วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ส่องเศรษฐกิจปีใหม่

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัญหาปากท้องของประชาชน ฐานรากประเทศที่มีอยู่ประมาณ 30 ล้านคน หรือคิดเป็นสัดส่วนจีดีพีประมาณร้อยละ 9 ที่จะต้องผลักดันให้พ้นจากสภาวะความยากจนโดยเร็วที่สุดตามนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่จัดให้เป็นวาระที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรกของนโยบายปี 2561 เป็นภารกิจสำคัญของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ ที่จะต้อง แก้ปัญหาความยากจน ให้เห็นหน้าเห็นหลัง

พูดถึง ปัญหาความยากจน ที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ส่วนหนึ่งอาจจะโทษที่ การศึกษา การกระจายอำนาจ และความเจริญ อุปสรรคจากการทุจริตคอร์รัปชัน จากปัญหาการเมือง เป็นต้น แต่ในวิถีของคนในอาเซียนที่รวมทั้งประเทศไทยด้วย เคยชินกับความยากลำบากและความยากจน ใช้ชีวิตอยู่ แบบพอเพียง โดยเฉพาะคนในชนบท ที่เป็นต้นแบบของความพอเพียง ตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 จนไม่สามารถแยกได้ระหว่าง ความจนกับความรวย ถ้าจะวัดมาตรฐานเอาจาก ความสุข ที่ชาวบ้านได้รับจากชีวิตประจำวัน

การกำหนด อัตราค่าแรงขั้นต่ำ การกำหนด ราคาพืชผลทางการเกษตร ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของการแก้ไขปัญหาความยากจนหรือการกินดีอยู่ดีของประชาชน เพราะ ค่าของเงิน ระหว่างคนรวยกับคนจนแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ท้ายที่สุดแล้ว ดัชนีวัดความยากจนจึงอยู่ที่ความสุขของแต่ละคนมากกว่า

การบ้านวันนี้ของ รัฐบาล คสช. คือจะทำอย่างไรให้ชาวบ้านมีความสุข ซึ่งก็ไม่ใช่อยู่ที่ปัจจัย ด้านการเงินหรือเศรษฐศาสตร์ เท่านั้น ต้องอยู่ที่ สิ่งแวดล้อม ด้วย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคมหรือการเมืองก็ตาม

เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาล คสช.จะเริ่ม ตั้งใจแก้ปัญหาความยากจนในปี 2561 กับคำว่า จะทำให้ความยากจนหมดไป ภายในปี 2561 จึงเป็นคนละความหมายกัน

เริ่มต้นจากการใช้เงินเป็นปัจจัยนำร่อง แก้และลดปัญหาเฉพาะหน้า ให้กับ ฐานราก ก่อน ใช้แบงก์รัฐที่มีอยู่ ธ.ก.ส. ออมสิน ธอส. เข้าถึงชาวบ้านให้มากที่สุด ให้แบงก์รัฐไปหาชาวบ้าน ไม่ใช่ให้ชาวบ้านมาหาแบงก์รัฐ ให้เงินพร้อมกับความรู้ อัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบให้อยู่ได้ มีกำลังที่จะพัฒนาตัวเองไปสู่ความสำเร็จ

ภาครัฐเองก็ต้องมีหน้าที่ในการ รักษาเสถียรภาพของราคาสินค้าการเกษตร ไม่ให้ถูกเอาเปรียบ ไม่ให้อยู่ในสภาพที่ไม่ตายแต่เลี้ยงไม่โต บริหารจัดการตลาดให้เกษตรกรได้ผลประโยชน์

มากที่สุดตามกลไกตลาดและใช้กฎหมายเข้ามาควบคุม ในด้านการผลิตเอง รัฐต้องเข้าไปดูแลให้สอดคล้องกับตลาดและความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรด้วย นำเทคโนโลยีมาใช้ในการลดต้นทุน ปลูกพืชให้เหมาะกับฤดูกาลและตลาด เป็นต้น

เชื่อมการเกษตรเข้ากับอีคอมเมิร์ซ แก้ปัญหา การผูกขาดพ่อค้าคนกลาง ที่เป็นตัวถ่วงความเจริญทางด้านการเกษตรของประเทศ เกษตรกรต้องมีเงินหมุน กรรมกรต้องมีงานทำ

สุดท้ายก็หนีไม่พ้นเรื่องของการทุจริต ทั้งในเชิงนโยบายและการทุจริตภาครัฐ เงินทุกบาททุกสตางค์จะต้องลงถึงมือฐานรากอย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่วัดครึ่ง กรรมการครึ่ง ดูจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้นในปีนี้ จีดีพีโตขึ้น เงินเฟ้ออยู่ในเกณฑ์ปกติ เม็ดเงินลงทุนไหลเข้า โครงการเมกะโปรเจกต์กระตุ้นเศรษฐกิจมาเต็ม

เหลือแต่ความเชื่อมั่นที่รัฐบาลจะต้องสร้างให้แข็งแรงที่สุด.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th