วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“ปีไก่” ไร้ไข่ทองคำ...วาดหวัง “ปีจอ” สู่ความรุ่งโรจน์

วันที่ 31 ธันวาคม 2560 เดินทางมาถึงแล้วในวันนี้ และหลังเที่ยงคืนคืนนี้ ปฏิทินแผ่นสุดท้ายของปี 2560 ก็จะถูกฉีกออกไป

ทุกๆ บ้าน ทุกๆ ครัวเรือนจะหันมาใช้ปฏิทินฉบับใหม่ อันเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นปีใหม่ "ปีจอ" พ.ศ.2561 ที่จะค่อยๆคืบคลานเข้ามาแทนที่

ได้เวลา "จากใจไทยรัฐสู่ท่านผู้อ่าน" ข้อเขียนปรับทุกข์ผูกมิตรระหว่างหนังสือพิมพ์ไทยรัฐกับท่านผู้อ่านกลับมาทำหน้าที่อีกครั้งหนึ่ง

หน้าที่ปีละครั้ง...หนึ่งปีพบกันเพียงครั้งเดียวในวันส่งท้ายปีเก่าของทุกๆปี

ท่านผู้อ่านที่เคารพ

คงต้องเริ่มด้วยการ “ปรับทุกข์” เช่นเคย เพราะเมื่อเหลียวหลังกลับไป 364 วัน ก่อนจะถึงวันนี้จะพบว่าปี 2560 ยังคงเป็นปีที่มีความทุกข์มากกว่าความสุขอีกปีหนึ่ง

ปีแห่งการปรับตัวปรับใจหลังจากที่คนไทยทั้งประเทศเกิดอาการ “ช็อก” อย่างใหญ่หลวงจากการสูญเสีย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ไปอย่างไม่มีพสกนิกรคนใดคาดคิดมาก่อนเมื่อ 13 ตุลาคม 2559

แต่ในที่สุดคนไทยก็ทำได้สำเร็จ โดยการค่อยๆเปลี่ยนความสะเทือนใจจากการสูญเสียให้กลับมาเป็นพลัง ที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศนี้มานานนักหนาแล้ว

พลังแห่งความรู้รักสามัคคี พลังแห่งการตั้งใจกระทำความดีเพื่อชาติและสังคมไทย

คนไทยเริ่มหันหน้าเข้าหากัน ประสานมือประสานใจเป็นหนึ่งเดียวกัน ถวายในหลวงรัชกาลที่ 9 อย่างพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

เกิดโครงการจิตอาสาทำดีถวายพ่อขึ้นที่โน่นที่นี่และที่นั่น นับโครงการไม่ถ้วน นับตั้งแต่ย่างเข้าสู่ต้นปี 2560 เป็นต้นมา

รวมทั้งการร่วมแรงร่วมใจหล่อหลอมเป็นหนึ่งเดียวกันทุกภาคส่วน โดยมีรัฐบาลและภาครัฐเป็นแกนนำภาคเอกชนและประชาชนทุกหมู่เหล่าให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิด

จัด พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ส่งเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช สู่สวรรคาลัยอย่างยิ่งใหญ่สมพระเกียรติยศ

26 ตุลาคม 2560 น้ำตาของพสกนิกรชาวไทยหลั่งไหลออกมาพร้อมๆกันอีกครั้งในวันถวายดอกไม้จันทน์ส่งเสด็จฯ

น้ำตาแห่งความอาลัยแห่งความจงรักภักดีและด้วยความเคารพเทิดทูนตลอดจนความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

พร้อมคำปฏิญาณว่าพวกเราชาวไทยจะใช้ชีวิตครองเรือน ครองตน ตามรอยเบื้องพระยุคลบาทที่ทรงชี้แนะ และทรงบำเพ็ญพระองค์บนฐานแห่งความพอเพียงและความดีงามต่างๆ เป็นแบบอย่างแก่มหาชนชาวไทยมาโดยตลอด

