วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิ่งไปกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก พลิกชีวิตรับ "ดิจิทัล ไลฟ์สไตล์"

ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา...นับว่าเป็นปีที่เทคโนโลยีของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็ว

ก้าวนำไปสู่สังคมดิจิทัล มีการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบรับผู้บริโภคในยุคนี้ซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายจากเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงหากัน รวมตัวกันมีพลังและกำลังซื้อมหาศาล

กล่าวได้ว่า “โซเชียล เน็ตเวิร์ก” มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมดิจิทัลอย่างแท้จริง เป็นสังคมที่ไร้พรมแดน เพราะไม่ว่าจะเป็นใครอยู่ที่ไหนมีการเชื่อมโยงเข้าหากันตลอดเวลา โดยมีสมาร์ทโฟนกลายเป็นอุปกรณ์สำคัญและมีความจำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน

จากผลพวงจากการพัฒนาระบบปฏิบัติการต่างๆ และสร้างความชาญฉลาดให้สมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องพกพาติดตัวเหมือนเอาคอมพิวเตอร์ส่วนตัวช่วยอำนวยความสะดวกสบาย สามารถทำงาน ทำธุรกรรม การศึกษาหรือความบันเทิงได้ตลอดเวลาแบบไร้ข้อจำกัดทั้งด้านสถานที่และเวลา

ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนได้เร่งพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบในตลาด กองทัพสมาร์ทโฟนหลากหลายแบรนด์หลายๆรุ่นดาหน้าวางตลาดระลอกแล้วระลอกเล่าในปีนี้ พร้อมกับผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นเพิ่มความสามารถในการใช้งานเป็นทางเลือกให้กับผู้ใช้งานทั่วโลก

ทางภาครัฐเองมีนโยบายบริหารประเทศอย่างชัดเจนกับการขับเคลื่อนประเทศไปสู่ Thailand 4.0 โดยใช้นวัตกรรมเป็นกลไกหลักนำพาไปถึงเป้าหมายเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ทุกภาคส่วนจะต้องนำนวัตกรรม เทคโนโลยี รวมทั้งความคิดสร้างสรรค์มาใช้ดังที่ทราบกันดี

เราจึงยกเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าให้ฟัง เพราะมันคือสิ่งที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าของเศรษฐกิจ และสังคมไทยไปอีกขั้นหนึ่ง เทคโนโลยีที่เราหยิบยกมาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นหรือกำลังจะเกิดขึ้นในภาค ธุรกิจ ซึ่งจะทำให้การทำธุรกิจ และการดำเนินชีวิตของคนไทยเปลี่ยนไปมีความสะดวกสบายมากขึ้นทุกขณะ

Augmented Reality (AR)

เทคโนโลยีที่คนไทยเรียกกันว่า โลกเสมือนผ่านโลกจริง หรือความจริงเสริม บางคนก็เรียกผสมผสานความจริงผ่านโลกเสมือน จะเรียกอย่างไรก็แล้วแต่ ในวันนี้เทคโนโลยี AR ได้ขยับเข้ามนุษย์เรามากขึ้น และในอนาคตจะมีความเข้มข้นทวีคูณ

เทคโนโลยีดังกล่าว เป็นการสร้างขึ้นมาผสานเข้าด้วยกันผ่านซอฟต์แวร์และอุปกรณ์เชื่อมต่อต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างข้อมูลอีกข้อมูลหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบบนโลกเสมือน (virtual world) เช่น ภาพกราฟฟิก วีดิโอ รูปทรงสามมิติ และข้อความ ตัวอักษร ให้ผนวกซ้อนทับกับภาพในโลกจริงที่ปรากฏบนกล้องซึ่งปัจจุบันนิยมใช้กันผ่านสมาร์ทโฟน

ในปีนี้ทาง นสพ.ไทยรัฐ ได้แนะนำแอพพลิเคชั่น Thairath AR “ไทยรัฐร่วมพสกนิกรไทยส่งใจสู่ฟ้าอาลัยพ่อ” จัดทำหนังสือพิมพ์มีชีวิต นำเทคโนโลยีนี้มาให้คนไทยได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่กับกราฟฟิก 3 มิติเสมือนจริง แสง สี เสียงและสื่อประสมในรูปแบบคลิปวีดิโอภาพแกลเลอรี่และ Immersive Graphic เพียงแค่นำสมาร์ทโฟนที่ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นแล้วไปส่องรูปภาพที่มีสัญลักษณ์ AR ก็พบกับประสบการณ์ใหม่เต็มเปี่ยม

สำหรับผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วไปคงคุ้นเคยกับเกม Pokemon GO มาแล้ว พัฒนาผสมผสานกับเทคโนโลยี AR นับว่าเป็นเกมในยุคแรก แต่ในวันนี้หลังจาก “แอปเปิล” ได้เปิดให้ผู้ใช้ไอโฟนได้อัพเกรดระบบปฏิบัติการ iOS 11 ทำให้หน้าตาของ “แอพสโตร์” มีการปรับปรุงและเพิ่มคุณสมบัติ ARKit ที่ให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นและเกม AR โดยเฉพาะ

เปิดทางให้ผู้ใช้ไอโฟนใช้แอพหรือเล่นเกมบนโลก AR ได้อย่างเพลิดเพลิน และมีหลายแอพที่น่าสนใจเช่น IKEA ยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ได้ออกแอพ IKEA Place รองรับ AR โดยเฉพาะโดยใช้ ARKit มาพัฒนาสำหรับไอโฟน 6 เป็นต้นมา สามารถดาวน์โหลดแอพ จำลองการตกแต่งบ้านแบบ 3 มิติ เพียงแค่เปิดกล้องไอโฟนทำการสแกนห้องที่ต้องการตกแต่งไปรอบๆเพียงเท่านี้ก็สามารถได้เฟอร์นิเจอร์มาจัดวางได้ถูกใจทาง IKEA ระบุว่าไอโฟนมีความแม่นยำระดับมิลลิเมตรโดยมีขนาดและแสงสว่างที่เที่ยงตรง

ผู้บริหารของแอปเปิลให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีดังกล่าวมาก และชี้ว่าในอนาคต AR จะมีความสำคัญกับแบรนด์ต่างๆเหมือนกับที่มีเว็บไซต์ คาดหวังว่าแบรนด์แฟชั่นจะนำไปใช้เพราะสร้างประสบการณ์ใหม่กับลูกค้าได้ง่ายขึ้น และประสบการณ์ช็อปปิ้งใหม่ในอนาคตจะต้องเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีนี้

สำหรับค่าย “กูเกิล” ประกาศแล้วว่าในปีหน้าจะเห็นสมาร์ทโฟนค่ายแอนดรอยด์ทั้งตลาดล่างและตลาดระดับกลางหลายร้อยล้านเครื่องจะรองรับเทคโนโลยีนี้ด้วย โดยกูเกิลได้เปิดตัว ARCore สำหรับนักพัฒนาไปต่อยอดสร้างแอพพลิเคชั่นรองรับอนาคตที่การใช้งาน AR จะเป็นเรื่องธรรมดาปกติไปแล้ว

ส่วนชุดแว่นตา AR มีเพียงไมโครซอฟต์และแอปเปิลที่เอาจริงกับการพัฒนาเพื่อการใช้งานในอนาคต โดยไมโครซอฟต์มีโครงการพัฒนา Hololens เป็นแว่นแสดงภาพ 3 มิติ เมื่อสวมใส่แล้วจะเห็นภาพโฮโลแกรมหรือภาพเสมือนจริง สามารถมองเห็นวัตถุในโลกดิจิทัลผ่านโลกจริงได้ สามารถจับด้วยมือเปล่าได้ นำไปใช้ในหลากหลายสาขาได้ เช่น งานออกแบบ การจำลอง สร้างโมเดล การใช้งานด้านวิทยาศาสตร์ สามารถจำลองโลกส่วนตัวภายในบ้านชมทีวี ดูสภาพอากาศ การเล่นเกม ดูหนังฟังเพลง สามารถใช้งานแบบไลฟ์สไตล์ตามจินตนาการ เพราะเป็นอุปกรณ์เทคโนโลยีที่สามารถสร้างสรรค์และสร้างประโยชน์ให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆได้หลากหลาย โดยเฉพาะทางการศึกษา การแพทย์และการสื่อสาร เป็นต้น

แอปเปิลให้ความสนใจได้ตั้งเป้าพัฒนาชุดแว่นตา (standalone AR headset) พร้อมใช้งานในอีก 2 ปีข้างหน้า เป็นแว่นพร้อมใช้งานได้เลย และมีความเชื่อว่า ARจะเปลี่ยนแปลงวิธีการใช้เทคโนโลยีไปตลอดกาล โดยชุดแว่นนี้มีความโดดเด่นพร้อมชิปตัวใหม่และระบบปฏิบัติการใหม่ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษที่เรียกกันภายในว่า “rOS” หรือ reality operating system ทางวิศวกรของแอปเปิลกำลังค้นหาวิธีการที่จะให้ผู้ใช้งานควบคุมตัวแว่นนี้ได้ ผู้ใช้สามารถควบคุมชุดหูฟัง รวมทั้งท่าทาง และเสียงผ่าน Siri

แอปเปิลมองว่า AR จะเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีไปตลอดกาลกับแว่นตาอัจฉริยะไฮเทค

