วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

2018 กีฬาเต็มอิ่มตลอดปี รอเชียร์เกมใหญ่! บอลโลก-อชก.-ยูธ อลป.

ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีปีใหม่ “ปี 2018” สำหรับแฟนๆกีฬาชาวไทยทั้งประเทศ “กราวกีฬาไทยรัฐ” ขอให้ทุกท่านพบเจอแต่ความสุข สมหวัง มากกว่านั้นขอให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บ ไม่ป่วย เพราะถ้าสุขภาพดีแล้ว จะมีชัยไปกว่าครึ่ง สามารถเดินหน้าทำอะไรได้มากมายต่อไป

สำหรับในปีนี้ ชีพจรวงการกีฬาไทยและวงการกีฬาโลก ยังหมุนเดินไปต่อเนื่อง ซึ่งหลักๆแล้วจะมี 3 เกมใหญ่ๆให้ได้ติดตามกัน ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้าย ที่ประเทศรัสเซีย เกมที่คนไทยไม่ได้แข่ง แต่ก็ลุ้นกันหนักไม่แพ้ชาติใดในโลก

และอีก 2 เกม ที่นักกีฬาไทยของเราจะต้องลงสู้ศึกกับชาวโลก ไม่ว่าจะเป็นมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 ที่ประเทศอินโดนีเซีย และมหกรรมกีฬาโอลิมปิกเยาวชน ยูธโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 3 ที่ประเทศอาร์เจนตินา

ข้อมูลการแข่งขันของแต่ละเกมเป็นอย่างไร ความคืบหน้าการเตรียมเป็นเจ้าภาพของรัสเซีย ในศึกเวิลด์คัพไปถึงไหนแล้ว ขณะที่ทัพนักกีฬาไทยมีความพร้อมมากเพียงใด ลองมาดูกัน จะได้เก็บรวบรวมไว้เป็นคู่มือการชมตลอดปีนี้

เริ่มจากศึกฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซียจะเป็นเจ้าภาพช่วงกลางปี ระหว่างวันที่ 14 มิ.ย.-15 ก.ค. หลังจากรัสเซียคว้าสิทธิ์การเป็นเจ้าภาพเมื่อ 2 ธ.ค.2010 มีเวลาเตรียมตัวถึง 8 ปี

สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือฟีฟ่า จัดการโหวตเลือกเจ้าภาพฟุตบอลโลกพร้อมกัน 2 สมัย ในปี 2018 และ 2022 โดยเริ่มกระบวนการรับสมัครตั้งแต่เดือน ม.ค.ปี 2009 โดยเวิลด์คัพ 2018 มี 6 ชาติเสนอตัว ประกอบด้วย รัสเซีย, อังกฤษ เสนอตัวแบบเดี่ยว ส่วนโปรตุเกส-สเปน และเบลเยียม-ฮอลแลนด์ จับมือกันขอเป็นเจ้าภาพร่วม

ผลการโหวตรอบแรกเมื่อ 2 ธ.ค.2010 ปรากฏว่า อังกฤษตกรอบไป ได้คะแนนเสียงน้อยที่สุดเพียง 2 เสียง ส่วนการโหวตรอบ 2 รัสเซียได้คะแนนมากที่สุด 13 เสียง, โปรตุเกส-สเปน 7 เสียง และเบลเยียม-ฮอลแลนด์ 2 เสียง ส่งผลให้ดินแดนหมีขาวได้จัดฟุตบอลโลก
เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

รัสเซียใช้ 11 เมืองรับการเป็นเจ้าภาพในครั้งนี้ รวมทั้งหมด 12 สนาม โดยกรุงมอสโกได้จัด 2 สนาม คือ ลุชนิกี สเตเดียม ความจุ 81,000 คน และออตกรีติเย อารีนา ความจุ 45,360 คน ส่วนสนามที่มีความจุเป็นอันดับ 2 รองจากลุชนิกีคือ เครสตอฟสกี สเตเดียม ในเมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก 68,134 คน

