วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แลหน้าการเมือง 2561 : ปีอำนาจผกผัน

พระอาทิตย์ทอแสง วันแรกของศักราชใหม่ 1 มกราคม ทั่วโลกถือเป็นวันเริ่มต้นนับหนึ่ง

“ทีมการเมืองไทยรัฐ” จึงขอใช้โอกาสในวันเริ่มต้นปีใหม่ 2561 มองไปข้างหน้า ประเมินสถานการณ์วิเคราะห์แนวโน้มการเมืองที่จะเป็นไปใน 365 วันจากนี้

ตามบทสรุปที่ทีมของเราชี้ว่าเป็น “ปีอำนาจพิเศษผกผัน”

นั่นก็ด้วยเงื่อนไขสถานการณ์ที่ย่างเข้าสู่ปีที่ 4ของรัฐบาล ภายใต้การนำของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.

ถ้าเทียบกับรัฐบาลจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย นี่คือปีสุดท้ายตามเทอมรัฐบาล 4 ปี

ถึงจุดนี้ต้องเข้าสู่โหมดการเตรียมพร้อมไปสู่การเลือกตั้ง

คืนอำนาจให้ประชาชนตามกติการัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ดี โดยสถานการณ์ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ภายใต้อำนาจพิเศษของผู้นำ “รัฏฐาธิปัตย์”

แม้จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว แต่ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้คณะรัฐมนตรี คสช. สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) อยู่ต่อไปจนกว่าจะมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลชุดใหม่

ผู้นำอำนาจพิเศษยังมีอำนาจคาบลูกคาบดอกกับรัฐธรรมนูญ

“นายกฯลุงตู่” ยังถือดาบมาตรา 44 เป็นดาบสารพัดนึกอยู่ในมือ

อีกทั้งยังมีการวางกติกาการเข้าสู่อำนาจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป แนวโน้มเอื้อให้ฝ่ายคุมเกมอำนาจพิเศษชุดปัจจุบันกลับมาคุมเกมบริหารต่อในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างน้อย 5 ปี

จุดนี้เองที่ยากต่อการประเมินเงื่อนไขสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนซ่อนเหลี่ยมเกมอำนาจ

ยึดตามแบบแผนปกติตามกติกาประชาธิปไตยไม่ได้

ก็ขนาดที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ย้ำสัญญาประชาคมให้ได้ยินไปทั่วโลกว่า จะประกาศวันเลือกตั้งในเดือนมิถุนายน 2561 และเข้าคูหาลงคะแนนเลือกตั้งกันในเดือนพฤศจิกายนปลายปี

พูดชัดแบบนี้ สภากาแฟหลายวงก็ยังไม่แน่ใจ

ส่วนใหญ่ค่อนข้างไม่เชื่อด้วยว่าจะมีการเลือกตั้งตามปฏิทินที่ผู้นำ คสช.ประกาศ

เบื้องต้นเลย คาดการณ์จากปรากฏการณ์ที่ผู้นำคสช.ยังดึงจังหวะยึกยัก ไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองดำเนินกิจกรรมได้อย่างเต็มรูปแบบตามปกติ ขณะที่พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมีผลบังคับใช้แล้ว

แนวโน้มตามประกาศมาตรา 44 ที่ค่อยๆคลายล็อกให้จดทะเบียนตั้งพรรคการเมืองใหม่ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2561 จากนั้นอีก 1 เดือนคือวันที่ 1 เมษายน 2561 ค่อยปลดล็อกให้ป้อมค่ายการเมืองเก่าอัพเดตคุณสมบัติสมาชิกพรรคภายใน 30 วัน ส่วนการเตรียมเลือกตั้งค่อยไปลุ้นกันในเดือนมิถุนายน

ตามรูปการณ์ “หน่วงเวลา” ลักษณะตรงกับที่ฝ่ายตีปี๊บดักทาง คสช.จ้องยื้อเลือกตั้ง

เพราะมันมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ในเมื่อวันเวลามันกระชั้นเข้าไปทุกขณะ แต่สิ่งที่ผู้นำ คสช.ดำเนินการมันสวนทางกับบรรยากาศที่จะปูทางไปสู่โหมดเลือกตั้ง

ย้อนแย้งกับที่ “บิ๊กตู่” ท่องคาถา ทุกอย่างเป็นไปตามโรดแม็ป

อย่างไรก็ตาม โดยจังหวะที่จะต้องเกิดขึ้นก่อนเลยในช่วงต้นปี 2561 ก็คือการเลือกตั้งระดับท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด เทศบาล รวมถึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ คสช.ส่งสัญญาณไฟเขียวให้ดำเนินการ