Drone

อากาศยานไร้คนขับ (Unmanned Aerial Vehicle) ในอดีตเกิดขึ้นด้วยการพัฒนาในแวดวงทหาร ใช้เป็นพาหนะเพื่อสอดแนมข้าศึก หรือติดอาวุธเข้าไปถล่มศัตรูในระยะไกล

โดรนเป็นพาหนะทางอากาศที่ไม่ต้องมีคนควบคุมซึ่งทำงานผ่านอุปกรณ์เซ็นเซอร์ต่างๆ วิวัฒนาการของโดรน ไม่ต้องอธิบายกันมากความเพราะหลายๆคนได้เห็นความนิยมการใช้โดรนเป็นที่แพร่หลายกันมาก ระดับราคาเริ่มตั้งแต่หลักร้อยบาทขึ้นไป ในเมืองไทยที่นิยมกันมากก็คือการใช้เพื่อการถ่ายภาพและวีดิโอทางอากาศในมุมสูง ซึ่งได้ให้มุมมองที่แปลกและน่าสนใจ

ดังที่เห็นได้จากการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ และรายการทีวีทั่วไป จนกลายเป็นเรื่องธรรมดา กระแสนิยมโดรนในบ้านเราเมื่อมีผู้ใช้กันมากทางภาครัฐโดย “กสทช.” ได้ออกประกาศควบคุมการใช้ เจ้าของหรือผู้ถือครองโดรนจะต้องไปลงทะเบียนก่อน

ประโยชน์ของโดรนสามารถนำไปใช้ประโยชน์หลากหลายประเภทมาก อย่างเช่นการใช้เป็นพาหนะขนส่ง เมื่อ ehang บริษัทจีนได้เปิดตัวโดรน ehang184 ที่สามารถให้คนโดยสาร ทำเป็นโดรนรูปทรงเฮลิคอปเตอร์ ชาร์จแบต 1 ครั้ง บินต่อเนื่องได้นาน 23 นาที ความเร็วสูงสุด 100 กม./ชม. บินได้สูง 1,000-1,650 ฟุต โดยการควบคุมจะถูกวางแผนการบินไว้ แล้วให้โดรนเป็นพาหนะส่งผู้โดยสารไปแค่นั้นเอง ทุกสิ่งถูกควบคุมด้วยปลายนิ้วผ่านแท็บเล็ต โดยโดรนดังกล่าวนี้ได้ผ่านการทดสอบแล้ว และเตรียมเปิดให้บริการ “โดรนแท็กซี่” ขนาด 2 ที่นั่ง ที่มหานครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในเร็ววันนี้

การใช้โดรนเป็นพาหนะโลจิสติกใช้ขนส่งสินค้า ผู้บุกเบิกนี้ คือ Amazon ที่พัฒนาบริการ Prime Air เป็นการส่งสินค้าไปยังผู้บริโภคภายในระยะเวลาไม่ถึง 30 นาทีอย่างปลอดภัย โดยท่ีเป้าหมายที่จะบริการแก่ลูกค้านับล้านๆรายด้วยการจัดส่งพัสดุที่มีน้ำหนักไม่เกิน 5 ปอนด์

ทางอเมซอนกำลังทดสอบการออกแบบยานพาหนะจำนวนมากและกลไกการจัดส่งเพื่อค้นหาว่าจะส่งมอบแพ็กเกจได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมการทำงานที่หลากหลาย รูปลักษณ์และลักษณะของยานพาหนะจะยังคงมีวิวัฒนาการต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งในอนาคตอเมซอนมองว่า การขนส่งสินค้าทางโดรนจะเป็นปกติเหมือนรถบรรทุกขนส่งสินค้าบนท้องถนนนั่นเอง เช่นเดียวกับ กูเกิลเองก็มีโครงการ Project Wing เพื่อช่วยธุรกิจขนส่งสินค้าไปยังลูกค้าเพื่อความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย

ทางด้านการเกษตร อากาศยานทางการเกษตรฝีมือคนไทย โดรนพ่นยาฆ่าศัตรูพืช, หว่านปุ๋ย, หว่านเมล็ดพันธุ์, การตรวจสอบพื้นที่เพาะปลูกเพื่อวิเคราะห์การเจริญเติบโตของพืช, การถ่ายภาพทางอากาศ