หลังจากเตะรอบคัดเลือกจบไปเมื่อเดือน พ.ย.2017 ได้ 32 ทีมเข้ารอบ และฟีฟ่าจับสลากแบ่งสายรอบ 32 ทีมสุดท้ายเมื่อ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ปรากฏผลดังนี้

กลุ่มเอ รัสเซีย, ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์, อุรุกวัย

กลุ่มบี โปรตุเกส, สเปน, โมร็อกโก, อิหร่าน

กลุ่มซี ฝรั่งเศส, ออสเตรเลีย, เปรู, เดนมาร์ก

กลุ่มดี อาร์เจนตินา, ไอซ์แลนด์, โครเอเชีย, ไนจีเรีย

กลุ่มอี บราซิล, สวิตเซอร์แลนด์, คอสตาริกา, เซอร์เบีย

กลุ่มเอฟ เยอรมนี, เม็กซิโก, สวีเดน, เกาหลีใต้

กลุ่มจี เบลเยียม, ปานามา, ตูนิเซีย, อังกฤษ

กลุ่มเอช โปแลนด์, เซเนกัล, โคลอมเบีย, ญี่ปุ่น

นัดเปิดสนาม 14 มิ.ย.2018 “เจ้าภาพ” รัสเซีย จะพบกับซาอุดีอาระเบีย ที่สนามลุชนิกี ในกรุงมอสโก ในเวลา 18.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ตรงกับเวลาประเทศไทย 22.00 น. ส่วนนัดชิงชนะเลิศ 15 ก.ค. เตะที่ลุชนิกีเช่นกัน

เวิลด์คัพครั้งนี้ทีม “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี แชมป์เก่าเมื่อปี 2014 ได้รับการวางตัวให้เป็นเต็ง 1 โดยมี “แซมบ้า” บราซิล เป็นเต็ง 2 ตามด้วยฝรั่งเศส, สเปน, อาร์เจนตินา, เบลเยียม, อังกฤษ, โปรตุเกส, อุรุกวัย, โคลอมเบีย, โครเอเชีย และรัสเซีย ตามลำดับ

ฟีฟ่าจัดสรรเงินรางวัลไว้รวม 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (13,000 ล้านบาท) ทีมที่ตกรอบแบ่งกลุ่มจะมีเงินรางวัลติดมือกลับบ้านไปทีมละ 8 ล้านดอลลาร์ (260 ล้านบาท) ทีมแชมป์จะได้ 38 ล้านดอลลาร์ (1,235 ล้านบาท) และรองแชมป์ 28 ล้านดอลลาร์ (910 ล้านบาท) ใครจะคว้าถ้วยฟีฟ่า เวิลด์คัพ 2018 ไปครอง พร้อมเงินรางวัลก้อนโต อดใจรออีกไม่นานคงได้รู้กัน

ถัดมาเป็นมหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่ 18 ส.ค.-2 ก.ย.นี้ ที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยเจ้าภาพจัดการแข่งขันที่กรุงจาการ์ตาเป็นเมืองหลัก และมีปาเลมบัง กับบันดุง เป็นเมืองที่ช่วยในการชิงชัยครั้งนี้ ย้อนกลับไปเล็กน้อย

ก่อนหน้านี้เดิมทีกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม รับหน้าที่จัดในครั้งที่ 18 แต่ด้วยปัญหาด้านเศรษฐกิจและงบประมาณ ทำให้เวียดนามต้องถอย ยกเลิกการเป็นเจ้าภาพไปในที่สุด

จนสภาโอลิมปิกแห่งเอเชีย (โอซีเอ) ในฐานะเจ้าของเกม ต้องมีการคัดเลือกเมืองที่จะรับหน้าที่จัดกันใหม่ และสุดท้ายก็เป็นกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซีย ที่ได้เป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ กรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียเคยจัดกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 4 ในปี 1962 มาแล้ว ครั้งนี้จึงเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ของอินโด- นีเซีย ที่ได้จัดเกมใหญ่ในระดับเอเชีย

