วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทัพรถยนต์ไฟฟ้าบุกไทยแลนด์ 4.0

ช่วง 1–2 ปีนี้กระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงแซงทางโค้งนวัตกรรมยานยนต์ประเภทอื่นๆ

เนื่องจากความตื่นตัวในเรื่องมลพิษและการประหยัดพลังงาน

ยิ่งการที่รถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ “เทสล่า” ของสหรัฐฯไปโลด และผู้นำหลายๆประเทศในยุโรป สหรัฐฯ และจีน ได้สนับสนุนการทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ได้เป็นตัวเร่งให้ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มความคึกคัก

สำหรับบ้านเรา ความตื่นตัวในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าก็ไม่แพ้ชาติอื่น

อันมาจากการโหมกระแสของรัฐบาล “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ซึ่งได้มีนโยบายชัดเจนว่าจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์ใหญ่ของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารับกระแสโลกและสนองนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”

และจากการโหมกระแสของสื่อ ทั้งสื่อออฟไลน์ สื่อออนไลน์ และบรรดาโซเชียลมีเดียที่ปั่นกระแสจนทำให้คนไทยไม่น้อยหลงเคลิ้มว่า “รถยนต์ไฟฟ้า” จะมีราคาถูกอย่างเหลือเชื่อ!!

ราคาไม่ถูกอย่างที่คิด

โดยข้อเท็จจริงแล้ว สนนราคาของรถยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาสูงกว่ารถยนต์ที่บริโภคน้ำมัน รวมทั้งรถไฮบริด เนื่องจากมีเทคโนโลยีที่สูงกว่า

เพราะรถยนต์ไฟฟ้าที่จะสามารถวิ่งห้อบนท้องถนนจะต้องมีประสิทธิภาพการใช้งานได้จริง ต้องวิ่งได้ทางไกลไม่ต่ำกว่า 200-300 กม.ต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง รับประกันอายุแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 10 ปี (เนื่องจากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ามีราคาไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท) ให้อัตราเร่งและความเร็วไม่แพ้ รถเก๋งที่บริโภคน้ำมัน วิ่งได้ทุกสภาพถนนและที่ สำคัญต้องมีระบบความปลอดภัยเต็มพิกัด

จากปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ราคารถยนต์ไฟฟ้าอย่างเทสล่า จึงมีราคา สูง หากเข้ามาขายใน บ้านเราอย่างเป็นทางการจะมีราคาถึง 4–5 ล้านบาท (ขณะที่เบนซ์อีคลาส ที่บริโภคน้ำมัน มีราคาประมาณ 3 ล้านกว่าบาท)

หรืออย่างรถยนต์ไฟฟ้า “นิสสัน ลีฟ ใหม่” ที่ขับขี่ได้ไกลถึง 400 กม. ต่อการชาร์จไฟฟ้าครั้งเดียว หากมาขายในไทยจะมีสนนราคาประมาณ 2 ล้านบาท

รถเกีย โซล อีวี รถยนต์ไฟฟ้า 100% จากเกาหลีใต้ วิ่งได้ไกลถึง 250 กม.ต่อการชาร์จไฟฟ้าครั้งเดียว ซึ่งได้เปิดตัวเป็นทางการในบ้านเราที่งานมอเตอร์เอ็กซ์โป 2017 เมื่อปลายเดือน พ.ย.ปีนี้ ได้เคาะราคาไว้ที่ 2.97 ล้านบาท

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกประเทศต้องออกมาตรการ “ลดแลกแจกแถม” สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าทางการไทยเองก็รับรู้ปัญหาเหล่านี้ จึงได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อให้ราคาขายของรถยนต์ไฟฟ้าถูกลง และเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ค่ายรถยนต์แห่มาลงทุนจัดตั้งไทยเป็นฐานผลิตเพื่อ การส่งออกรถยนต์ไฟฟ้า

โดยมาตรการลดแลกแจกแถมที่ทางการไทยจัดให้แก่รถยนต์ไฟฟ้านั้น ยังได้แผ่อานิสงส์ไปยัง “รถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด” (รถยนต์ ลูกผสมที่ใช้ได้ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า แต่ยังสามารถเสียบปลั๊กชาร์จไฟฟ้าได้ ช่วยให้ประหยัดพลังงานมากขึ้นและวิ่งได้ไกลกว่า) ซึ่งได้รับส้มหล่นทำให้ราคารถยนต์ประเภทนี้พลอยถูกลงไปด้วย

เช่น ปอร์เช่ พานาเมร่า 4 E-Hybrid ราคา 9.4 ล้านบาท, พานาเมร่า 4 E-Hybrid สปอร์ต ทัวริสโม 9.5 ล้านบาท, พานาเมร่า 4 E-Hybrid เอ็กเซ็กคิวทีฟ 9.5 ล้านบาท และคาเยน E-Hybrid 7.5 ล้านบาท

ด้วยราคารถที่ถูกลงมามากนี่เอง ทำให้ยอดขายรถปอร์เช่ที่มีค่ายเอเอเอส ออโต เซอร์วิส เป็นผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่ผู้เดียวในไทย ทำยอดขายรถปอร์เช่ พุ่งทะลักมากขึ้น

จึงไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจที่หลายค่ายรถหรูได้หันมาทำตลาดรถประเภทนี้กันมากขึ้น