ขณะที่โดรนสำหรับผู้บริโภคที่ฮือฮากันหนีไม่พ้น โดรนพกพาในเคสสมาร์ทโฟนสำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่โดยเฉพาะเช่น AirSelfie โดรนจิ๋วขนาดเท่าสมาร์ทโฟนเพื่อการถ่ายเซลฟี่แบบใหม่พร้อมจะทำให้การใช้ไม้เซลฟี่กลายเป็นสินค้าโบราณ รวมไปถึงโดรนสมาร์ทโฟน (drone phone) เป็นสมาร์ทโฟนที่บินได้เครื่องแรกของโลกเพื่อประสบการณ์ใหม่ๆสำหรับการใช้งานด้านการถ่ายภาพ หรือจะใช้รับชมภาพยนตร์ไม่ต้องใช้มือจับ โดยบริษัทแอลจีที่มีแผนจะผลิตออกสู่ตลาดเร็วๆนี้

ด้วยขีดความสามารถทดแทนแรงงานมนุษย์ในการทำงานบางประเภทได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่มีความเสี่ยงสูง หรืออยู่ในเขตพื้นที่อันตรายและยากต่อการเข้าถึง คุณสมบัติของโดรนมีความคล่องตัว อีกทั้งยังมีต้นทุนในการจัดการต่ำ ทำให้ผู้ประกอบการหันมาให้ความสนใจลงทุนในเทคโนโลยีประเภทนี้อย่างต่อเนื่อง โดยมีการนำมาใช้ธุรกิจพลังงานและสาธารณูปโภค

การสำรวจก่อนการลงทุนและก่อสร้าง โดรนจะเข้ามาช่วยจัดการการลงทุนโครงการพลังงานและไฟฟ้าใหม่ๆอย่างมีประสิทธิภาพ ผ่านการสำรวจและเก็บรายละเอียดของข้อมูลในพื้นที่ก่อสร้าง เป็นต้น

Cashless Society

การเกิดขึ้นของ “บัญชีเงินฝากออนไลน์” หรืออินเทอร์เน็ต แบงก์กิ้ง เป็นการโอนเงินและชำระเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ตที่สะดวกรวดเร็ว และทำได้ทุกที่ทุกเวลาเกิดขึ้นพร้อมๆกับการก้าวเข้ามาของระบบสมาร์ทโฟนที่ช่วยต่อยอดให้เกิดแอพพลิเคชั่นการโอนเงิน และชำระเงินผ่านมือถือ หรือ “โมบาย แบงก์กิ้ง” รวมทั้งแอพพลิเคชั่นกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งทำให้คนไทยสามารถพกพาบัตรเครดิต และบัตรเติมเงินประเภทต่างๆไว้รวมกันในโทรศัพท์มือถือเครื่องเดียว ทำให้แวดวงการเงินของไทยเริ่มมองเห็นหนทางการก้าวสู่สังคมไร้เงินสด หรือ Cashless Society ในประเทศไทย

ในช่วงก่อนหน้านี้กิจกรรมในการจ่ายเงินอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้เกิดขึ้นไม่มาก เพราะอัตราค่าธรรมเนียมที่สูง โดยการโอนขั้นต่ำอยู่ที่ 25 บาทต่อ 1 รายการ จนมาถึงต้นปีนี้ที่รัฐบาลได้ออกระบบการโอนชำระเงินแบบใหม่ หรือพร้อมเพย์ (Prompt Pay) ในราคาค่าธรรมเนียมที่ถูกมาก โดยหากโอนเงินต่ำกว่า 5,000 บาท จะไม่คิดค่าบริการ รวมทั้งติดตั้งเครื่องรับบัตรเครดิต และบัตรเดบิตในร้านค้าขนาดเล็กมากขึ้น

ทำให้คนไทยเริ่มเห็นถึงความสะดวกสบายและหันมาโอนจ่ายเงินด้วยเงินอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดเพิ่มมากขึ้น เพราะเพียงกดแอพพลิเคชั่น จ่ายเงินก็สามารถจ่ายค่าสินค้าและบริการได้โดยไม่ต้อง วิ่งไปกดเงินสด หรือกังวลเรื่องแบงก์ย่อยเงินทอนอีกต่อไป โดยล่าสุดขณะนี้มีผู้ให้บริการพร้อมเพย์ทั้งสิ้นทั้งที่เป็นสถาบันการเงินและไม่ใช่สถาบันการเงิน 36 ราย และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า เป้าหมาย ณ สิ้นปี 2560 จะมีจำนวนผู้ใช้บริการพร้อมเพย์ทั้งสิ้นสูงถึง 40 ล้านบัญชีเพื่อเร่งให้เข้าสู่สังคมไร้เงินสดในประเทศไทย ผลิตภัณฑ์การเงินอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกปล่อยออกมาเพื่อให้การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนเงินสดง่ายขึ้น คือ โครงการการชำระเงินด้วยระบบคิวอาร์โค้ด หรือ QR Code Payment ซึ่งเป็นเครื่องหมายบาร์โค้ดอย่างหนึ่ง ที่เป็นตัวแทนของบัญชีของผู้รับชำระเงิน หรือผู้ขายสินค้าและบริการ และมาตรฐาน Thai QR Code หรือมาตรฐานกลางคิวอาร์โค้ดของประเทศไทย

