วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปีแห่งการปฏิรูปตำรวจ คงอำนาจสอบสวน

รอบปีที่ผ่านมาเป็นความคาดหวังของสังคมโครงการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบายรัฐบาล คสช. โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ อดีต ผบ.สส. เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ จะมีหน้าตาแบบไหน

ประเด็นที่เถียงกันมาก เป็นเรื่องโอนย้ายงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจไปให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบ ตำรวจป่าไม้ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจรถไฟ ตำรวจทางหลวง งานจราจร ตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ตรวจคนเข้าเมือง หรือภารกิจอื่นที่ไม่ใช่งานป้องกันปราบปรามโดยตรงกับงานตำรวจ

ส่วนเรื่อง ความเป็นอยู่ สวัสดิการตำรวจ การเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน กลับไม่พูดถึง ทุกครั้งที่มีเหตุตำรวจเกี่ยวข้อง “คนนอก” ออกมา ผสมโรง โหนกระแส เรียกร้องให้ลดทอนอำนาจตำรวจ ทั้งที่ไม่มีความรู้เรื่องตำรวจ และไม่เคยสอบถามหน่วยงานที่จะรับโอนว่าพร้อมรับโอนด้วยหรือไม่

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พูดไม่ได้มาก เพราะเป็นนโยบายลงมา พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง ยืนยันว่า “ทุกหน่วยงานของตำรวจมีความสำคัญ ในการปฏิบัติหน้าที่ ในการปกป้องดูแลความปลอดภัยของประชาชน ถ้าให้โอนพร้อมโอน แต่ได้ทำหนังสือไปยังทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพร้อมรับโอนภารกิจของ ตร.หรือไม่ ได้รับคำตอบทุกหน่วยงานไม่พร้อมรับโอน ไม่ชำนาญ เห็นว่าอยู่กับตำรวจดีอยู่แล้ว”

มอบ พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รอง ผบ.ตร. เป็นประธานพิจารณาปรับโครงการตำรวจ ร่วมกับผู้ปฏิบัติทุกหน่วย เสนอความเห็นของตำรวจออกมา แต่ผู้ใหญ่บางคนไม่ยอมฟัง ไปคล้อยตาม “คนนอก” ที่อยากจะลดอำนาจตำรวจ ทั้งที่หน่วยอื่นไม่อยากรับโอน เมื่อโอนย้ายไปเกิดผลเสียหายตามมา ประชาชนเดือดร้อนใครรับผิดชอบ ปฏิรูปไปแล้วแก้ไขอะไรไม่ได้

เข้าตำรา “คนทำไม่ได้คิด คนคิดไม่ได้ทำ”

เสียงตำรวจส่วนใหญ่ ให้ทบทวน รับฟังข้อมูลจากผู้ปฏิบัติ คนทำงานต้องการอะไร ไม่ใช่ฟัง “คนนอก” ที่ไม่รู้เรื่อง คิดใช้อำนาจสั่งอย่างเดียว พอเกิดความผิดพลาด ขอให้มีคนรับผิดชอบ

ส่วนอีกประเด็นที่แรงไม่แพ้กัน การปฏิรูปงานสอบสวน ต้นทางแห่งกระบวนการยุติธรรม นักวิชาการ นักกฎหมายบางคนเรียกร้องให้แยก งานสอบสวน ออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เหตุผล ประชาชนจะได้รับความยุติธรรมมากขึ้น ไม่มีการจับแพะ ไม่มั่นใจตำรวจ แต่ไม่ได้ยืนยันว่า ถ้าแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจไปให้หน่วยงานอื่นทำ จะไม่มีการจับแพะหรือมีความยุติธรรมทุกคดี

การสอบสวน คือ การรวบรวมหลักฐาน เพื่อพิสูจน์การกระทำความผิดของผู้ต้องหา กฎหมายให้อำนาจไว้มากมาย พนักงานสอบสวนมีบทบาทชี้เป็นชี้ตายในคดีได้ จึงไม่แปลกใจที่ทุกหน่วยงานอยากได้อำนาจการสอบสวนไปครอบครอง

หากแยกงานสอบสวนออกจากตำรวจเชื่อว่า ประสิทธิภาพ พยานหลักฐานต่างๆ จะลดลงหรือไม่ เป็นสิ่งที่สังคมต้องร่วมกันคิด ไม่ใช่ไปหลงเชื่อตามนักวิชาการที่ไม่เคยลงไปสัมผัสงานตำรวจ

ตำรวจมีอำนาจในการสืบสวนคู่กับการสอบสวน คดีใหญ่ๆ เช่น คดีระเบิดราชประสงค์ หากการสอบสวนไม่อยู่กับตำรวจ ให้หน่วยงานอื่นมีหน้าที่สอบสวน แต่ตำรวจสืบสวนไป ฝ่ายสอบสวนสืบสวนไม่เดินคู่กันไป การคลี่คลายคดีทำไม่ได้ คดีจะเกิดทางตัน ประชาชนจะได้รับความยุติธรรมเพิ่มขึ้นได้อย่างไร

การเปิดหน่วยงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่เป็นหน่วยงานพิเศษผดุงความยุติธรรมของสังคม ที่มาคานอำนาจการสืบสวนสอบสวน เลือกรับแค่คดีสำคัญไม่กี่คดี สุดท้ายไม่พ้นถูกสังคมสงสัย

รัฐบาลเห็นปัญหา พล.อ.ประยุทธ์ นายกรัฐมนตรี ให้คณะปฏิรูปตำรวจประเด็นงานสอบสวน โดยอยู่กับตำรวจ คดีสำคัญผู้เสียหายไม่ได้รับความเป็นธรรม ร้องเรียนอัยการมาทำคดีได้ตั้งแต่ต้น ให้คณะกรรมการปฏิรูปลงไปดูแลความเป็นอยู่ของพนักงานสอบสวน เติบโตตามสายงานสอบสวน ตั้งแต่ระดับ ร.ต.ต.ถึง พล.ต.อ.