บัดนี้ นํ้าตาของปวงชนชาวไทยแห้งเหือดลงแล้ว และพร้อมแล้วที่จะเดินหน้าสู้ชีวิตสู้โลกและกระทำความดีเพื่อแผ่นดินต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ

ท่านผู้อ่านที่เคารพ

คงต้องยอมรับว่า ปี 2560 หรือ “ปีระกา” ที่กำลังจะผ่านไปมิใช่ปีไก่ทองคำอย่างแน่นอนและไก่ตัวนี้ก็มิได้ออกไข่ทองคำแต่ประการใดทั้งสิ้น

เศรษฐกิจไทยอาจฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง ในภาพส่วนรวม โดยเฉพาะในช่วงปลายๆปีที่การส่งออกของ ประเทศไทยพุ่งกระฉูดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เฉพาะไตรมาส 3 ไตรมาสเดียวกระฉูดขึ้นไปถึงร้อยละ 7.4 และยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 4

การท่องเที่ยวของประเทศไทยก็ก้าวกระโดดอย่างเหลือเชื่อ เมื่อนักท่องเที่ยวแห่แหนมาเยือนประเทศไทยถึงกว่า 35 ล้านคน และนำเงินมาใช้จ่ายกว่า 1.83 ล้านล้านบาท

ประกอบกับการใช้จ่ายเงินกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลในโครงการใหญ่ๆค่อนข้างเป็นไปตามเป้า มีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในช่วงปลายปี จนคาดกันว่าตลอดทั้งปี 2560 นี้ อัตราความเจริญ เติบโตน่าจะเกินร้อยละ 4 สูงกว่าที่เคยคาดไว้เมื่อปลายปีที่แล้ว

แต่ก็นั่นแหละ ผลของความเจริญเติบโตเหล่านี้ยังคงกระจุกอยู่ในหมู่คนกลุ่มน้อยของประเทศ ซึ่งมีฐานะดีอยู่แล้ว ไม่กระจายไปสู่คนส่วนใหญ่อย่างที่ควรจะเป็น

มิหนำซํ้าเกษตรกรในชนบทซึ่งมีฐานะด้อยมาแต่ไหนแต่ไร กลับประสบปัญหาราคาพืชผลตกตํ่า ไปจนถึงบางพื้นที่ก็เสียหายจากปัญหาอุทกภัยและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างซํ้าซากในหลายภูมิภาคของประเทศ

ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดตํ่าลง อันจะเป็นผลให้ช่องว่างของความเหลื่อมลํ้าในสังคมไทยเพิ่มพูนมากขึ้น

เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลจะต้องหาทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน และอย่างถาวรสืบต่อไป

รัฐบาลซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะ ก็ตระหนักในปัญหาเรื่องปากเรื่องท้องของคนไทย และได้มีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ที่เรียกกันว่า “ครม.ประยุทธ์ 5” โดยมุ่งเน้นไปในด้านการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นสำคัญ

จะเกิดผลสัมฤทธิ์เพียงใดคงจะต้องติดตามกันต่อไปนับตั้งแต่วินาทีนี้

ท่านผู้อ่านที่เคารพ

นอกจากปัญหาด้าน “เศรษฐกิจ” หรือปากท้องของประชาชนแล้ว การเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวงทางด้าน “สังคม” ประการหนึ่งของประเทศไทยที่เกิดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีระกาก็สมควรแก่การบันทึกไว้

เมื่อสังคมไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมดิจิทัล ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสื่อสังคมออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ

ทำให้อุปนิสัยในการแสวงหาความรู้และการบริโภคข่าวสาร ตลอดจนความบันเทิงต่างๆของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างคาดไม่ถึง

คนไทยลดและเลิกการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ไม่ว่าจะเป็นนิตยสาร วารสาร หนังสือเล่ม หรือแม้แต่หนังสือพิมพ์รายวัน หันมาอ่านเรื่องราวและข่าวสารจากสื่อสังคมออนไลน์ผ่านโทรศัพท์มือถือที่พกพาได้อย่างสะดวกสบายเป็นการทดแทน