ทำให้การชำระเงินยิ่งง่ายมากขึ้น เพราะแค่นำสมาร์ทโฟนสแกนคิวอาร์โค้ดของผู้ขายสินค้าและบริการ แล้วกดชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ หรือแอพพลิเคชั่นชำระเงินของธนาคารพาณิชย์ กดจำนวนเงินที่จะชำระ “สแกนปุ๊บ จ่ายปั๊ป” เท่านั้นก็เรียบร้อย ใช้ได้ทั้งการจ่ายเงินค่าแท็กซี่ ค่าอาหาร สินค้าและบริการ ร้านส้มตำ ไก่ย่าง หาบเร่ แผงลอย หรือจะซื้อลอตเตอรี่ก็ทำได้

ล่าสุด ธปท.ได้อนุญาตให้ 8 ธนาคารพาณิชย์ คือ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคาร ทหารไทย และธนาคารธนชาต ทำธุรกรรมคิวอาร์โค้ดได้เต็มรูปแบบ

ธปท.เชื่อว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แม้ว่าจะไม่ได้ทำให้สังคมไทยกลายเป็นสังคมไร้เงินสดในประเทศไทยในเวลาอันใกล้มากนี้ แต่เมื่อรวมกับการสร้างความปลอดภัยในการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์เช่น การดูแลความปลอดภัยไซเบอร์ และการทำธุรกรรมทางการเงินโดยใช้เทคโนโลยีลักษณะทางชีวภาพยืนยันตัวบุคคล เช่น การใช้ลายนิ้วมือ เสียง การสแกนม่านตาและใบหน้า ฯลฯ เชื่อว่าเป็นหนทางเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และจะเห็นการใช้เงินสดจะเริ่มลดลงเรื่อยๆในระยะต่อไป

Biometric Technology

เทคโนโลยีลักษณะทางชีวภาพยืนยันตัวบุคคล ในอดีตที่ผ่านมาการยืนยันตัวบุคคลมีความจำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจพิสูจน์การยืนยันตัวบุคคล ยืนยันศพว่าเป็นใคร และนำมาใช้ประโยชน์ในการยืนยันตัวบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย

สำหรับในแวดวงการเงินการธนาคารแล้วก็มีความจำเป็นมากที่จะต้องระบุว่าเป็นเจ้าของทรัพย์สินหรือเงินฝากในธนาคารเพื่อการยืนยันการทำธุรกรรมทางการเงิน โดยในช่วงที่ผ่านมาทางภาคการเงินได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีมาอย่างต่อเนื่อง สมัยก่อนใช้ตัวเจ้าของบัญชีไปยืนยันด้วยตนเองที่ธนาคารพร้อมลายเซ็น

ในยุคอินเตอร์เน็ต เฟื่องฟูเริ่มนิยมใช้อินเตอร์เน็ตแบงกิ้งด้วยการสมัครใช้ชื่อและเข้ารหัสหรือพาสเวิร์ดเพื่อเป็นการยืนยันตัวตนเพื่อเข้าไปทำธุรกรรมออนไลน์ แต่มีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยหากคนอื่นทราบรหัสและพาสเวิร์ดแม้ว่าจะมีการป้องกันภัยหลายชั้นก็ตาม

เทคโนโลยีลักษณะทางชีวภาพยืนตัวบุคคลจึงถูกพัฒนาขึ้นมาให้มีความปลอดภัยสูง ลายนิ้วมือ ฝ่ามือ เสียง ม่านตา เรตินา ใบหน้า ดีเอ็นเอ ลายเซ็น มายืนยันแสดงตัวตน

เช่นเดียวกับการใช้สมาร์ทโฟนที่เริ่มต้นการป้องกันผู้อื่นขโมยไปใช้ด้วยการเข้ารหัส ก็ได้ถูกพัฒนาให้มีความปลอดภัยขึ้นอีกระดับ โดยแอปเปิลซึ่งได้พัฒนาระบบ Touch ID ก่อนการใช้งานไอโฟนต้องตั้งสแกนลายนิ้วมือเพื่อยืนยันการใช้งานครั้งต่อๆไป โดยทุกลายนิ้วมือจะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนั้นจึงยากมากๆ ที่จะลงทะเบียนตรงกันได้ ความน่าจะเป็นที่เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นได้คือ 1 ใน 50,000 ต่อหนึ่งนิ้วมือที่ลงทะเบียน

