วันพฤหัสบดีที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สาวเทศบาลแสบ! สวมบัตรให้คนจีน ชี้ทำเป็นขบวนการ

ตะครุบสาวเทศบาลลัดหลวงปลอมบัตรประชาชนให้ชาวจีน หลังกรมการปกครองตรวจสอบพบตัวเลขการแปลงสัญชาติจีนเป็นคนไทยในทะเบียนราษฎรสูงผิดปกติ ก่อนรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับสารภาพปลอมแปลงเอกสารและทำบัตรให้ชาวจีนกว่า 10 ปี รวม 29 ราย คิดค่าจ้างหัวละ 5 หมื่นบาท อ้างทำคนเดียว ตำรวจไม่เชื่อ คาดมีผู้ร่วมขบวนการด้วย แฉส่วนใหญ่นำบัตรเก๊ไปยื่นขอเป็นมัคคุเทศก์ ถือเป็นบุคคลสองสัญชาติ หวั่นหากก่อคดีติดตามตัวได้ยาก

รวบพนักงานเทศบาลสาวปลอมบัตรประชาชนให้ชาวจีนรายนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 29 ธ.ค.ที่ห้องประชุมชูวงศ์ บก.ภ.จ.สมุทรปราการ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ตำรวจท่องเที่ยว (ทท.) พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ รอง ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท.1 พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จ.สมุทรปราการ และนายธีรพล ศิรินานุวัฒน์ ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ ร่วมกันแถลงผลการปราบปรามบุคคลสัญชาติจีนสวมบัตรประชาชนเป็นคนไทย ผู้ต้องหาคนไทย 1 คน คือ น.ส.พิลัยพร ภู่ทอง อายุ 43 ปี ลูกจ้างประจำ สำนักทะเบียน เทศบาลเมืองลัดหลวง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ทำหน้าที่ปลอมแปลงเอกสารและบัตรประจำตัวประชาชน และผู้ต้องหาชาวจีนอีก 20 คน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์เปิดเผยว่า ตำรวจร่วมกับกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทยสืบสวนกรณีมีบุคคลสัญชาติจีนเข้ามาสวมบัตรประชาชนเป็นคนไทย เมื่อได้บัตรประชาชนแล้วนำมายื่นขออนุญาตเป็นมัคคุเทศก์จากการแกะรอยเส้นทางการปลอมแปลงเอกสาร กรมการปกครองตรวจสอบสถิติการแปลงสัญชาติจีนเป็นสัญชาติไทย พบว่าที่เทศบาลเมืองลัดหลวงมีตัวเลขสูงผิดปกติ กระทั่งวันที่ 14 ธ.ค.ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่กรมการปกครองเข้าตรวจสอบเอกสารหลักฐานยืนยันว่ามีกระบวนการเพิ่มชื่อบุคคลสัญชาติจีนเข้าไปในทะเบียนบ้านและออกบัตรประจำตัวประชาชนโดยมิชอบ เชื่อว่าน่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องก่อนเชิญตัวมาสอบสวน

รอง ผบช.ทท. กล่าวอีกว่า ต่อมาเจ้าหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางที่ 33/2560 ลงวันที่ 20 ธ.ค.60 ในข้อหาเรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือจูงใจเจ้าพนักงานฯ โดยการทุจริตหรือผิดกฎหมาย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ปลอมแปลงเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ, ใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดโดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน และความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน

พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่าสอบสวนทราบว่า น.ส.พิลัยพร ผู้ต้องหารายนี้ปลอมแปลงเอกสารราชการและจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จให้กับบุคคลสัญชาติจีนให้มีชื่อในทะเบียนราษฎรและได้มาซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนโดยมิชอบไปแล้ว 29 ราย ในจำนวนนี้นำบัตรประจำตัวประชาชนที่ได้มาโดยมิชอบไปใช้ยื่นขออนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ 11 ราย อีก 2 รายนำไปประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยให้ภรรยาคนไทยเป็นกรรมการบริษัท ทั้งหมดศาลอนุมัติหมายจับแล้วในข้อหายื่นคำขอมีบัตรโดยไม่มีสัญชาติไทยด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่, แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย, แจ้งให้เจ้าพนักงานกระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการห้ามใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการใดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างใดอย่างหนึ่งในทะเบียนบ้านหรือเอกสารทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ

ด้าน พล.ต.ต.ชัยวัฒน์  ฉันทวรลักษณ์ รอง ผบช.ภ.6 กล่าวว่า ผู้ต้องหารับสารภาพว่าทำคนเดียวและทำมากว่า 10 ปีแล้ว อาศัยการบอกปากต่อปากของชาวจีนด้วยกัน คิดค่าจ้างรายละ 5 หมื่นบาท ขั้นตอนการออกบัตรประจำตัวประชาชนจะใช้ระยะเวลาทำเอกสารรายละ 1-2 ปี มีการเข้าระบบของกรมการปกครองถูกต้องทุกอย่าง แต่วิธีการผิดหมดเพราะมีการปลอมเอกสารราชกิจจานุเบกษา เนื่องจากเมื่อนำรายชื่อบุคคลเหล่านี้ไปตรวจสอบในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษากลับไม่พบรายชื่อ ชาวจีนเหล่านี้เมื่อได้บัตรแล้วก็ยังถือพาสปอร์ตสัญชาติจีน อยู่ในไทยใช้บัตรประชาชนไทยแอบอ้าง อยู่จีนก็ใช้บัตรชาวจีน หากชาวจีนเหล่านี้ไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรม ยาเสพติด หรือแก๊งคอลเซ็นเตอร์ก็จะเป็นปัญหาใน การติดตามตัวดำเนินคดี แม้ผู้ต้องหาจะรับว่าทำคนเดียว แต่เชื่อว่าน่าจะมีผู้ร่วมกระบวนการด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างสืบสวนสอบสวนขยายผลต่อไป