แน่นอนด้านหนึ่งก็ผ่องสถานการณ์อัดอั้นอำนาจพิเศษ อีกมุมหนึ่งก็เพื่อหยั่งกระแส

ประเมินโอกาสแพ้-ชนะเทียบกับสนามใหญ่ได้ระดับหนึ่ง

หรือถึงที่สุดเลย ถ้าผลการเลือกตั้งท้องถิ่นออกมา ส่อเค้าว่าขุมข่ายนักการเมืองพันธุ์เดิม โดยเฉพาะเครือข่ายอำนาจเก่ายังยึดพื้นที่อย่างเหนียวแน่น

ตามแผน คสช.ก็ยังปรับยุทธวิธีตรึงสนามเลือกตั้ง ส.ส.อยู่ต่อไป

อบจ. อบต. หรือแม้แต่ผู้ว่าฯ กทม.ก็ยังอยู่ใต้อาณัติของกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่ ส.ส.ที่จะเข้ามายึดสภา ลุยพลิกคว่ำกฎหมาย ทำลายยุทธศาสตร์ที่ทีม “นายกฯลุงตู่” วางไว้

อย่างไรเสีย ทหารก็ไม่ยอมปล่อยให้ปฏิวัติเสียของซ้ำซาก

และจากจังหวะที่ผู้นำ คสช.เล่นเชิงกับนักการเมือง ไม่ปล่อยให้นักเลือกตั้งอาชีพได้ปักหลักตั้งตัวได้ง่ายๆ โยงเข้ากับเหลี่ยมที่ “นายกฯลุงตู่” และทีมงานที่เดินสายประชุม ครม.สัญจรต่างจังหวัด จัดคิวลงพื้นที่แก้ปัญหาความยากจนในภาคอีสาน เหนือ กลาง ใต้ แบบถี่ยิบในห้วงปี 2560 ที่ผ่านมา

ผ้าขาวม้าคาดเอว ขึ้นรถอีแต๊ก อ้อนพ่อยกแม่ยก พูดทีเล่นทีจริง ถ้าจะให้อยู่ต่อก็พร้อม

ลีลานักการเมืองอาชีพเต็มตัว

นั่นก็ฟันธงได้เลยว่า “พรรคทหาร” เกิดแน่ เพื่อเป็นต้นทุนหน้าตักส่วนตัวของ “นายกฯลุงตู่”

ดูแล้วคงจะเห็นเป็นรูปเป็นร่างในปี 2561 นี้

ตามยุทธศาสตร์หนีไม่พ้นต้องเดินตามเส้นทางที่ล็อกไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ เปิดช่องให้ คสช.คุมกลไกอำนาจผ่านการเลือกตั้ง ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปอีก 5 ปี

และแน่นอน เมื่อภาพพรรคทหารชัด มันก็จะนำมาซึ่งแรงกระแทกอย่างหนักหน่วงจากนักการเมือง

โดยเฉพาะค่ายประชาธิปัตย์ที่มีเงื่อนไขโยงใยนัวเนียกันอยู่ในส่วนของกองหนุนกองเชียร์ซ้ำซ้อน ก่อนอื่นคงต้องมีรายการหักดิบภายใน ระหว่างสาย “ชวน หลีกภัย–อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กับทีมของ “ลุงกำนัน” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำกลุ่ม กปปส. ที่สะท้อนท่าทีปันใจให้ “ลุงตู่”

ยี่ห้อประชาธิปัตย์จะสะเทือนมากสุดจากการก่อกำเนิดพรรคทหาร

ในสถานการณ์ที่ค่ายเพื่อไทย ลูกข่ายของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ก็คงนิ่งเฉยไม่ได้เหมือนกัน เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่จะกลับมาทวงอำนาจคืนต้องยากขึ้นไปอีก

ประกอบกับเงื่อนไขสถานการณ์การขอลี้ภัยของ “น้องปู” อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ยังไร้ความชัดเจน ตามรูปการณ์ที่เห็นได้ว่ารัฐบาล คสช.ยังตามกัดติด ไม่ปล่อยผีง่ายๆ

ไม่นับคดีของพรรคเพื่อไทยกรณีการจ่ายเงินเยียวยาม็อบเสื้อแดง แนวโน้มอดีต ครม.ชุด “ยิ่งลักษณ์” ส่อโดนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เชือดยกพวง