เอเชียนเกมส์ที่จะเริ่มในเดือน ส.ค. เจ้าภาพอินโดนีเซีย กำหนดจัดการแข่งขัน 39 ชนิดกีฬา ได้แก่ กีฬาทางน้ำ (กระโดดน้ำ, ว่ายน้ำ, ระบำใต้นำ และโปโลน้ำ), ยิงธนู, กรีฑา, แบดมินตัน, เบสบอล (เบสบอล และซอฟต์บอล), บาสเกตบอล, บริดจ์, โบว์ลิ่ง, มวยสากลสมัครเล่น, เรือแคนู, (สปรินต์ และสลาลม), จักรยาน (บีเอ็มเอ็กซ์, เสือภูเขา, ถนน และลู่), ขี่ม้า (ขี่ม้า, ศิลปะบังคับม้า และกระโดดข้ามเครื่องกีดขวาง), ฟันดาบ, ฮอกกี้, ฟุตบอล, กอล์ฟ, ยิมนาสติก (สากล, ลีลา และแทรมโพลีน), แฮนด์บอล, ยูโด, กาบัดดี้, คาราเต้โด, กีฬาศิลปะการป้องกันตัว (ยูยิตสู, ปันจักสีลัต และวูซู), ปัญจกีฬาสมัยใหม่, เรือพาย, รักบี้, เรือใบ, เซปักตะกร้อ, กีฬาปีนหน้าผา, ยิงปืน, สควอช, เทเบิลเทนนิส, เทควันโด, เทนนิส (เทนนิส และซอฟต์เทนนิส), ไตรกีฬา, วอลเลย์บอล (ในร่ม และ ชายหาด), ยกน้ำหนัก, มวยปล้ำ, เจ็ตสกี และร่มร่อน ชิงชัยรวม 426 เหรียญทอง

“บิ๊กจา” พล.ต.จารึก อารีราชการัณย์ รองประธานและเลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิกแห่งประเทศไทยฯ เปิดเผยว่า ตนพร้อมด้วยชีค อาหมัด อัล ฟาฮัด อัล ซาบาห์ ประธานโอซีเอ เดินทางไปพบประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซีย รวมทั้งรองประธานาธิบดี และประธานคณะกรรมการโอลิมปิก เพื่อพูดคุยเรื่องการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 18 มาแล้ว หลังจากที่อินโดนีเซียมีปัญหาภายในเรื่องการทุจริต ทางประธานาธิบดีแห่งอินโดนีเซียได้ยืนยันว่า ได้มีการแก้ไขปัญหาภายในแล้ว และรับปากว่าทุกอย่างจะดำเนินการไปอย่างเรียบร้อย “อินโดนีเซียยืนยันความพร้อมว่าจะจัดการแข่งขันกีฬาเอเชียน เกมส์ได้ และทุกอย่างได้ดำเนินการไปตามขั้นตอนแล้ว ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มมีการทยอยแจ้งอีเวนต์ของการแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆเข้ามาบ้างแล้วว่า จะมีการจัดการแข่งขันในช่วงวันที่เท่าไร แต่อีเวนต์ทั้งหมดก็ยังไม่นิ่ง” พล.ต.จารึกกล่าว

ขณะที่มหกรรมใหญ่ต่อมาเป็นกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 3 ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 6-18ต.ค.นี้ ที่กรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา

