วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เหลียวหลังแลหน้าปฏิรูปการศึกษาไทย "ปีไก่อลวน" ต่อ "ปีจอจำเจ"

นับถอยหลังอีกเพียงสองวัน “ปีไก่” 2560 ก็จะโบกมือลา และ “ปีจอ” 2561 จะย่างเข้ามาแทนที่ วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปรวดเร็ว เฉกเช่นเดียวกับรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ปรับเปลี่ยนมาจนถึง “ครม.ประยุทธ์ 5”

“ทีมการศึกษา” ได้เคยตั้งคำถามกับรัฐบาลคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ คสช. ถึงการบุกตะลุยใช้อำนาจหัวหน้า คสช. ออกคำสั่งตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ขจัดเสี้ยนหนามที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการศึกษา เพื่อหวังใส่เกียร์เดินหน้าขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาให้ไปถึงฝั่งตามที่สังคมมุ่งหวัง

โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างการบริหารงานของกระทรวงศึกษาธิการใหม่ ให้มีการบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค โดยจัดตั้ง คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด หรือ กศจ. มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ทำหน้าที่บริหารงานแทนส่วนกลาง มีศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) เป็นตัวแทนกระทรวงขับเคลื่อนงานการศึกษาในจังหวัดและภูมิภาค

เป็นทางออกของการปฏิรูปประเทศจริงหรือ???

วันนี้เราจึงขอทำหน้าที่ฉายภาพการทำงานตลอดปี 2560 ที่สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ต่างๆซึ่งส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี เริ่มตั้งแต่การถูกฟ้องกราวรูดยกบอร์ด กศจ.อุบลราชธานี หลังถูก 4 ผู้อำนวยการสถานศึกษาในจังหวัดอุบลราชธานี เป็นโจทก์ฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กล่าวหาสั่งโยกย้ายไม่เป็นธรรม ซึ่งคดียังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว ฉันใด การถูกฟ้องของบอร์ด กศจ.อุบลราชธานี เพราะส่งผลให้ กศจ.หลายจังหวัดโดยเฉพาะผู้ว่าราชการจังหวัดจำนวนไม่น้อย เกิดอาการหวาดผวาจนอยากจะ “โยนเผือกร้อน” ให้พ้นมือ

และถึงขั้น นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ต้องส่งมือดีอย่าง ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ ซึ่งมีสายสัมพันธ์อันดีกับผู้ว่าราชการจังหวัด เดินสายทั่วประเทศกล่อมให้รับภาระหน้าที่ต่อ พร้อมขอร้องแกมบังคับให้ทุกคนนั่งหัวโต๊ะเป็น ประธานบอร์ด

กศจ. ซึ่งก็ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายที่ ครม.ประยุทธ์ 5 ม.ล.ปนัดดาที่เคยรับหน้าที่เป็นกาวใจถูกปรับพ้นเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการแล้ว

ตอกย้ำด้วยเรื่องที่ “ทีมการศึกษา” มองว่าเป็นปมปัญหาใหญ่คือ เกิด “ศึกแย่งอำนาจ” ระหว่าง ศึกษาธิการจังหวัด กับ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ในประเด็นการลงนามบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 (3) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ซึ่งเดิมเคยเป็นอำนาจของ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ในฐานะเลขานุการคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในขณะที่คำสั่ง คสช. ที่ 19/2560 ระบุให้เป็นอำนาจของศึกษาธิการจังหวัด ในฐานะเลขานุการ กศจ.

เรื่องของอำนาจ ไม่เข้าใคร ออกใคร เห็นได้ชัดจากปฏิกิริยาที่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาหลายแห่ง แสดง ออกถึงการต่อต้านการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด

เริ่มตั้ง แต่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาไม่ต่ำกว่า 28 เขต ไม่ยอมเซ็นอนุมัติการเกลี่ยอัตรากำลังข้าราช-การครูและบุคลากรทาง การศึกษา จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อโอนย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ยังสำนักงาน ศธจ.ทั่วประเทศ โดยให้เหตุผลว่าคนไม่พอ เป็นเหตุให้ คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค หรือ คปภ. ต้องเข้ามาห้ามทัพ ก่อนมีมติชะลอการเกลี่ยอัตรากำลังครั้งที่ 3 จนกว่าจะมีการทบทวนกรอบอัตรากำลังของสำนักงาน ศธจ. และ สพท.ใหม่ เพื่อให้มีคนเพียงพอกับการปฏิบัติงาน

