วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊กโจ๊ก'รวบพนักงานเทศบาลปลอมบัตร ปชช.ให้คนจีน แลกเงินรายละ 5หมื่น

"บิ๊กโจ๊ก" นำทีมแถลงรวบพนักงานเทศบาล ปลอมบัตรประชาชนให้ชาวจีนเกือบ 30 ราย รับค่าจ้างหัวละ 5 หมื่น เพื่อยื่นขออนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ ประกอบธุรกิจนำเที่ยว โดยมีการปลอมในเอกสารราชกิจจานุเบกษา ทั้งนี้ผู้ต้องหารับสารภาพทำเพียงคนเดียว แต่น่าจะมีผู้ร่วมกระบวนการคนอื่นร่วมอยู่ด้วย...


เมื่อเวลา 12.30 น.วันที่ 29 ธ.ค.60 ที่ บก.ภ.จว.สมุทรปราการ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ รอง ผบช.ภ.6 พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวบ ผบก.ทท.1 พล.ต.ต.ธรรมนูญ ไตรทิพยพงศ์ ผบก.ภ.จว.สมุทรปราการ นายธีรพล ศิรินานุวัฒน์ ปลัดจังหวัดสมุทรปราการ ชุดสืบสวน ภจว.สมุทรปราการ และ สภ.พระประแดง พร้อมกำลัง ร่วมกันแถลงจับกุม ผลการปราบปรามบุคคลสัญชาติจีน สวมบัตรประชาชนเป็นคนไทย พร้อมผู้ต้องหาต้องหาประกอบด้วย น.ส.พิลัยพร ภู่ทอง อายุ 43 ปี ลูกจ้างประจำ สำนักทะเบียนเทศบาลเมืองลัดหลวง อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ปลอมแปลงเอกสาร และบัตรประชาชน และจับกุมผู้ต้องหาชาวจีนอีก 20 ราย


พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล กล่าวว่า สืบเนื่องจาก กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจภูธรภาค 1 โดย ภ.จว.สมุทรปราการ ได้ร่วมกับกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย เข้าสืบสวนกรณีมีบุคคลสัญชาติจีนเข้ามาสวมบัตรประชาชนเป็นคนไทยเมื่อได้บัตรประชาชนแล้วนำมายื่นขออนุญาตเป็นมัคคุเทศก์ จากการแกะรอยเส้นทางการปลอมแปลงเอกสาร และกรมการปกครองได้ตรวจสอบสถิติการแปลงสัญชาติ จากบุคคลสัญชาติจีน มาเป็นสัญชาติไทย พบว่า ที่ เทศบาลเมืองลัดหลวง มีจำนวนสูงผิดปกติ กระทั่งวันที่ 14 ธ.ค.เจ้าหน้าที่กรมการปกครองจึงได้เข้าตรวจสอบสำนักงานทะเบียน เทศบาลตำบลลัดหลวง จนพบพยานเอกสาร และพยานหลักฐานยืนยันว่ามีกระบวนการเพิ่มชื่อบุคคลสัญชาติจีนเข้าไปในทะเบียนบ้านและมีการออกบัตรประจำตัวประชาชนโดยมิชอบ และเชื่อว่าน่าจะมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

จากนั้น จึงได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับ ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ศาลอนุมัติหมายจับที่ 33/2560 ลงวันที่ 20 ธ.ค.60 ข้อหา เรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นเป็นการตอบแทนในการที่จะจูงใจหรือจูงใจเจ้าพนักงานฯ โดยการทุจริตหรือผิดกฎหมาย, เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดหรือปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต, ปลอมแปลงเอกสารสิทธิหรือเอกสารราชการ,ใช้หรืออ้างเอกสารอันเกิดจากการกระทำความผิดโดยทุจริตนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน และความผิดตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร์ และพระราชบัญญัติบัตรประจำตัวประชาชน

ทั้งนี้ จากสืบสวนขยายผล พบว่า น.ส.พิลัยพร ภู่ทอง ผู้ต้องหา ซึ่งเป็นลูกจ้างประจำของเทศบาลเมืองลัดหลวง ได้ปลอมแปลงเอกสารราชการและจัดทำเอกสารอันเป็นเท็จให้กับบุคคลสัญชาติจีน ทำให้มีชื่อในทะเบียน ราษฎร และได้มาซึ่งบัตรประจำตัวประชาชนโดยมิชอบไปแล้ว 29 ราย ในจำนวนนี้ ได้นำบัตรประจำตัวประชาชนที่ได้มาโดยมิชอบไปใช้ในการยื่นขออนุญาตเป็นมัคคุเทศก์จำนวน 11 ราย และอีก 2 ราย นำไปประกอบธุรกิจนำเที่ยวโดยให้ภรรยาเป็นกรรมการบริษัท ซึ้งทั้งหมดศาลได้อนุมัติหมายจับแล้ว ในข้อหา ยื่นคำขอมีบัตรโดยไม่มีสัญชาติไทยด้วยการแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย แจ้งให้เจ้าพนักงาน กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารราชการห้ามใช้หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จหรือกระทำการใดเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นมีชื่อหรือมีรายการอย่างใดอย่างหนึ่งในทะเบียนบ้านหรือเอกสารทะเบียนราษฎรอื่นโดยมิชอบ


พล.ต.ต.ชัยวัฒน์ ฉันทวรลักษณ์ กล่าวว่า จากการสอบสวน ผู้ต้องหา สารภาพ ว่าทำคนเดียว โดยทำมาแล้วกว่า 10 ปี ซึ่งแต่ละรายได้ค่าจ้าง 5 หมื่นบาท และอาศัยการบอกปากต่อปาก สำหรับการดำเนินการตามขั้นตอนออกบัตรประจำตัวประชาชนนั้น จะใช้ระยะเวลาการทำเอกสารประมาณรายละ 1-2 ปี การออกบัตรนั้นจะมีการดำเนินการเข้าระบบขอกรมการปกครองอย่างถูกต้องทุกอย่าง แต่วิธีการนั้นผิดหมดเนื่องจากมีการปลอมเอกสารราชกิจจานุเบกษา เนื่องจากนำรายชื่อบุคคลเหล่านี้ ไปตรวจสอบในเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา กลับไม่พบรายชื่อแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตามชาวจีนเหล่านี้ เมื่อได้บัตรประจำตัวประชาชนแล้ว ก็ยังถือ พาสปอร์ตที่เป็นสัญชาติจีนอยู่ เมื่ออยู่ในประเทศไทยก็สามารถใช้บัตรประชาชนแอบอ้างได้ และเมื่ออยู่ประเทศจีนก็ยังสามารถใช้บัตรของชาวจีนได้ ซึ่งต่อไปก็จะอาจเป็นปัญหาในการติดตามตัวมาดำเนินคดี หากชาวจีนเหล่านี้ไปเกี่ยวข้องกับเหตุอาชญากรรมและยาเสพติด หรือ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และยังเป็นปัญหาในการสวมสิทธิแย้งอาชีพของคนไทยอีกด้วย ทั้งนี้แม้ผู้ต้องหาจะรับสารภาพว่าทำเพียงคนเดียว แต่เชื่อว่าน่าจะมีผู้ร่วมกระบวนการคนอื่นร่วมอยู่ด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างสอบสวนขยายผล ติดตามตัวมาดำเนินคดีต่อไป.