ส่งผลให้สื่อสิ่งพิมพ์ยอดขายตกลงไปทุกขณะ จนนิตยสารเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองหลายฉบับต่างประกาศปิดตัวเองไปอย่างน่าใจหายในปีระกาที่กำลัง จะผ่านไป

ผลกระทบของสื่อออนไลน์ยังแผ่กว้างออกไปถึงธุรกิจห้างสรรพสินค้า เมื่อผู้บริโภคหันมาใช้บริการทางออนไลน์มากขึ้น

แม้แต่ธนาคารก็ลดจำนวนสาขา และอาจลดพนักงานต่อไปในอนาคต เมื่อบริการที่สำคัญๆ ของธนาคารหันมาใช้ระบบออนไลน์มากขึ้น

เหล่านี้ล้วนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องจับตา และจำเป็นที่รัฐบาล ตลอดจนผู้ประกอบการในธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบจะต้องปรับตัวอย่างขนานใหญ่ เพื่อความอยู่รอด

แน่นอน การเกิดของเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ และเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น

และโดยข้อเท็จจริง การเปลี่ยนแปลงต่างหากที่จะนำไปสู่ความเจริญเติบโต สู่การสร้างงานและการสร้างรายได้ใหม่ๆเพิ่มขึ้น

การที่รัฐบาลปัจจุบันมุ่งมั่นจะเดินหน้าไปสู่นวัตกรรมใหม่ๆ หรือการเข้าสู่ยุค 4.0 จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง

เพียงแต่จะต้องตระหนักด้วยว่า บนเส้นทางสู่ความทันสมัยย่อมจะมีผู้เสียหาย เพราะได้รับผลกระทบจากการปรับตัวไม่ทัน หรือไม่สามารถปรับตัวได้เลย...เกิดขึ้นอยู่เสมอ

รัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศ จำเป็นที่จะต้องบริหารการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายทั้งปวง ให้ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างมีสมดุล และเกิดผลกระทบที่น้อยที่สุด

ท่านผู้อ่านครับ

ในส่วนที่เป็นความสุข ความสำเร็จ ความน่าชื่นใจ ที่เกิดขึ้นในปีระกาก็มีอยู่มากมายหลายประการ เปรียบประดุจน้ำทิพย์ชโลมใจในยามยาก

นักกีฬาไทยหลายๆคนยังคงคว้าชัยชนะนำชื่อเสียงและความสุขใจมามอบให้แก่คนไทยทั้งชาติ

ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของ ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น แชมป์โลกรุ่นซุปเปอร์ฟลายเวท สภา มวยโลก ในการน็อกเอาต์ โรมัน กอนซาเลซ อย่างหมดข้อกังขาในการชกป้องกันแชมป์โลกครั้งแรกของเขา เป็นที่ฮือฮา และโจษขานไปทั่วโลก

การขึ้นสู่อันดับ 1 ของโลกของ “น้องเม” เอรียา จุฑานุกาล นักกอล์ฟอาชีพหญิงชาวไทย แม้จะเป็นระยะเวลาอันสั้น แต่ก็นำความภูมิใจมาสู่คนไทยอย่างบอกไม่ถูก และทุกวันนี้น้องก็ยังอยู่อันดับ 6 ของโลก พร้อมจะกลับมายิ่งใหญ่ได้ตลอดเวลา

ยังมีน้องเมย์ รัชนก อินทนนท์ นักแบดมินตันสาวไทย ที่คว้าแชมป์ได้ถึง 3 แชมป์ในปี 2560 และครองอันดับ 5 ของโลกในปัจจุบัน

เมื่อพูดถึงความสุขจากกีฬาก็ทำให้นึกถึง ตูน บอดี้สแลม หรือนาย อาทิวราห์ คงมาลัย นักร้องร็อกขวัญใจวัยรุ่นที่ใช้กีฬามาสร้างความสุขควบคู่ไปกับการสร้างความรัก ความสามัคคี ความเสียสละเพื่อส่วนรวมและความดีอีกหลายๆประการที่ควรจะต้องบันทึกไว้เช่นกัน