อย่างไรก็ตาม แม้การใช้ลายนิ้วมือเพื่อยืนยันตัวตนจะมีความปลอดภัยสูงแล้ว แต่ก็ยังไม่มากพอ โดยแอปเปิลได้พัฒนา Face ID ด้วยการใช้สแกนใบหน้าเพื่อยืนยัน โดยได้มีการเริ่มต้นใช้งานใน iPhone X ทางแอปเปิลระบุว่าการยืนยันใบหน้าจะมีความผิดพลาด 1 ใน 1 ล้าน และมีความเป็นไปได้หากฝาแฝด หรือพ่อแม่พี่น้องที่มีหน้าตาเหมือนกันมากๆ แต่ก็สามารถตั้งค่าความปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสอีกชั้นหนึ่ง ทางซัมซุงก็มีระบบสแกนม่านตาและจดจำใบหน้า

ทางธนาคารพาณิชย์เองก็ได้ตอบรับกับเทคโนโลยีนี้เพื่อความปลอดภัยของลูกค้าเปิดให้บริการทำธุรกรรมการเงินผ่านแอพพลิเคชั่น บนสมาร์ทโฟน ได้มีการนำเทคโนโลยีชีวภาพการแสดงตัวตนแทนรหัส เช่น ใช้เสียง ลายนิ้วมือ ม่านตา และใบหน้า เพื่อความสะดวก รวดเร็ว และเพิ่มความปลอดภัย อาทิ ธนาคารกสิกรไทย ใช้คุณสมบัติของสมาร์ทโฟน เข้าสู่แอพพลิเคชั่น เค พลัส (K PLUS) ใช้สแกนลายนิ้วมือ ม่านตา หรือใบหน้า แต่การทำธุรกรรมการเงินต่อไปต้องใช้ตัวเลขรหัส 6 หลัก

ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดให้บริการทำธุรกรรมการเงินผ่านการสแกนลายนิ้วมือ ม่านตา และใบหน้า เพื่อเข้าสู่แอพพลิเคชั่น SCB EASY พร้อมกับเปิดทางเลือกให้ลูกค้าเลือกใช้คุณสมบัติของสมาร์ทโฟน ทำธุรกรรมการเงินแทนรหัส 6 หลัก ธนาคารซิตี้แบงก์ได้นำ (Voice Biometrics) ให้ลูกค้ายืนยันตัวตนด้วย “เสียงพูด” แทนรหัสผ่าน ในการเข้าสู่ระบบธนาคารผ่านซิตี้โฟนแบงกิ้ง

“ก้าวต่อไปของบรรดาธนาคารพาณิชย์ การนำเทคโนโลยีชีวภาพมาแสดงตัวตนแทนรหัส อยู่ระหว่างการพัฒนาแอพพลิเคชั่นใช้ทำธุรกรรมการเงินเช่นการสแกนใบหน้า การสแกนม่านตาได้โดยตรงผ่านแอพ แทนการใช้คุณสมบัติจากสมาร์ทโฟน เพราะสมาร์ทโฟนหลายๆรุ่นยังไม่รองรับเทคโนโลยีนี้”

internet of Things (IoT)

อินเตอร์เน็ตในทุกสิ่ง เป็นเทคโนโลยีที่พูดถึงกันมากในปีนี้ มองกันว่าจะส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันของมนุษย์อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หลังจากเครือข่าย 3 จี ได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตครั้งใหญ่ของมนุษย์เราไปแล้ว เกิดธุรกิจใหม่ๆขึ้นมามากมาย ด้วยการสื่อสารอันน่าทึ่งของอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ สามารถสื่อสารออนไลน์กันได้เอง มนุษย์เราไม่ต้องไปยุ่งให้วุ่นวายเพียงแค่ควบคุมการสั่งงานผ่านอินเตอร์เน็ตเท่านั้น และตอบสนองมนุษย์อย่างทันท่วงที

อุปกรณ์เครื่องใช้ในบ้านทั้งหมดจะต้องสื่อสารกันได้ ทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายกำลังเร่งเครื่องพัฒนาเครื่องใช้ทั้งหลายให้มีความชาญฉลาดมากขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่อุปกรณ์เสียบปลั๊กแล้วทำงานเท่านั้น เช่น การสั่งเปิด-ปิดไฟฟ้า ระบบทำความเย็น เครื่องใช้สำนักงานเครื่องมือการเกษตร หรือแม้แต่สั่งให้อาหารสัตว์เลี้ยงที่บ้านโดยอัตโนมัติโดยไม่มีคนอยู่บ้าน เป็นต้น