แทนที่จะ “บูรณาการ” การทำงานในภูมิภาค เพื่อให้การจัดการศึกษาเกิดประสิทธิภาพสูงสุดตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้ ความขัดแย้งกลับขยายวงกว้าง เมื่อ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 7 ตอบกลับหนังสือเชิญของ สำนักงาน ศธจ.นครราชสีมา ปฏิเสธการเข้าร่วมงานประดับเครื่องหมายอินทรธนูแก่ข้าราชการบรรจุใหม่ ด้วยถ้อยคำที่เหมือนกระแทกแดกดันว่า “ทราบ ไม่ไป ข้าราชการที่บรรจุใหม่ล้วนเป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งสิ้น ควรให้ผู้บังคับบัญชาโดยชอบเป็นผู้ดำเนินการ” ทำให้ความร้าวฉานยิ่งบาดลึก

และตอกตะปูปิดฝาโลง ส่งท้าย “ปีไก่อลวน” ถึงความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการบริหารงานบุคคลของ ศธ. ในภูมิภาค ภายใต้โครงสร้างใหม่

คือการบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ที่ตกเป็นข่าวครึกโครม กรณีของ น.ส.วนาลี ทุนมาก และ น.ส.นิราวัลย์ เชื้อบุญมี ครูสอนวิชาสังคมศึกษา ที่ทางสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 (สุโขทัย-ตาก) เรียกตัวไปปฏิบัติหน้าที่ ณ โรงเรียนอุ้มผางวิทยาคม จ.ตาก ได้ 5 เดือน เงินเดือนก็ไม่ได้รับ จู่ๆก็มีหนังสือจาก สพม.เขต 38 แจ้งว่า กศจ.ตากมีมติไม่อนุมัติการบรรจุและแต่งตั้งเนื่องจากไม่เป็นไปตามมติ

จนต้องพ้นจากการเป็น “แม่พิมพ์ของชาติ” โดยที่ครูทั้งสองไม่รู้อีโหน่อีเหน่ แต่เป็นความผิดพลาดที่เกิดจากส่วนงานราชการ ซึ่งเบื้องต้นพบว่าเป็นความผิดพลาดของ สพม.38 จนนำไปสู่การตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง อดีต ผอ.สพม.38 เป็นที่เรียบร้อย และความผิดพลาดดังกล่าวนำไปสู่การยื่นหนังสือของ 2 ครูสาวเพื่อขอความเป็นธรรมจาก คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ค.ศ. ที่มี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการเป็นประธาน ช่วย “เยียวยา” ให้ได้กลับเข้ารับราชการ พร้อมๆกับการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองพิษณุโลก เพื่อขอเงินชดเชยค่าเสียหายด้วยตัวเลข 7 หลัก

“เกมอำนาจ” ที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่สร้างความร้าวฉาน แต่ส่งผลให้เกิดความเสียหายต่อราชการ และยังทำให้การปฏิรูปการศึกษาเผชิญสภาพ “ยักตื้นติดกึก ยักลึกติดกัก” แม้เวลาล่วงเลยมาจนจะสิ้นปี แต่ปัญหาดังกล่าวยังไร้ทางออก จน รมว.ศึกษาธิการต้องสั่งการให้ นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ต้นสังกัดของ ศธจ. และ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้นสังกัดของเขตพื้นที่ หารือร่วม นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อ “หย่าศึก” ที่เกิดขึ้น

ในที่สุดก็ได้ข้อสรุป นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ขอแก้ไขคำสั่ง คสช.ที่ 19/2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของ ศธ. ด้วยการคืนอำนาจในการลงนามบรรจุแต่งตั้งตามมาตรา 53 (3)
และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ให้ ผอ.สพท.

พร้อมกับการตั้งคณะกรรมการ กศจ. ขึ้น 2 คณะ คือ คณะกรรมการบูรณาการด้านการศึกษา และ คณะกรรมการการบริหารงานบุคคล ซึ่งแยกงานการศึกษากับการบริหารงานบุคคลออกจากกัน แต่ทั้งสองคณะยังมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน ศธจ. เป็นเลขานุการ และ ผอ.สพท.เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง พร้อม “คานอำนาจ” ด้วยการตั้งผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นกลางจำนวนเท่ากับ ผอ.สพท.ร่วมนั่งในบอร์ดเป็นการขอแก้ไขคำสั่ง คสช.ส่งท้ายปี ที่ “ทีมการศึกษา” มองว่าคงต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ เพราะไม่มีใครการันตีได้ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้จริงหรือไม่???