ด้วยระยะเวลา 55 วัน ของการวิ่งการกุศลในโครงการ “ก้าวคนละก้าวเพื่อ 11 โรงพยาบาลทั่วประเทศ” ที่เริ่มจากอำเภอเบตง จังหวัดยะลาใต้สุดของสยาม ไปสู่อำเภอแม่สายจังหวัดเชียงราย ระยะทาง 2,215 กิโลเมตร

ตูน บอดี้สแลม ได้กลายเป็นขวัญใจของคนไทยทั้งประเทศไปเรียบร้อย มิใช่เฉพาะขวัญใจหนุ่มสาวเท่านั้น

ประชาชนบน 2 ทางที่เขาวิ่งผ่าน รวมทั้งประชาชนในส่วนอื่นๆ ที่มิได้วิ่งผ่านล้วนเกิดความชื่นชม ความศรัทธาในตัวเขา ร่วมกันบริจาคกว่า 1,200 ล้านบาท

ปรากฏการณ์ ตูน บอดี้สแลม นับเป็นการจุดพลุให้คนไทย “รวมใจเป็นหนึ่ง” หันมานึกถึงคนอื่นที่ด้อยโอกาสกว่า

ควบคู่ไปกับการเพาะบ่มความมีจิตอาสาให้คนไทยนึกถึงสังคม นึกถึงส่วนรวม บังเกิดความเอื้ออาทร และพร้อมจะยื่นมือเข้าช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

เป็นความสุขและความภาคภูมิใจที่เกิดขึ้นในช่วงท้ายปี 2560 และจะส่งผลสะท้อนต่อสังคมไทยในปี 2561 และปีต่อๆไป อีกยาวนานข้างหน้า

ท่านผู้อ่านที่เคารพ

เมื่อพูดถึงปี 2561 หรือปีจอ คนไทยต่างก็หวังว่าจะเป็นปีที่ดีขึ้น...อย่างน้อยก็น่าจะเป็นปีที่ดีกว่าปีระกา

เหตุการณ์ที่จะเป็นมงคลอย่างยิ่งแก่พสกนิกรชาวไทยก็คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ที่จะมีขึ้นในปี 2561 ที่จะเวียนมาถึงนี้

นับเป็นพระราชประเพณีของไทยมาแต่โบราณกาล เมื่อมีพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่แล้วจะต้องมีการจัดพิธีพระบรมราชาภิเษกขึ้น เพื่อรับรองฐานะความเป็นประมุขแห่งประเทศอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง

แม้รัฐบาลจะยังมิได้แจ้งหมายกำหนดการว่า จะมีพิธีพระบรมราชาภิเษก ในหลวงรัชกาลที่ 10 เมื่อใด แต่ก็เป็นที่รอคอยของพสกนิกรชาวไทย และเตรียมการที่จะร่วมกันน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคลอย่างพร้อมเพรียงกัน เมื่อมีหมายกำหนดการขึ้นแล้ว

ท่านผู้อ่านที่เคารพ

ในส่วนของความน่าห่วงใย ของปี 2561 และจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด น่าจะเป็นเหตุการณ์ในระดับโลกมากกว่าเหตุการณ์ในประเทศ

โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดจากความคิดและการกระทำของบุคคลสำคัญของโลก ที่มีความไม่แน่นอนสูง คาดเดายาก และอาจตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่งที่คาดไม่ถึงได้ตลอดเวลา ถึง 2 บุคคลด้วยกัน

หนึ่งก็คือ นาย คิม จอง อึน ผู้นำเกาหลีเหนือ ที่มีฉายาว่าคิมเขย่าโลก และได้มีพฤติกรรมที่ทำให้โลกเขย่ามาตลอดปี 2560

โลกจะจัดการกับบุคคลผู้นี้ได้หรือไม่?อย่างไร?

รวมทั้งพฤติกรรมเขย่าโลกของเขาจะมีอะไรออกมาอีก? และจะเขย่ารุนแรงแค่ไหน?

