วันเสาร์ที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

2 สยามมกุฎราชกุมารคู่กรุงรัตนโกสินทร์ กษัตราน้ำพระทัยงามหลอมรวมใจปวงประชา

นับเป็นบุญเหลือล้นของกรุงรัตนโกสินทร์ ที่มีสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ถึงสองพระองค์ ซึ่งเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถ และพระวิสัยทัศน์อันยาวไกล เฉกดัง “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร” และ “สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร” ผู้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 10 แห่งราชจักรีวงศ์

ในฐานะสยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จฯเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์ ทรงทุ่มเททั้งกำลังพระวรกาย กำลังพระทัย และกำลังพระสติปัญญา ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติอย่างอเนกอนันต์ เพื่อแบ่งเบาพระราชภารกิจอันหนักอึ้งของสมเด็จพระบรมชนกนาถ ไม่ว่าจะในด้านการทหารและความมั่นคง, ศาสนา, การศึกษา, การแพทย์และสาธารณสุข ตลอดจนการต่างประเทศ

เป็นที่ทราบกันดีว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจหลายด้าน ทั้งปฏิรูปการเมืองการปกครอง, จัดระเบียบการทหาร, การศึกษา, การสาธารณสุข, การต่างประเทศ และที่โดดเด่นคือ ด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์ ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้นับพันเรื่อง ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาเมื่อเสด็จสวรรคตว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า”

ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 ทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในราชจักรีวงศ์ที่ไม่โปรดให้มีวัดประจำรัชกาล แต่ทรงตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวงขึ้นแทนวัด ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ด้วยมีพระราชดำริว่า พระอารามนั้นมีมากแล้ว แต่ความเจริญแห่งประเทศบ้านเมืองในสมัยต่อไปนี้ ที่จะเป็นปึกแผ่นแน่นหนาได้แท้จริง ก็ด้วยอาศัยศิลปะวิทยาเป็นที่ตั้ง จึงมีพระราชประสงค์จะทรงทะนุบำรุงการศึกษาของชาติบ้านเมืองให้รุ่งเรืองทันต่างประเทศ พร้อมกันนี้ยังโปรดเกล้าฯให้ยกโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของสมเด็จพระบรมชนกนาถขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ อีกทั้งทรงตั้งกองเสือป่าฝึกอบรมคนไทยให้ฉลาดรอบรู้วิชาการทหารและวิธีการรบ ทำให้มีใจกล้าหาญรักชาติ ขณะเดียวกัน ก็ทรงปูพื้นฐานให้ประชาชนเข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และมีความรู้เพียงพอนำไปหาเลี้ยงชีพ การแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 สายคือ สายสามัญ และสายวิชาชีพ ก็เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระองค์

การศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงตระหนักว่าการศึกษาของเยาวชนไทยเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง จึงทรงสนพระราชหฤทัยจัดการศึกษาให้เยาวชนในท้องถิ่นทุรกันดาร เพื่อให้มีโอกาสรับการศึกษาขั้นพื้นฐานเท่าเทียมกัน พร้อมกันนี้โปรดเกล้าฯให้จัดตั้งโรงเรียนอนุบาล, ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา โดยพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบเป็นค่าก่อสร้างโรงเรียน และยังพระราชทานทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนแต่เรียนดี เพื่อศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี มีนักเรียนได้รับพระราชทานทุนไปแล้วจำนวนมาก

ย้อนไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีเหตุการณ์เกี่ยวเนื่องกับความอยู่รอดของบ้านเมือง นั่นคือการคุกคามของจักรวรรดินิยมตะวันตก พระองค์ทรงดำเนินการทุกทางให้บ้านเมืองรอดพ้นจากภัยคุกคามและรักษาเอกราช โดยเร่งพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองแบบอารยประเทศ และหนึ่งในพระบรมราโชบายสำคัญยังรวมถึงการส่งพระราชโอรสไปทรงศึกษาวิทยาการสมัยใหม่จากตะวันตก เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้วจะได้นำวิทยาการเหล่านั้นมาพัฒนาประเทศให้เจริญรุดหน้า เดิมทรงยึดหลักความเหมาะสมกับพระอุปนิสัยของพระราชโอรส แต่เมื่อสถานการณ์โลกเปลี่ยนไป พร้อมการเบ่งบานของประชาธิปไตย จึงทรงเปลี่ยนพระราชดำริใหม่ โปรดให้พระราชโอรสชั้นเจ้าฟ้า เช่น “สมเด็จฯเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ” ทรงร่ำเรียนวิชาทหาร ด้วยหมายมั่นว่า เมืองสยามยังไม่เคยมีสถาบันศึกษาวิชาทหารสมัยใหม่ หากพระราชโอรสได้ทรงศึกษาวิชาแขนงนี้ ก็จะทรงเป็นผู้วางพื้นฐานการศึกษาวิชาทหารสมัยใหม่ในสยาม