ท่ามกลางการปฏิรูปโครงสร้างการบริหารงานของ ศธ.ในภูมิภาค ที่มองว่าจะเป็นกลไกช่วยกระตุ้นให้คุณภาพการศึกษาของเด็กไทยดีขึ้นเริ่มรางเลือน สังคมต่างหันไปฝากความหวังไว้กับ คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ที่มี ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา เป็นประธาน ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิหลากหลายด้านถึง 24 คน ร่วมเป็นกรรมการ ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2560 แต่งตั้งขึ้น เพื่อดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะ ตลอดจนร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาให้บรรลุเป้าหมาย ตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560

โดยบอร์ดอิสระฯมีการประชุมทุกวันอังคารตามรอย ครม. พร้อมลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น เพื่อเตรียมจัดทำแผนปฏิรูปการศึกษาเสนอรัฐบาล โดยวาง 4 เป้าหมายหลัก คือ 1.ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ทั้งโอกาสการเข้าถึง การเพิ่มทางเลือกและการเรียนรู้พัฒนาที่เหมาะสมกับศักยภาพผู้เรียน 2.คุณภาพการศึกษาดีขึ้น ผู้เรียนมีสมรรถนะที่พึงประสงค์ เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม จริยธรรม 3.มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ 4.การปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาล ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ

พร้อมอีกหนึ่งเป้าหมายที่สำคัญคือ การยกร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ ที่เปรียบเสมือน “รัฐธรรมนูญการศึกษา” ที่จะช่วยพลิกโฉมการศึกษาไทย แต่ด้วยเวลาเพียง 7 เดือนของการทำงานที่ผ่านมา ผลงานจึงยังไม่เห็นหน้าเห็นหลัง มีเพียง ร่าง พ.ร.บ.กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. ... เพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ที่ผ่านความเห็นชอบในหลักการจากคณะรัฐมนตรีเท่านั้น ที่ต้องเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลใช้บังคับก่อนวันที่ 6 เม.ย.2561 ตามที่ “ขีด เส้นตาย” ไว้ในรัฐธรรมนูญ

ส่วนเรื่องสำคัญอื่นๆ ทั้งการพัฒนาเด็กปฐมวัย การปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน การปรับหลักสูตรและการวัดผลประเมินผล การคัดกรองและพัฒนาครู อาจารย์ รวมถึงการปรับปรุงโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษายังคงอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ปี 2561 น่าจะมีแนวทางการขับเคลื่อนออกมาอย่างเต็มรูปแบบ

แต่ดูเหมือนเส้นทางจะไม่ราบรื่นนัก เนื่องจากระหว่างทางมีหลายประเด็นที่บอร์ดอิสระฯ ให้ความเห็นชอบ เพื่อเป็นข้อเสนอต่อรัฐบาลให้กระทรวงศึกษาธิการนำไปสู่การปฏิบัติ อาทิ โรงเรียนนิติบุคคล การจัดการเรียนการสอนแบบใช้สมรรถนะเป็นฐาน และการจัดการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาพิเศษ ที่เป็นรูปแบบใหม่ในการจัดการศึกษาที่มีความอิสระและคล่องตัวเพราะแทบทุกเรื่องกระทรวงศึกษาธิการ มักจะ “มองต่างมุม” และมีเสียงทัดทานตามมาแทบทั้งสิ้น โดยยกเรื่องของกฎหมายที่จะมารองรับ และความยากลำบากในฐานะผู้ปฏิบัติมาเป็นข้ออ้าง

“ทีมการศึกษา” มองว่าการจะปฏิรูปการศึกษาไทยให้ได้ผลตามที่สังคมคาดหวัง ทุกคน ทุกฝ่ายต้องเลิกยึดติดในอำนาจแล้วพบกันครึ่งทาง โดยยึดประโยชน์ของเด็กและประเทศชาติเป็นสำคัญ เพื่อให้การทำงานในปีจอ 2561 ไม่ซ้ำซากจำเจ เสมือนพายเรืออยู่ในอ่าง

ลด “ทิฐิ” ละ “อัตตา” เพื่อการศึกษาไทย เป็นความหวังของการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง!!!


ทีมการศึกษา

นับถอยหลังอีกเพียงสองวัน “ปีไก่” 2560 ก็จะโบกมือลา และ “ปีจอ” 2561 จะย่างเข้ามาแทนที่ วันเวลาหมุนเวียนเปลี่ยนไปรวดเร็ว เฉกเช่นเดียวกับรัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี 29 ธ.ค. 2560 12:51 29 ธ.ค. 2560 14:44 ไทยรัฐ