พนักงานสอบสวนใช้ดุลพินิจ สั่งคดีทุกคดีเป็นอิสระ ล้วงลูกไม่ได้

ล่าสุดคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจมีมติถ่ายโอนอำนาจแบ่งเป็น 5 กลุ่ม 1.ภารกิจที่สมควรถ่ายโอนภายใน 3 ปี ได้แก่ ด้านการจราจร โอนให้กรุงเทพมหานครเทศบาลต่างๆ ภารกิจการป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากรและสรรพสามิต โอนให้กรมศุลกากรและกรมสรรพสามิต ภารกิจป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โอนให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภารกิจป้องกันปราบปรามการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค โอนให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงอุตสาหกรรม

2.ภารกิจที่สมควรถ่ายโอนภายใน 5 ปี ภารกิจด้านป้องกันปราบปรามการกระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวง ขนส่งทางบกและรถยนต์ โอนให้กระทรวงคมนาคม ภารกิจด้านป้องกันปราบปรามอาชญากรรมการกระทำผิดอาญาทางน้ำ โอนให้กรมเจ้าท่า 3.ภารกิจที่สมควรถ่ายโอนอย่างมีขั้นตอน ได้แก่ ภารกิจด้านป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการละเมิดลิขสิทธิ์ โอนให้กรม ทรัพย์สินทางปัญญา ภารกิจด้านการกระทำผิดเกี่ยวกับการท่องเที่ยวโอนให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

4.ภารกิจที่สมควรให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติร่วมกับตำรวจ คือ ภารกิจด้านป้องกันปราบ ปรามการกระทำผิดบนรถไฟ ภารกิจด้านป้องกันปราบปรามการกระทำผิดทางเทคโนโลยี 5.ภารกิจตำรวจตรวจคนเข้าเมือง อยู่ระหว่างพิจารณารายละเอียดของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

ทุกภารกิจการถ่ายโอนต้องให้เสร็จ และเสนอคณะกรรมการภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้เสร็จสมบูรณ์และนำเสนอคณะรัฐมนตรีวันที่ 3 เมษายน 2561

สรุปแล้วอำนาจหน้าที่ของตำรวจจะปฏิบัติเฉพาะส่วนการปราบปรามจับกุมคดีอาชญากรรม และทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ลดทอนอำนาจตำรวจลงมา เมื่อออกเป็นกฎหมายแล้ว หน่วยงานที่รับโอนต้องทำหน้าที่ จะบอกว่าไม่พร้อมรับโอนไม่ได้ จะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

ภารกิจป้องกันปราบปราม ไม่ใช่แค่ทำตามกฎหมาย เป็นศาสตร์และศิลป์ ความรู้ ความชำนาญ ยุทธวิธีในการสืบสวน จับกุมล้วนเกิดจากประสบการณ์ที่สะสมมา หน่วยงานใหม่ไม่พร้อมรับไปทำ เกิดความสูญเสียประชาชนผู้บริสุทธิ์ไม่ได้รับความเป็นธรรมจริง ใครรับผิดชอบ เจ้าหน้าที่ที่รับโอนไปไม่มีความมั่นใจ ไม่ชำนาญ “เกียร์ว่าง” ไม่จับกุมใคร เป็นช่องว่างให้โจรผู้ร้ายใช้ในการกระทำความผิดมากขึ้น

การปฏิรูปตำรวจเป็น “ดาบสองคม” หากลองเสี่ยงให้หน่วยงานอื่นรับหน้าที่ไปทำแทนตำรวจ ถ้าเกิดข้อผิดพลาด ความเสียหายอย่างใหญ่หลวงจะตกที่พี่น้องประชาชน ใครรับผิดชอบ อยากให้คำนึงถึงประชาชนให้มากที่สุด การปฏิรูปตำรวจแบบไหน ประชาชนจะได้รับประโยชน์

ไม่ใช่นั่งคิดกันไปเอง ประชาชนคงไม่อยากให้คนที่ไม่พร้อมมาทดลอง “ฝึกงาน” ป้องกันปราบปรามดูแลความปลอดภัยของประชาชน ลองผิดลองถูก ปรับแบบเดิมให้ลงตัวดีกว่า.

ทีมข่าวอาชญากรรม

รอบปีที่ผ่านมาเป็นความคาดหวังของสังคมโครงการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามนโยบายรัฐบาล คสช. 31 ธ.ค. 2560 13:03 31 ธ.ค. 2560 13:04 ไทยรัฐ