ถึงวันนี้แล้วนับว่ามาเร็วกว่าที่คาดคิดกันไว้ ยกตัวอย่างง่ายๆกับอุปกรณ์ Wearable หรืออุปกรณ์สวมใส่อัจฉริยะ เช่นสายรัดข้อมือ นาฬิกาอัจฉริยะที่เริ่มนิยมใส่กันช่วยให้มนุษย์เรามีสุขภาพที่ดีขึ้นกับอุปกรณ์เหล่านี้ หรือสมาร์ทโฮม ที่สามารถใช้เพื่อการควบคุมระบบป้องกันภัย ระบบควบคุมภายในบ้าน ไปจนถึง Connected Car ด้วยระบบออนไลน์ในรถยนต์แจ้งเตือนการชน เตือนน้ำมันหมด หาสถานีบริการน้ำมันใกล้ที่สุด เชื่อมโยงกับระบบไฟจราจรเพื่อให้รถยนต์ลดความเร็วและหยุดขณะที่ไฟจราจรใกล้จะเปลี่ยนเป็นสีแดง

รวมทั้งภาคการเกษตรที่ได้นำเทคโนโลยีนี้มาพัฒนาต่อยอดเพื่อเป้าหมายลดต้นทุนการผลิตและได้ผลผลิตที่มากขึ้น เช่นโครงการ ดีแทค ฟาร์มแม่นยำ ที่นำเทคโนโลยีนี้มาใช้โดยเป็นการทดลองใช้ช่วยเหลือเกษตรกร โดยวิศวกรดีแทคผู้พัฒนาโซลูชั่น “ดีแทค ฟาร์มแม่นยำ” ร่วมกับ เนคเทค–สวทช. และกรมส่งเสริมการเกษตร กำลังตรวจเช็กการใช้งานของเครื่อง IoT โดยดีแทคเป็นผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่นและระบบคลาวด์ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากเครื่อง IoT

ดังเช่น ในโรงเรือนเพาะปลูกโคโค่เมล่อน จ.สุพรรณบุรี โดยการใช้เทคโนโลยี IoT ประกอบด้วยฟังก์ชันการทำงาน 4 ส่วนหลัก ได้แก่ เซ็นเซอร์วัดความชื้นในดิน ความชื้นในอากาศ ความเข้มแสง และกล้องเพื่อตรวจจับศัตรูพืช โดยเกษตรกรคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจธุรกิจการเกษตร เลือกเพาะปลูกเมล่อนปลอดสารพิษ เพราะมีราคาสูงและใช้พื้นที่ไม่มาก ขณะที่เทคโนโลยีช่วยให้การจัดการการเกษตรได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดต้นทุน เพิ่มรายได้

สำหรับสวนมะเขือเทศแตะขอบฟ้า จ.สุพรรณบุรี เจ้าของสวนผู้หันหลังให้กับงานประจำกลับบ้านเกิด พัฒนาผืนดินไม่ถึงไร่ปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ในโรงเรือน ร่วมกับเทคโนโลยี IoT ทำให้ไม่ต้องใช้เวลาในการดูแลมากเหมือนเกษตร
แบบดั้งเดิม ผลผลิตมีคุณภาพ และทำให้เกษตรกรเป็นผู้กำหนดราคาขายได้เอง

ข้อมูลที่ได้จากเครื่อง IoT จะแสดงผลผ่านแอพพลิเคชั่นบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ทำให้เกษตรกรทราบสถานะของปัจจัยเพาะปลูกแบบเรียลไทม์ และปรับเปลี่ยนการทำงานได้อย่างทันท่วงที ลดความสูญเสียจากสภาพอากาศที่ไม่เอื้ออำนวย ตลอดจนศัตรูพืช

เมื่ออินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อกับทุกสิ่งในอนาคตจะทำให้มนุษย์เรามีความสะดวกสบายอย่างที่ไม่เคยคาดคิดกันมาก่อน!!

Artificial Intiligence (AI)

ปัญญาประดิษฐ์ นับเป็นอีกสุดยอดเทคโนโลยีที่มีการพูดถึงและใช้กันแพร่หลายได้ถูกพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องกับเป้าหมายให้มีความสามารถคล้ายมนุษย์ คิดเองเป็น เป็น “แมทชีน เลิร์นนิ่ง” เรียนรู้จากการกระทำและพัฒนาต่อยอดอย่างไม่มีสิ้นสุด ทางบริษัทเทคโนโลยีแอปเปิล, กูเกิล, ไมโครซอฟท์, อเมซอน, เฟซบุ๊กและ ไลน์ เป็นต้น มองเห็นอนาคตได้พัฒนาและใช้งานกันแล้ว