ล้วนเป็นประเด็นที่ชาวโลกจะต้องติดตามด้วยความกังวลในปี 2561 ที่จะมาถึง

ในขณะที่อีกบุรุษหนึ่งซึ่งก็มีความไม่แน่นอนและคาดเดาการตัดสินใจได้ยากไม่แพ้กัน ได้แก่ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา

นโยบายอเมริกาต้องมาก่อนของเขายังดำเนินต่อไป และนโยบายหันหลังให้แก่โลกของเขาก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

รวมถึงนโยบายภายในประเทศที่สร้างความแตกเป็นเสี่ยงๆของคนอเมริกันก็ยังมีต่อไป

อย่าลืมว่า ทรัมป์เพิ่งอยู่มาได้เพียงปีเดียวจาก เวลาถึง 4 ปี ของการเป็นประธานาธิบดีรอบแรก ของรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ

เขายังจะอยู่สร้างความกังวลและความว้าวุ่นให้แก่โลกได้ต่อไปอีกนาน

ที่สำคัญ แม้จะพยายามหันหลังให้โลกอย่างไรก็ตาม แต่สหรัฐฯก็คงหลีกเลี่ยงหน้าที่ตำรวจโลกไปไม่พ้น

ความน่ากังวลของชาวโลกใน “ปีจอ” ประการแรกก็คือ หากโดนัลด์ ทรัมป์ จะต้องทำหน้าที่ตำรวจโลกกับผู้นำเกาหลีเหนือ อะไรจะเกิดขึ้น

เมื่อคนที่มีอะไรไม่ค่อยเหมือนชาวบ้าน 2 คน มาเผชิญหน้ากันในสมรภูมิ โลกย่อมไม่มีความสุขแน่นอน เว้นเสียแต่จะพบกันบนโต๊ะเจรจาโต๊ะใดโต๊ะหนึ่งเท่านั้น

ท่านผู้อ่านที่เคารพ

ลืมข่าวน่าห่วงใยในปีจอ หันมามองเรื่องดีๆ หรือข่าวดีๆ ที่จะทำให้ชาวไทยและชาวโลกมีความสุขกันดีกว่า

ในด้านเศรษฐกิจเชื่อกันว่าเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวอย่างชัดเจนในปีหน้า หลังการฟื้นตัวที่ชัดเจนเช่นกันของสหรัฐอเมริกา

มหกรรมระดับโลก ที่ชาวโลกรวมทั้งชาวไทย ด้วยรอคอยกันอยู่ เห็นจะหนีไม่พ้น “การแข่งขันฟุตบอลโลก” ที่รัสเซียจะเป็นเจ้าภาพในปี 2018 หรือปี 2561 ในกลางเดือนมิถุนายนจนถึงกลางเดือนกรกฎาคมศกหน้า

แม้สถานการณ์ล่าสุดจะยังคงอึมครึมอยู่ อันจะเป็นผลให้คนไทยอาจจะไม่สามารถร่วมเสพความสุขจากฟุตบอลโลกได้อย่างเต็มที่ เพราะจนป่านนี้ก็ยังไม่ทราบว่าจะได้ดูถ่ายทอดสดหรือไม่

เนื่องจากยังไม่มีภาคเอกชนรายไหนกล้าไปประมูล เนื่องจากติดกฎ “มัสต์ แฮฟ” ของ กสทช.

แต่ล่าสุดก็มีคำยืนยันจากปากของ “บิ๊กป้อม” ว่า รัฐบาลกำลังใช้ความพยายามอยู่และเชื่อมั่นว่าคนไทยจะได้ดูฟุตบอลโลกอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี สำหรับความสุขทางด้านกีฬาที่จะเกิดขึ้นและคนไทยจะมีส่วนร่วมสุขได้อย่างเต็มที่ก็คือ “มหกรรมกีฬาเอเชียนเกมส์” นั่นเอง

ระหว่าง 18 สิงหาคม 2561 ถึง 2 กันยายน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย จะมีการแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์อีกครั้ง

ประเทศไทยของเราจะส่งนักกีฬาไปร่วมเช่นเคย และก็เป็นที่คาดหวังกันว่า จะคว้าเหรียญทอง นำความสุขมาฝากคนไทยได้จำนวนหนึ่ง

