วันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'เอนก' โพสต์ ฉายภาพการเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง

"เอนก" ฉายภาพการเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยกสถานะพระมหากษัตริย์ยิ่งใหญ่กว่าทฤษฎีรัฐธรรมนูญ เปรียบเป็น "ราชาธิปไตย" ระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตย หรือระบอบเผด็จการยึดอำนาจ ล้วนต้องขอพึ่งพิง ขอการรับรองความเห็นชอบ...




เมื่อวันที่ 30 ธ.ค. 60 นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ ประธานคณะทำงานปฏิรูปด้านการเมือง โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ถึงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ระบอบทหาร กับ ราชาธิปไตย ว่า ประเทศสยาม หรือไทยนั้น ตั้งแต่ 24 มิถุนายน 2475 ตั้งใจจะเป็นระบอบรัฐธรรมนูญ หรือ ระบอบประชาธิปไตย แต่เอาเข้าจริงต้องมีรัฐบาลทหาร หรือรัฐบาลที่ทหารหนุนหลังมาสลับฉากอยู่เสมอ แต่สิ่งที่ต่อเนื่องกว่า ยืนยงกว่า และชอบธรรมมากกว่า ทั้งกว่าประชาธิปไตย และกว่าเผด็จการ และไม่เคยสะดุดหยุดล้มเลย ตลอด 85 ปีที่ผ่านมา ก็คือ "ราชาธิปไตย" คือ การปกครองอันมีสถาบัน และมีองค์พระมหากษัตริย์เป็นแก่นสาร หรือเป็นเสาหลักของระบอบ



ราชาธิปไตย ในรอบ 85 ปีผ่านมา เป็นปรมิตตาญาสิทธิราชย์ หรือ Limited Monarchy โดยอยู่เคียงคู่ หรืออยู่ใต้กำกับรัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย และเคียงคู่กับระบอบเผด็จการ-อำนาจทหาร ด้วยตลอด 70 ปี อันยาวนานของรัชกาลที่ 9 มีการยึดอำนาจสลับกับการเลือกตั้ง ความชอบธรรมทางการเมืองที่ประชาชนมีให้แก่ระบอบเลือกตั้ง และระบอบยึดอำนาจนั้น มีเกือบจะเท่าๆ กัน และกล่าวได้ชัดถ้อยชัดคำว่า มีให้ "ไม่มาก" เลย น่าเสียใจครับ แทนนักประชาธิปไตย แทนคณะราษฎร 



ในทางกลับกัน เป็นที่พิศวง และผู้คนในยุค 2475-2493 นั้น ย่อมไม่ฝันจะได้เห็น คือ พระมหากษัตริย์ ทั้งที่ทรงเป็นองค์บุคคล และที่เป็นสถาบัน และที่เกือบจะต้องสิ้นสุด หรือยุติไปหลายครั้ง กลับยืนหยัดอยู่ได้ ผ่านร้อนผ่านหนาวกลับมา "ยิ่งใหญ่" อีกได้ กล่าวได้ครับว่า "ปรมิตตาญาสิทธิราชย์" ในขณะนี้ ยิ่งใหญ่ และมหาชนยอมรับยิ่งกว่า "สมบูรณาญาสิทธิราชย์" ของ ร.7 เป็นล้นพ้น