สำหรับกีฬาโอลิมปิกเยาวชน เป็นมหกรรมกีฬานานาชาติในระดับเยาวชนที่คณะกรรมการโอลิมปิกสากล (ไอโอซี) เจ้าของเกม มุ่งหวังให้มีการพัฒนากีฬาในระดับเยาวชน ซึ่งในปีนี้จัดเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ต่อจากครั้งแรก ที่ประเทศสิงคโปร์ ในปี 2010 และครั้งที่ 2 ที่เมืองหนานจิง ประเทศจีน ปี 2014 ซึ่งนักกีฬาสายเลือดใหม่ทีมชาติไทยเข้าร่วมการแข่งขันมาอย่างต่อเนื่อง และทำผลงานในแต่ละครั้งออกมาได้ดี เป็นที่น่าชื่นชมมากทีเดียว

ส่วนใน “บัวโนสไอเรส 2018” เจ้าภาพอาร์เจนตินา จัดให้มีการแข่งขัน 31 ชนิดกีฬา ประกอบด้วย กรีฑา, กอล์ฟ, กีฬาทางน้ำ (กระโดดน้ำ และว่ายน้ำ), ขี่ม้า, คาราเต้, จักรยาน, ไตรกีฬา, เทควันโด, เทนนิส, เทเบิลเทนนิส, บาสเกตบอล, แบดมินตัน, ปัญจกีฬาสมัยใหม่,ปีนผา, ฟันดาบ, ฟุตซอล, มวยปล้ำ, มวยสากลสมัครเล่น, ยกน้ำหนัก, ยูโด, ยิงธนู, ยิงปืน, ยิมนาสติก (กายกรรม, แทรมโพลีน, ลีลา และศิลป์), รักบี้ฟุตบอล 7 คน, เรือแคนู, เรือใบ, เรือพาย, ลีลาศ, วอลเลย์ บอลชายหาด, แฮนด์บอลชายหาด และฮอกกี้ ชิงชัยรวม 239 เหรียญทอง

นอกจากนี้ ยังมีมหกรรมกีฬาโอลิมปิก ฤดูหนาว ครั้งที่ 23 ระหว่างวันที่ 9-25 ก.พ.นี้ ที่เมืองพยองชาง ประเทศเกาหลีใต้ และกีฬาคนพิการเอเชียนพาราเกมส์ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 6-13 ต.ค.นี้ ที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย โดยเจ้าภาพคาดว่าจะมีนักกีฬา 4,000 คน จาก 42 ชาติสมาชิกเข้าร่วมแข่งขันใน 17 ชนิดกีฬา อยู่ในปฏิทินของปี 2018 อีกด้วย

สำหรับการเตรียมการของนักกีฬาทีมชาติไทย นายณัฐวุฒิ เรืองเวส รองผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) ฝ่ายกีฬาเป็นเลิศและวิทยาศาสตร์การกีฬา กล่าวว่า ในปี 2018 ทัพนักกีฬาไทย มีโปรแกรมเข้าร่วมการแข่งขัน 4 มหกรรมกีฬา เริ่มจากโอลิมปิกเกมส์ ฤดูหนาว กกท.ได้เตรียมงบประมาณในการส่งนักกีฬาเข้าร่วมคัดเลือก 15 ล้านบาท เกมนี้ไทยเราเข้าร่วมชิงชัยอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่าเรามีมาตรฐานที่หลากหลาย แม้ไม่ได้อยู่ในเขตหนาวก็ตาม โดยเวลานี้มีกีฬาสกีผ่านการคัดเลือกแล้ว 3 คน และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มจากนี้ โดยยังต้องรอการประกาศผลอย่างเป็นทางการต่อไป

“ส่วนเอเชียนเกมส์ กกท.ใช้งบประมาณในการเตรียมนักกีฬาร่วมกับโครงการโรดทูโตเกียว โอลิมปิกเกมส์ 2020 อยู่ที่ประมาณ 717 ล้านบาท ซึ่งนักกีฬาเตรียมการฝึกซ้อมมาต่อเนื่อง และจากผลงานเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ไทยเราได้ 12 เหรียญทอง เป็นอันดับ 6 ของเอเชีย ครั้งนี้ต้องไม่น้อยไปกว่าเดิม แต่โอกาสที่จะขยับเป็นอันดับ 5 คงต้องใช้เวลา เพราะครั้งก่อนอิหร่านที่ได้อันดับ 5 ได้ไปมากถึง 21 เหรียญทอง มากกว่าเราเท่าตัว อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้มีการแข่งขันกลุ่มกีฬาต่อสู้เยอะ ก็ต้องเร่งให้กลุ่มกีฬานี้พัฒนาให้มากกว่าเดิม”