ท่านผู้อ่านที่เคารพ

ในด้านเศรษฐกิจหรือเรื่องปากท้องของคนไทยเรานั้น โหรเศรษฐกิจส่วนใหญ่ก็เชื่อว่าปีหน้าเราน่าจะผ่านสถานีหลักสี่ คือ ทำความเจริญเติบโตได้เกิน 4 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป

เชื่อว่าการส่งออกการท่องเที่ยวจะเติบโตต่อเนื่อง และราคาสินค้าเกษตร น่าจะฟื้นตัวขึ้น

หากรัฐบาลและทีมเศรษฐกิจดูแลเรื่องการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ำได้มากขึ้น คนไทยในปีจอ น่าจะยิ้มออกมากกว่าปีนี้

ส่วนในการ “เลือกตั้ง” เพื่อก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย แม้บิ๊กตู่จะยืนยันหลายครั้งว่าจะเป็นไปตาม โรดแม็ป

นั่นคือประกาศให้มีการเลือกตั้งได้ในเดือน พฤศจิกายน

แต่การเลือกตั้งจริงๆ คาดว่าอาจต้องรอกฎหมาย ลูกและอาจต้องเลื่อนระยะเวลาออกไปอีก

ก็ได้แต่หวังว่าคนไทยจะไม่ต้องรอไปจนถึงปี “หมู” หรือปีหน้า 2562

ไม่ใช่อะไรหรอก กานํ้าเดือดที่ถูกปิดฝามานานแล้วจะต้องรีบเปิดฝาให้ควันระบายออกโดยเร็วที่สุด

ก่อนที่กานํ้าที่มีนํ้าร้อนระอุเต็มที่จะแตกระเบิดออกมา

การเลือกตั้งภายในปี 2561 จึงดีที่สุด

เพื่อผ่อนความระอุของไอนํ้าลงให้มากที่สุดที่จะมากได้

ท่านผู้อ่านที่เคารพ

ในส่วนของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเรานั้น ปี 2561 หรือปีจอจะเป็นปีที่มีความสำคัญและมีความหมายอย่างยิ่งทั้งสำหรับพวกเราชาวไทยรัฐเอง และสำหรับท่านผู้อ่านและคนไทยทุกคน

ดังที่ทราบกันแล้วว่า องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโกได้ประกาศยกย่องให้ ผอ.กำพล วัชรพล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและมูลนิธิไทยรัฐ เป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านการศึกษา และสื่อมวลชนจะมีการเฉลิมฉลองในโอกาส 100 ปีชาตกาลของท่าน ใน พ.ศ.2561-2562

ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านทราบว่า หนังสือพิมพ์ไทยรัฐจะร่วมมือกับยูเนสโก และกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนองค์กรที่เกี่ยวข้องในการจัดงานเฉลิมฉลองที่สำคัญ เช่น การสัมมนา การอภิปรายทางวิชาการ การจัดพิมพ์หนังสือเอกสาร ตลอดจนนิทรรศการที่เกี่ยวข้องกับ ผอ.กำพลเป็นระยะๆ

ที่สำคัญที่สุด หนังสือพิมพ์ไทยรัฐได้ตัดสินใจที่จะก่อสร้างโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเพิ่มเติมอีก 10 โรง โดยจะเริ่มทยอยสร้างตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นไป

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และ มูลนิธิไทยรัฐ ขอยืนยันว่าจะให้การสนับสนุน และดูแลโรงเรียนไทยรัฐวิทยา ซึ่งต่อไปจะมี 111 โรง ให้ดีที่สุดตามเจตนารมณ์ของ ผอ.กำพล วัชรพล ที่ได้ริเริ่มไว้อันเป็นส่วนหนึ่งของการได้รับการยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกดังกล่าว

สำหรับหน้าที่อื่นๆที่หนังสือพิมพ์ไทยรัฐเคยดำเนินการมาในอดีต โดยเฉพาะการทำหน้าที่เป็นสุนัขเฝ้าบ้านที่ดี ตลอดจนการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนชาวไทยนั้น เราขอยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