ขอให้ย้อนคิดถึงวันคืนอันสุดแสนจะ "วิกฤต" ของราชาธิปไตย เมื่อ 24 มิถุนายน ปี 2475 ล้นเกล้ารัชกาลที่ 7 ทรงจำยอมรับอำนาจของคณะราษฎร ยอมประทับอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และ ลองคิดต่อถึงวันคืนที่ "มืดมน" ของกบฏบวรเดช ที่ปฐมกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญพระองค์นี้ ต้องถูกรัฐบาลสงสัยว่าทรงมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วย ที่สุด ทรงสละราชสมบัติอย่างรันทด เมื่อปี 2477 กล่าวเพื่อให้กระจ่างที่สุดได้ว่า สถานะ และ ความอยู่รอดของสถาบันพระมหากษัตริย์สยามในขณะนั้น "ง่อนแง่น" มาก จะล้มมิล้มแหล่ก็ว่าได้ ต่อมา เลวร้ายกว่านั้น ยังมีกรณีล้นเกล้า ร.8 สววรคตอย่างคาดไม่ถึง และ ต้องทราบว่า ร.9 เสด็จขึ้นครองราชย์ต่อในภาวะที่ยังไม่เป็นที่กระจ่างว่า สมเด็จพระเชษฐาธิราชสววรคต ด้วยเหตุอันใด และขณะที่เสด็จกลับมาเตรียมการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกนั้น การเมืองไทยก็ยิ่งออกห่างจากอุดมคติประชาธิปไตยไปอีกไกลโพ้น เมื่อคณะทหารได้ขึ้นเถลิงอำนาจต่อจากคณะราษฎรอย่างเปิดเผย ภาวการณ์ที่กล่าวมาล้วนไม่เป็นคุณต่อพระมหากษัตริย์และราชาธิปไตย ยิ่งกว่านั้น ในสมัยของจอมพลสฤษดิ์และจอมพลถนอมรวมเวลาถึง 16 ปี จาก ปี 2500-2516 นั้น ก็ เป็นที่ปรากฏชัดว่าบ้านเมืองมีรัฐธรรมนูญอยู่เพียงสองสามปี สถานภาพของพระมหากษัตริย์จึงไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรใดรับรองเป็นเวลานานมาก 



ทว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ และราชาธิปไตย กลับยังอยู่เป็นที่ยอมรับเป็นที่ศรัทธามากขึ้นเท่าทวีขึ้น แทบไม่มีอะไรมาหยุดยั้งได้ บทบาทของพระมหากษัตริย์ และอำนาจของพระองค์ท่าน โดยเฉพาะในยามที่การเมืองวิกฤต หรือ บ้านเมือง "ร้อนร้าย" อันสำคัญยิ่ง แต่ก็เป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญฉบับลายลักษณ์ไม่ได้ให้ไว้อย่างชัดเจน กลับกลายเป็นที่ยึดกุมของทุกฝ่าย ทุกส่วนของสังคม รวมทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายทหาร และราชการ แทบทุกฝ่ายล้วนเชื่อฟัง ล้วนปฏิบัติตาม เดินย่างตามรอยพระยุคลบาท อย่างน่าอัศจรรย์ 



สถาบันพระมหากษัตริย์อันน่าจะเป็นเพียงประมุขของรัฐที่เป็นทางการ ที่น่าจะเป็นเพียงพิธีกรรม พิธีการ หรือเป็นแค่ความสง่างามทางประเพณี กลับได้ "หัวใจ" ของทวยราษฎร์ไป การที่ทรงงานอย่างไม่หยุดพัก อย่างตรากตรำ หนักหน่วง จนดูไม่ เหมือน "มนุษย์ธรรมดา" เพื่อพสกนิกร และเพื่อบ้านเมืองของพระองค์ท่าน ประกอบกับหลักธรรมราชา หรือ ทศพิธราชธรรม และหลักธรรมาธิปไตยอันยิ่งใหญ่ ที่ทรงประพฤติ จึงได้รับความนิยม-ชมชอบ จากราษฎรมากขึ้นทบทวียิ่งขึ้น ราษฎรทั่วประเทศจึงต่างแสดงความจงรักภักดี และสุดท้าย บูชา สักการะพระองค์ท่านอย่างสุดหัวใจ



ความพิลึกอันสุดแสนจะพรรณนาของประวัติศาสตร์ 2475 ซึ่งโดยความตั้งใจ โดยเจตนารมณ์แล้ว คณะราษฎรต้องการสถาปนาระบอบประชาธิปไตย ล้มราชาธิปไตย แต่คงเหลือพระมหากษัตริย์เอาไว้ในฐานะประมุขแห่งรัฐที่ไม่มีอำนาจ หรือไม่มีบทบาทในกิจบ้านการเมือง แต่ผลลัพธ์: เหลือจะคะเนได้ ในที่สุดคณะราษฎรเองก็ยืนระยะให้ยาวนานไม่ได้ แตกแยก แตกหักกันเอง ต้องจบฉากไปเองอย่างสมบูรณ์แบบหลังปี 2500 แต่ที่จริง นับแต่ปี 2490 มา คณะผู้ก่อการนี้ก็แทบจะไม่เหลือบทบาทและอำนาจแล้ว เมื่ออดีตนายกรัฐมนตรีปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยหนีออกนอกประเทศ และจอมพล ป. พิบูลสงคราม แม้จะขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีก แต่ก็ด้วยอาศัยกำลังทหารเป็นสำคัญ