ในบรรดาพระราชโอรสทั้ง 32 พระองค์ “สมเด็จฯเจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ” ทรงมีความรอบรู้ทั้งวิชาการฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ตั้งแต่พระชนม์ 12 ชันษาเศษ จนสำเร็จการศึกษาวิชาทหารจากวิทยาลัยทหารแซนด์เฮิร์สต์ สหราชอาณาจักร แล้วเข้ารับราชการในกรมทหารราบเบาเดอรัม ขณะเดียวกัน ก็ทรงศึกษาวิชาประวัติศาสตร์และกฎหมาย ที่วิทยาลัยไครสต์เชิร์ช มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ระหว่างทรงศึกษาในต่างประเทศ ทรงปฏิบัติพระราชภารกิจแทนสมเด็จพระบรมชนกนาถหลายด้าน

เมื่อเสด็จกลับมาประเทศไทยแล้ว สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้ “สมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ” เข้ารับราชการฝ่ายทหาร มียศเป็นนายพลเอก ตำแหน่งจเรทัพบก และเป็นผู้บัญชาการทหารมหาดเล็ก โดยทรงมอบหมายให้จัดวางโครงสร้างกองทัพบกตามแบบกองทัพสมัยใหม่ในยุโรป วางยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศทางบก จัดวางโครงสร้างอัตรากำลังกองทัพบกเป็น 10 กองพล กระจายอยู่ทั่วราชอาณาจักร รวมการบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการกรมยุทธนาธิการ หลังจากเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์องค์ที่ 6 ได้เพียงเดือนเศษ มีพระราชดำริให้ปฏิรูประเบียบราชการแผ่นดินด้านการปกครอง พร้อมปรับปรุงการทหารให้เข้มแข็ง ขยายกิจการทหาร ทั้งทหารบก, ทหารเรือ และทหารอากาศ พร้อมตั้งสภาป้องกันราชอาณาจักร โดยทรงดำรงตำแหน่งประธานสภา

การวางรากฐานการปกครองระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นหนึ่งในพระบรมราโชบายสำคัญ มีพระราชดำริให้สร้าง “ดุสิตธานี” เป็นเมืองจำลองในพระราชวังดุสิต เพื่อฝึกอบรมเสนาบดีให้ซาบซึ้งในวิธีปกครองตามระบอบประชาธิปไตย พระองค์ตั้งพระราชหฤทัยว่าจะทรงนำระบอบประชาธิปไตยเข้ามาใช้ในประเทศ ทรงเล็งการณ์ไกลว่า ภายหน้าเมื่อนักเรียนไทยที่ศึกษาในต่างประเทศสำเร็จกลับมาจะได้เริ่มเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศ ทรงเปิดให้มีรัฐธรรมนูญปกครองบ้านเมืองแบบอารยประเทศ อีกทั้งจัดให้มีการเลือกตั้งระดับประเทศ จังหวัด อำเภอ และตำบล ในแบบจำลองของการปกครองท้องถิ่น

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 สนพระราชหฤทัยในด้านการทหารมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ และมีพระปรีชาสามารถเป็นพิเศษเช่นกัน ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาทหารจากวิทยาลัยการทหารดันทรูน กรุงแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย จากนั้นทรงศึกษาหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรจากประเทศอังกฤษ พระองค์มีพระวิริยอุตสาหะในการฝึกและเพิ่มพูนความรู้อยู่ตลอด โดยเฉพาะด้านวิทยาการการบิน ได้ทรงเข้ารับการฝึกเพิ่มเติมและทรงศึกษางานทางการทหารในออสเตรเลีย และยังทรงเข้ารับการศึกษาหลักสูตรการบินอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทรงมีพระประสบการณ์และเชี่ยวชาญการบินในระดับสูงมาก ทรงเป็นพระอาจารย์ของนักบินขับไล่แห่งกองทัพอากาศไทย