ขีดความสามารถของ AI ในที่สุดเป็นที่หวั่นสะพรึงกันว่าจะมีหุ่นยนต์มาทำงานแทนมนุษย์ หรือไม่ก็เป็นหน่วยทหารที่ออกมาทำสงครามแทนคนกัน เจ้าของอี-คอมเมิร์ซชื่อดัง “อาลีบาบา” มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของจีน “แจ็ค หม่า” มองว่า ในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้าจะแย่งงานมนุษย์ทำ การทำงานที่ต้องใช้ทักษะต่ำ แรงงานไม่มีการพัฒนาจะถูกทดแทนโดย AI และอาจจะทำให้มนุษย์เราเหลือวันทำงานแค่สัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 4 ชั่วโมง และเขายังมีความเชื่อว่าหุ่นยนต์เครื่องกล เครื่องจักรทั้งหลายถึงจะมีความชาญฉลาดอย่างไรก็ไม่มีวันเอาชนะความฉลาดแบบมนุษย์เราได้

ในปัจจุบันได้มีการใช้งานเป็น แชทบอท เพื่อบริการลูกค้าออนไลน์ คอลเซ็นเตอร์ ลดการใช้แรงงานคน บริษัทยักษ์ใหญ่ได้พัฒนาผู้ช่วยอัจฉริยะเพื่อบริการแก่ผู้ใช้งานไม่ว่าจะเป็น Siri ของแอปเปิล, Google Assistant ของกูเกิล, Cortana ของไมโครซอฟท์ และที่กำลังบุกตลาดในขณะนี้คือ Alexa ของอเมซอนที่นำผลิตภัณฑ์หลากหลายรุ่นออกมารับใช้เจ้าของที่มีทักษะในการทำงานอัตโนมัติเพิ่มขึ้นตลอดเวลา

เทคโนโลยีนี้นับว่าทุกวงการเลยก็ว่าได้ที่พัฒนาและปรับปรุงมาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้มนุษย์เช่น ได้มีการพัฒนา AI สำหรับชงกาแฟในสำนักงาน ด้วยแนวคิดที่ว่าปกติพนักงานจะไปที่เครื่องชงกาแฟ กดปุ่มให้เครื่องทำงาน แล้วกลับมานั่งทำงานต่อ ส่วนใหญ่จะลืมหรือกว่าจะกลับไปเอากาแฟอีกทีใช้เวลานาน เมื่อพนักงานอยากดื่มกาแฟสามารถสั่งเครื่องกาแฟทำงาน ผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ของตน และเมื่อกาแฟพร้อมดื่ม หน้าจอคอมพ์จะทำการเตือนให้ลุกไปหยิบกาแฟมาดื่มได้

อีกหนึ่งอย่างเช่น คอมพิวเตอร์ AI สามารถเอาชนะแชมป์หมากรุกโลกได้ แม้ว่าคนพัฒนาโปรแกรมไม่ได้เป็นเซียนหมากรุกตัวยงก็ตาม นี่เป็นความชาญฉลาดที่มันเรียนรู้เพิ่มขึ้นทุกวันนั่นเอง!!!

และที่มาเร็วอย่างไม่คาดคิดก็คือ รถยนต์ไร้คนขับ ที่บรรดาค่ายรถยนต์และบริษัทเทคโนโลยีได้เร่งพัฒนากันจนคาดกันว่าในเชิงพาณิชย์คงจะได้เห็นกันเร็วๆนี้ และต้องมีการแก้กฎเกณฑ์ข้อบังคับอีกละเอียดยิบ รถยนต์ไร้คนขับ ใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ หลายด้านมาใช้ร่วมกัน โดยหลักก็คือ AI, loT, เซ็นเซอร์, เรดาร์, จีพีเอส เป็นต้น ซึ่งมีรายละเอียดซับซ้อนมากเพราะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหลัก

เป้าหมายของระบบรถยนต์ไร้คนขับไม่ว่าจะเป็นรถส่วนตัวไร้คนขับหรือแท็กซี่ไร้คนขับ ก็คือ ความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ, ไม่ต้องมีคนขับรถ, ไม่ต้องหาที่จอดรถ และการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ, ลดปัญหาจราจร ซึ่งเหมาะสมกับเมืองไทยมาก เมื่อดูสถิติติดอันดับหนึ่งของโลกในด้านอุบัติเหตุและรถติดวินาศสันตะโร!!

ทีมเศรษฐกิจ

ตลอดปี 2560 ที่ผ่านมา...นับว่าเป็นปีที่เทคโนโลยีของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปรวดเร็ว ก้าวนำไปสู่สังคมดิจิทัล มีการพัฒนาเทคโนโลยีล้ำสมัยหลากหลายรูปแบบเพื่อตอบรับผู้บริโภคในยุคนี้ซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่สะดวกสบายจากเทคโนโลยีที่เชื่ 29 ธ.ค. 2560 12:52 30 ธ.ค. 2560 10:57 ไทยรัฐ