การนำเสนอข่าวสารที่ถูกต้องให้ความเป็นธรรมและมีความเป็นกลางจะยังคงเป็นบรรทัดฐานที่เรายึดมั่นตลอดไป

เราตระหนักดีว่า ผลกระทบจากการบริโภคสื่อสมัยใหม่ของคนไทยค่อนข้างหนักหน่วงและรุนแรง และเราเองก็หนีไม่พ้นที่จะต้องเผชิญเช่นเดียวกับเพื่อนสื่อสิ่งพิมพ์อื่นๆ

แต่เราก็พร้อมที่จะยืนหยัดสู้ พร้อมจะปรับตัวเองและสรรหาสิ่งใหม่ๆมาเสนอต่อท่านผู้อ่านอย่างไม่หยุดยั้ง

การจัดทำหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับพิเศษ ที่เรียกกันว่าหนังสือพิมพ์พูดได้ หรือหนังสือพิมพ์ “แสงสีเสียงและสื่อประสม” โดยใช้ระบบ AR ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ในฉบับ “100 วันน้อมอาลัยในหลวงภูมิพล” คงจะเป็นที่ประจักษ์แล้ว

เพราะเราสามารถทำยอดจำหน่ายได้ถึง 3 ล้านฉบับ อันเป็นประวัติศาสตร์ของหนังสือพิมพ์ไทย

นอกจากนี้ เรายังดำเนินการต่อมาอีกระหว่างวันที่ 13 ตุลาคม ถึงวันที่ 26 ตุลาคม ในโครงการ ที่ชื่อว่า “ไทยรัฐร่วมพสกนิกรไทยส่งใจสู่ฟ้าอาลัยพ่อ”

บันทึกความรัก ความอาลัย ความจงรักภักดี ตลอดจนการเตรียมพิธีการอันยิ่งใหญ่และสมพระเกียรติยศในการส่งเสด็จฯในหลวงรัชกาลที่ 9 สู่สวรรคาลัย เป็นหนังสือพิมพ์พูดได้ หัวเราะได้ ร้องไห้ได้ อีกถึง 14 วันเต็มๆ

และดังได้กล่าวแล้วในตอนต้นว่า ปี 2561 จะเป็นปีสำคัญอีกปีหนึ่งของพสกนิกรชาวไทย

เพราะจะเป็นปี “พระบรมราชาภิเษก” ในหลวงรัชกาลที่ 10

เราจะจัดทำไทยรัฐฉบับพิเศษ และจะเป็นฉบับ “พูดได้” หรือแสงสีเสียงและสื่อประสมในระบบ AR อีกครั้งหนึ่ง

ท่านผู้อ่านที่เคารพ

ไม่ว่าปีไก่ 2560 ที่กำลังจะผ่านไปจะเป็น อย่างไร? และไม่ว่าจะมีการคาดการณ์ว่าปีจอ 2561 ที่จะมาถึงจะเป็นอย่างไร?

แต่เมื่อเหตุการณ์ยังมาไม่ถึงเราก็จะต้องมองในแง่ดีเอาไว้ก่อน

เพราะการมองโลกในแง่ดี มองอย่างมีความหวังอย่างมีกำลังใจ จะทำให้เรามีชัยไปแล้วกว่าครึ่ง ดังที่คนโบราณสอนไว้

ขอให้เรามอง “ปีจอ” 2561 ด้วยความหวัง... หวังว่าจะดีกว่า “ปีไก่” 2560 และจะดีกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมาในชีวิตเรา

เราจะจับมือกันเดินต่อไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ อย่างใจสู้และไม่ท้อแท้

ทุกครั้งที่คนไทยจับมือกัน และรู้รักสามัคคี กัน ประวัติศาสตร์สอนเราว่า เราไม่เคยพ่ายแพ้ใน การศึกใดๆเลย ไม่ว่าศึกใหญ่หรือศึกเล็กก็ตาม.

สวัสดีปีใหม่ 2561.