถแก้ปัญหาเรื่องโรคกุ้งมาได้อย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างจีน เวียดนาม ยังแก้ปัญหาโรคอีเอ็มเอสไม่ได้ ทำให้ผู้นำเข้าหันมานำเข้ากุ้งจากไทย ส่งผลให้ราคากุ้งในประเทศปรับตัวสูงขึ้นด้วย

นอกจากนี้ โหรเกษตรยังชี้แนะเกษตรกรต้องรู้จักปรับตัวพัฒนาตนเอง ศึกษาหาความรู้ เพราะในโลกดิจิทัล เทคโนโลยีนวัตกรรมจะเข้ามามีบทบาทในภาคเกษตรมากขึ้น และควรรวมกลุ่มกันในขนาดที่เหมาะสม เพื่อให้เข้าถึงมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ผ่านโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารจัดการน้ำ การสนับสนุนพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ เครื่องจักรกลทางการเกษตร รวมทั้งปัญหาเรื่องหนี้สินต่างๆ ต้องร่วมมือกันสร้างเครือข่ายกลุ่มเกษตรกร

ที่ขาดไม่ได้ ควรยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ปลูกพืชผสมผสานเกื้อกูลกัน จะลดความเสี่ยงด้านตลาด สร้างภูมิคุ้มกันให้กับเกษตรกร จะช่วยให้มีรายได้สม่ำเสมอ ทั้งรายวัน รายเดือน และรายปี...ถึงแม้จะขายไม่ได้ แต่ยังมีให้กินไม่มีวันอดตาย.

ทีมข่าวเกษตร