อาทิ ตั้งแต่เดือน มี.ค.ปีนี้ ค่ายเมอร์เซเดส–เบนซ์ (ประเทศไทย) ตัวแทนจำหน่ายรถเบนซ์อย่างเป็นทางการแต่ผู้เดียวในไทย เปิดตัวแบรนด์ “EQ” นำเสนอรถเบนซ์ปลั๊กอินไฮบริดหลากหลายรุ่นมานำเสนอ

ตลาดรถปีหน้าเดือด

แน่นอนว่านับตั้งแต่ปีหน้า (พ.ศ.2561) เป็นต้นไป ตลาดรถยนต์บ้านเราจะเพิ่มความคึกคักด้วยรถปลั๊กอินไฮบริดกันมากขึ้น เพราะหลายค่ายเตรียมนำรถประเภทนี้เข้ามาทำตลาดกันมากขึ้น

ขณะที่ในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้าเต็ม 100% จะมีหลายค่ายรถเพิ่มความสนใจในการทำตลาด ภายหลังจากที่ค่ายยนตรกิจ เกีย มอเตอร์ ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์เกียจากเกาหลีใต้อย่างเป็นทางการแต่ผู้เดียวในประเทศไทย ได้ประเดิมเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้าอย่างเป็นทางการเจ้าแรกในไทยเมื่อปลายเดือน พ.ย.ปีนี้

ที่เห็นๆคือค่ายนิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) มีแผนจะทำตลาดรถยนต์ไฟฟ้า “นิสสัน ลีฟ”

ขณะที่ค่ายรถยนต์จากประเทศจีนก็เตรียมจะยกทัพรถยนต์ไฟฟ้าเข้ามาทำตลาดรับอานิสงส์จากข้อตกลงการค้าเสรี อาเซียน-จีน ซึ่งทำให้ประเทศไทยต้องลดภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเหลือ 0% ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2561

หลับตาก็รู้ว่าปีหน้าสงครามตลาดรถยนต์ไฟฟ้าและรถปลั๊กอินไฮบริดในบ้านเราจะเดือดระอุ

ขณะเดียวกัน จากแนวโน้มของความคึกคักทั้งในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า 100% และรถปลั๊กอินไฮบริด ทำให้เริ่มมีภาคเอกชนหลายรายหันมาสนใจลงทุนสร้างสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า

อาทิ ตั้งแต่ปลายปีนี้ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด ในเครือบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EAได้เปิดตัว “โครงการสถานีอัดประจุไฟฟ้าสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า” ภายใต้เครื่องหมายการค้า “EA Anywhere” (อีเอเอนี่แวร์) ใช้ได้ทั้งรถปลั๊กอินไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า

ตั้งเป้าว่าภายในปีหน้าจะเปิดจุดปั๊มชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าให้ถึง 1,000 แห่ง

ตั้งสติก่อนสตาร์ต

อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถยนต์ไฟฟ้า 100% หรือรถปลั๊กอินไฮบริด จะต้อง “ตั้งสติก่อนสตาร์ต” ต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าและความเหมาะสมของตัวเองอย่าได้หลงไปกับกระแส

ก่อนอื่นต้องรับรู้ก่อนว่ารถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่มีประสิทธิภาพเท่ารถยนต์นั่ง มีราคาสูงกว่ารถยนต์นั่งที่บริโภคน้ำมัน ขณะที่รถปลั๊กอินไฮบริดส่วนมากจะเป็นรถหรู จึงมีราคาแพงอยู่แล้ว

ผู้บริโภคยังต้องคำนึงด้วยว่าที่อยู่อาศัยของตนเป็นแบบไหน หากเป็นคอนโดมิเนียมหรืออพาร์ตเมนต์ ก็คงไม่เหมาะกับการเป็นเจ้าของรถประเภทนี้ เพราะที่บ้านต้องสามารถตั้งที่ชาร์จไฟฟ้าได้ด้วย

ขณะเดียวกัน ยังต้องมาดูพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันของผู้บริโภคเป็นแบบไหน เนื่องจากทั้งรถยนต์ไฟฟ้า 100% และรถปลั๊กอินไฮบริด ต้องใช้เวลาชาร์จไฟฟ้าที่บ้านไม่ต่ำกว่า 8-9 ชั่วโมง หากเป็นคนกลับบ้านดึกและต้องออกจากบ้านไปทำงานแต่เช้า ก็คงไม่สะดวกในการใช้รถทั้งสองประเภทนี้

ที่สำคัญเจ้าของรถทั้งสองประเภทนี้จะต้องห้ามลืมว่าราคาแบตเตอรี่ของรถเหล่านี้มีราคาไม่ต่ำกว่า 100,000 บาท โดยค่ายรถรับประกันอายุแบตเตอรี่นาน 10 ปี ผู้บริโภคจึงต้องเตรียมเงินสำรองในเรื่องนี้ด้วย

ขณะเดียวกัน จากผลของราคาแบตเตอรี่ที่แพงมากและค่ายรถรับประกันอายุแบตเตอรี่เพียง 10 ปี ดังนั้น ราคา รถมือสองของรถทั้งสองประเภทนี้จะตกลงไปเรื่อยๆ ตามอายุของรถ!!!


อัลคาโปน
motorwars@thairath.co.th 

ช่วง 1–2 ปีนี้กระแสรถยนต์ไฟฟ้ามาแรงแซงทางโค้งนวัตกรรมยานยนต์ประเภทอื่นๆ 30 ธ.ค. 2560 14:32 31 ธ.ค. 2560 09:22 ไทยรัฐ