เหมาเข่งลูกข่าย “นายใหญ่” อีกลอตใหญ่

เส้นทางอนาคตของเพื่อไทยก็จ่อโดน “ล้างบาง” หนักกว่าประชาธิปัตย์

นั่นก็เป็นอะไรที่จะบีบให้นักการเมืองปรองดองอัตโนมัติ เพื่อไทย–ประชาธิปัตย์กอดคอลุยกับทหาร

ปลดล็อกหรือไม่ปลดล็อก คงต้องฟัดกันน้ำกระจาย

แถมยังมีแนวร่วมฝ่ายที่โค่น “ทักษิณ” ด้วยกันมา ตามอาการของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่หันกลับมาล่อเป้าคสช.เพราะรู้สึกถูกหักหลัง ไม่ได้รับการแชร์อำนาจแบ่งผลประโยชน์อย่างที่ทุ่มลงทุนลงแรงไป มีแต่ใกล้ติดคุก ล้มละลายหมดเนื้อหมดตัวจากการชดใช้ค่าเสียหายคดียึดสนามบิน

ทักษิณ–ประชาธิปัตย์–พันธมิตร จะแปรรูปขบวนเข้าหา “นายกฯลุงตู่”

ตามเกมยุทธ์ต้องล็อกเป้าที่ “จุดสลบ” รัฐบาลทหาร คสช.

นั่นคือการไล่บี้ “ขยายแผล” ของ “พี่ใหญ่” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม “พี่รอง” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ที่ถูกเขี่ยหัวเชื้อบาดทะยักไว้

เตะตัด “ขาค้ำยัน” อำนาจพิเศษ ประจานภาพหมองๆของทหารไม่ต่างจากที่ด่านักการเมือง

ย้ำ “ต่อมเบื่อ” ชาวบ้าน เขย่าขาลงรัฐบาล

ตามเงื่อนไขสถานการณ์ปี 2561 ภาระอันหนักอึ้งจะตกไปอยู่กับ “จอมยุทธ์กวง” นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ กัปตันทีมเศรษฐกิจ อีกหนึ่ง “ขาค้ำยัน” ที่จะต้องออกแรงประคองปีกรัฐบาล

พร้อมๆกับภารกิจในการกรุยทางให้ “นายกฯลุงตู่” ไปต่อ

โดยภาพรวม “เดิมพัน” อยู่ที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจตามเงื่อนไขสถานการณ์ ถ้า “กัปตันสมคิด” โชว์ฟอร์มได้อย่างที่เจ้าตัวประกาศบนเวทีปาฐกถาพิเศษ “โอกาสประเทศไทย 2018” ช่วงท้ายปี ตีธงอย่างมั่นใจเลยว่า ปี 2561 จะเป็นปีที่ดีทางเศรษฐกิจ ที่เราสามารถเทก–ออฟ โดยเฉพาะไตรมาส 1 สำคัญที่สุด

ล้อไปกับยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลใส่เกียร์เดินหน้ามาตรการ “อัดฉีด” เศรษฐกิจฐานราก ทั้งการใช้งบองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นนับแสนล้านกระตุ้นสภาพคล่อง การเพิ่มเงินให้ผู้มีรายได้น้อยผ่านโครงการประชารัฐสวัสดิการ ขณะที่สถานการณ์ราคาข้าวในตลาดเริ่มกระเตื้อง

เรื่องของเรื่อง ถ้า “สมคิด” แก้โจทย์ปัญหาปากท้องได้ เพิ่มเครดิตไปเสริมภาพรวมทางเศรษฐกิจที่กำลังติดลมบน ทั้งตัวเลขจีดีพี การส่งออกที่เป็นบวก ลำดับความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น ไหนจะสถานการณ์ดุลอำนาจการเมืองโลกที่เอื้อกับประเทศไทย ฯลฯ

มันก็เป็นอะไรที่เก่งบวกเฮง ยากจะฉุดทีมงาน “ลุงตู่” อยู่

แต่ในวงเล็บ มันก็อย่างที่ “กัปตันสมคิด” ทิ้งทุ่นไว้ เมื่อมันกำลังจะเทก–ออฟ อย่าให้มีอะไรมาฉุด

ทุกอย่างไปได้ดีแน่ ยกเว้นมีบางสิ่งที่ไม่ปรารถนา

ถ้าสถานการณ์ออกตรงกันข้าม วิกฤติรอบใหม่จะตลบกลับรุนแรงกว่าเดิม.

“ทีมการเมือง”

พระอาทิตย์ทอแสง วันแรกของศักราชใหม่ 1 มกราคม ทั่วโลกถือเป็นวันเริ่มต้นนับหนึ่ง 31 ธ.ค. 2560 12:30 31 ธ.ค. 2560 12:30 ไทยรัฐ