รองผู้ว่าการ กกท.กล่าวต่อว่า ขณะที่ยูธโอลิมปิกเกมส์ กกท.สนับสนุนงบประมาณในการเตรียมทีม 80 ล้านบาท นักกีฬาของสมาคมกีฬาต่างๆเริ่มทยอยผ่านการคัดเลือก ไม่ว่าจะเป็นยกน้ำหนัก เทเบิลเทนนิส และแฮนด์บอล เป็นต้น โดยคาดว่า ประมาณเดือน มิ.ย.นี้ จะทราบจำนวนทั้งหมดที่แน่นอนของทัพไทย ส่วนเป้าหมายครั้งที่แล้ว ไทยได้สิทธิ์ไปแข่ง 37 คน ใน 13 ชนิดกีฬา ทำไปได้ 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง อยู่อันดับ 18 แน่นอนว่าครั้งนี้ต้องทำให้ได้ไม่น้อยไปกว่าเดิม ส่วนเอเชียนพาราเกมส์ใช้งบประมาณเตรียมนักกีฬา 70 ล้านบาท ครั้งที่แล้วได้ 21 เหรียญทอง อยู่ในอันดับ 6 ของเอเชีย ครั้งนี้น่าจะ ขยับขึ้นไปอยู่ท็อป 5 ของเอเชียได้

“ช่วงปีที่ผ่านมาและจากนี้ไป การเตรียมนักกีฬาของไทยจะอยู่ในช่วงสร้างความแข็งแกร่ง จะเป็นการสร้างดาวรุ่งขึ้นมาทดแทน ที่ผ่านมา กกท.มีงบประมาณจำกัด การส่งไปแข่งขันในเกมต่างๆ จะให้โอกาสนักกีฬาที่มีความหวังไปก่อน แต่ตอนนี้เรามีงบประมาณจากกองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ เข้ามาเพิ่มเติม มีงบประมาณมากกว่าเดิม จึงเปิดโอกาสให้นักกีฬามากขึ้น ให้โอกาสดาวรุ่งได้ก้าวขึ้นมาทดแทนคนที่กำลังโรยราไปด้วย ดังนั้น ในเอเชียนเกมส์ครั้งนี้ จึงจะเป็นเวทีทดสอบพัฒนาการที่สำคัญ จะมีการประเมินว่าเมื่อให้โอกาสแล้วเป็นเช่นไร ผลที่ออกมาจะชี้ว่า กกท.จะต้องปรับแผนการเตรียมนักกีฬาในอนาคตอย่างไร” นายณัฐวุฒิกล่าว

ทั้งหมดนี้ เป็นเกมการแข่งขันรายการใหญ่ๆ ที่สามารถติดตามผลการแข่งขันได้จากศึกฟุตบอลโลก 2018 ว่าใครจะคว้าแชมป์ไปครอง รวมไปถึง เตรียมพร้อมที่จะเชียร์นักกีฬาทีมชาติไทยของเรา ซึ่งจะลงแข่งขันในมหกรรมกีฬาต่างๆอย่างเอเชียน เกมส์ และยูธโอลิมปิกเกมส์ รวมไปถึงโอลิมปิกฤดูหนาว และเอเชียนพาราเกมส์ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า

ความสุขของคอกีฬารออยู่ข้างหน้า ได้เชียร์กันสนุกตลอดปีนี้...แน่นอน.

“กราวกีฬาไทยรัฐ”