นอกจากจะทรงสนพระราชหฤทัยในกิจการของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ตลอดจนกิจการของตำรวจตระเวนชายแดน ทรงมีบทบาทสำคัญด้านการรักษาความมั่นคงของประเทศด้วย ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์คุกคามความสงบ ได้ทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบต่อต้านการก่อการร้ายในภาคเหนือและอีสาน รวมทั้งคุ้มกันพื้นที่รอบค่าย

ผู้อพยพชาวกัมพูชาที่เขาล้าน จังหวัดตราด แม้เป็นพระราชภารกิจที่ต้องเสี่ยงภยันตราย แต่ด้วยทรงเป็นชายชาติทหาร จึงทรงปฏิบัติพระราชภารกิจเต็มพระกำลัง ที่สำคัญทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะ รัชทายาทถวายความปลอดภัยแด่สมเด็จพระบรมชนกนาถ ตามเสด็จไปทรงเยี่ยมราษฎรทุกหนทุกแห่ง ด้วยพระปรีชาสามารถนี้ สมเด็จพระบรมชนกนาถจึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระยศทางทหารสูงสุดทั้ง 3 เหล่าทัพ คือ พลเอก, พลเรือเอก และพลอากาศเอก

“ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6” มีพระทัยรักในศิลป วิทยาการและวรรณกรรมมาก ทรงเป็นนักปราชญ์ในทางอักษรศาสตร์และวรรณคดี ขณะประทับศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยไครสต์เชิร์ชได้ทรงพระราชนิพนธ์หนังสือ “สงครามราชสมบัติโปลันด์” เป็นภาษาอังกฤษ ขณะเดียวกัน ยังทรงพระราชนิพนธ์เรื่องราวต่างๆมากมาย อาทิ ปลุกใจเสือป่า, เสียสละ, พระร่วง, ท้าวแสนปม, มัทนะพาธา, ธรรมาธรรมะสงคราม และเวนิสวาณิช โดยทรงใช้นามปากกาหลากหลาย ทั้งศรีอยุธยา, รามจิตติ, อัศวพาหุ, น้อยลา และพันแหลม นอกจากนี้ ยังทรงปลุกใจประชาชนชาวไทยให้รักชาติและกล้าหาญอยู่เสมอ

แม้จะไม่มีโอกาสแสดงพระอัจฉริยภาพด้านอักษรศาสตร์มากนัก แต่ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10” ก็สนพระราชหฤทัยในด้านการประพันธ์ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ได้พระราชนิพนธ์บทกลอนต่างๆไว้มากมาย เพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ขณะเดียวกัน ได้พระราชทานภาพวาดฝีพระหัตถ์จัดทำเป็นบัตรอวยพรในโอกาสสำคัญต่างๆ รวมถึงการระดมทุนช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้

ด้านการสาธารณสุขและการแพทย์ สยามมกุฎราชกุมารทั้งสองพระองค์ทรงให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกัน ในขณะที่ “ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 6” ทรงขยายกิจการสาธารณสุขไปทั่วประเทศ จัดตั้งโรงพยาบาลและสุขศาลา พร้อมโปรดเกล้าฯให้ตั้งโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นอนุสรณ์ถึงสมเด็จพระบรมชนกนาถ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10” ได้ทรงจัดตั้งมูลนิธิมหาวชิราลงกรณ เพื่อสนับสนุนการรักษาพยาบาลของพสกนิกรให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังมีพระราชดำริให้จัดตั้งหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานสำหรับพระภิกษุสามเณร และประชาชนผู้ยากไร้ ตลอดจนก่อตั้งโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชในถิ่นทุรกันดารทั่วประเทศ ล่าสุด ยังทรง พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งโครงการจิตอาสา “เราทำความดีด้วยหัวใจ” รณรงค์ให้ประชาชนแสดงพลังจิตอาสาร่วมกับหน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์, ข้าราชบริพาร, หน่วยราชการในพระองค์ และหน่วยราชการต่างๆ เพื่อส่งเสริมการสร้างสังคมของคนดี เชิดชูคนทำความดี ขณะเดียวกัน ก็มีพระราชดำริให้รัฐบาลยกเครื่องภาคเกษตร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ เพื่อกระจายรายได้สู่ประชาชน โดยเฉพาะคนยากจน

ถือเป็นน้ำพระราชหฤทัยอันยิ่งใหญ่ คืออัญมณีศรีเจิดจรัสคู่แผ่นดินรัตนโกสินทร์อย่างแท้จริง.

ทีมข่าวหน้าสตรีไทยรัฐ