ในเวลาต่อมาจากปี 2500 มา "คณะปฏิวัติ" ที่แทบไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับคณะราษฎร และใช้ทหาร หรือกองทัพล้วนๆ เป็นฐาน โดยแทบไม่เห็นความสำคัญของรัฐธรรมนูญ อันประกอบด้วย จอมพลสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ครองอำนาจต่อมา แม้คณะนี้จะล้มในเวลาต่อมาอีก คือในปี 2516 จากพลังนักศึกษา และมีมูลเหตุจากปัจจัยภายในอื่นๆ ประกอบ แต่ฝ่ายนักการเมืองพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง ที่ปกครองประเทศอยู่ตั้งแต่ช่วงปี 2516 จนเกือบถึงปัจจุบัน ก็ไม่อาจจะลงหลักปักฐานที่มั่นคงได้ กลับต้องปกครองประเทศสลับกับคณะทหารชุดแล้วชุดเล่าที่มาจากการยึดอำนาจตลอดในช่วง ปี 2516 จนถึงปัจจุบัน แต่ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจจากการเลือกตั้ง หรือผู้มีอำนาจจากการยึดอำนาจ แทบทุกฝ่ายทุกกลุ่มล้วนไม่กล้าแตะต้อง ก้าวล่วง หรือท้าทาย องค์พระมหากษัตริย์ ล้วนต้องเข้าเฝ้าขอความเห็นชอบ และความสนับสนุนจากสถาบัน ล้วนต้องรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ จึงเข้าดำรงตำแหน่งได้ อย่างสง่างาม



ผิดหรือไม่ครับ ลองคิดดูครับ ถ้าเราจะกล่าวว่า 24 มิถุนายน 2475 นั้น ในความเป็นจริง และมองอยู่เฉพาะในตอนนี้นะครับ คือการเปลี่ยนผ่านจาก "ราชาธิปไตยแบบ ร.7" ซึ่งไม่ค่อยได้รับการยอมรับ และประกอบภารกิจที่ไม่ได้ผลมากนัก กลายมาเป็น "ราชาธิปไตยแบบ ร.9" ซึ่ง แม้จะต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ-ประชาธิปไตย โดยสลับตลอดเวลากับระบอบทหาร-การยึดอำนาจ แต่ก็ชอบธรรม และได้ผลยิ่ง 



สถานะของพระมหากษัตริย์ไทยนั้น ยิ่งใหญ่กว่าทฤษฎีรัฐธรรมนูญที่กล่าวว่า ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมคิดว่าควรจะเรียกระบอบของเราว่าเป็น "ราชาธิปไตย" หรือกล่าวให้ละเอียดถี่ถ้วนยิ่งขึ้นก็ได้ว่า เป็น "ปรมิตตาญาราชาธิปไตย" ที่ไม่ว่า ระบอบเลือกตั้ง-ประชาธิปไตย หรือระบอบเผด็จการ-ยึดอำนาจก็ตาม ล้วนต้องขอพึ่งพิง และขอการรับรอง หรือความเห็นชอบเสมอ.

"เอนก" ฉายภาพการเมืองไทยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ยกสถานะพระมหากษัตริย์ยิ่งใหญ่กว่าทฤษฎีรัฐธรรมนูญ เปรียบเป็น "ราชาธิปไตย" ระบอบเลือกตั้งประชาธิปไตย หรือระบอบเผด็จการยึดอำนาจ ล้วนต้องขอพึ่งพิง 30 ธ.ค. 2560 14:50 30 ธ.ค. 2560 15:10 ไทยรัฐ