วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปลี่ยนแปลงแบบเหมาเข่ง ขวบปีที่ส่งผ่าน ฟุตบอลไทยดีขึ้น...จริงหรือ?

เข้าสู่บรรยากาศส่งท้ายปี เป็นช่วงเวลาที่ควรจะ “ทบทวน” เพื่อศึกษาก่อนที่จะก้าวต่อไปในวงรอบใหม่ “กราวกีฬาไทยรัฐ” ขอให้โอกาสนี้นึกย้อนถึงเรื่องราวในแวดวงกีฬาที่เกิดขึ้นมากมาย แต่ก็ต้องยอมรับว่าในปี 2560 ที่กำลังจะผ่านพ้นไปนั้น กีฬาที่ถือว่ามีอิทธิพลเป็นเป้าความสนใจสูงสุดไม่พ้น “ฟุตบอล”

และสมาคมกีฬาที่รับผิดชอบโดยตรงก็คือ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้การนำของ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคม ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ว่าได้สร้างความแตกต่างจากรูปแบบเดิมๆ

แม้จะเข้ามาทำงานกันมากว่า 2 ปีแล้ว แต่ขวบปีที่ผ่านมาถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆอย่างเด่นชัด!

จะเป็นด้วยต้องการปรับ “ภาพลักษณ์” ด้วยมุ่งหวังและคาดว่าจะเป็นการพัฒนาปรับปรุงให้การทำงานดีขึ้นแล้ว ในอีกมิติหนึ่งอาจจะถูกมองได้ว่าต้องการลบเชื้อเก่าๆของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯยุคก่อนออกไปให้หมดด้วย

สมาคมกีฬาฟุตบอลฯยุคใหม่ต้องการให้ทีมชาติไทยขยับเข้าใกล้ความเป็นมืออาชีพระดับนานาชาติมากขึ้น จึงได้ตัดสินใจว่าจ้างบริษัท “เอคโคโน เมธอด ซอคเกอร์ เซอร์วิส” ซึ่งเป็นบริษัทด้านการจัดการฟุตบอลจากบาร์เซโลนา ประเทศสเปน เข้ามาดูแลทีมเยาวชนทุกระดับ

เอคโคโนเข้ามาดูแลจัดการระบบให้กับทีมชาติไทย (เยาวชน) ทุกชุด ยกเว้นชุดใหญ่

ในรายละเอียดแจกแจงว่า ระบบการพัฒนาเยาวชนภายใต้การดูแลของ เอคโคโน นั้น จะมีขั้นตอนการส่งต่อผู้เล่นจากรุ่นสู่รุ่นอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้จากการที่หัวหน้าผู้ฝึกสอนของแต่ละชุดจะสนับสนุนการทำงานของกันและกันชัดเจน

แต่หลังจากเซ็นสัญญากันเมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ต้องยอมรับตามตรงว่าผลงานของพวกเขายังไม่ค่อยเป็นที่ถูกใจมากนัก!

การที่ทีมไทยได้เพียงพระรองในฟุตบอลอายุไม่เกิน 15 ปี ชิงแชมป์อาเซียน หลังพ่ายจุดโทษให้กับ “นักเตะสกุลเหงียน” เวียดนาม ในรอบชิงชนะเลิศ 2-4 (เสมอในเวลา 0-0) คาชลบุรี สเตเดียม และได้แค่รองแชมป์กลุ่มจี ในศึกยู-16 ชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือกนั้น ทำให้เอคโคโนโดนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

แม้จะพาทีมชาติไทยชุดยู-18 คว้าแชมป์อาเซียน และท้ายที่สุดทีมยู-16 ก็ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายชิงแชมป์เอเชียสำเร็จในฐานะทีมอันดับ 2 ที่ดีที่สุด ก็ไม่วายที่จะถูกตั้งคำถามจากแฟนบอลว่าบริษัทจากบาร์เซโลนาแห่งนี้ “เป็นของจริงหรือไม่” ซึ่งสมาคมกีฬาฟุตบอลฯก็ตอบกลับคำครหาต่างๆเหล่านั้นด้วยคำว่า “มันต้องใช้เวลา”

ในส่วนของทีมชาติไทยชุดใหญ่ก็มี “มิโลวาน ราเยวัช” กุนซือใหญ่ชาวเซิร์บ เป็นเฮดโค้ช และทีมชาติไทยชุดอายุไม่เกิน 23 ปี มี โซรัน ยานโควิช เป็นหัวหน้าสตาฟฟ์โค้ช

นั่นหมายความว่ายุคนี้โค้ชชาวต่างชาติเป็นใหญ่ ส่วนโค้ชชาวไทยอย่างดีที่สุดก็เป็นได้แค่ผู้ช่วยเท่านั้น!

และล่าสุด เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็กลับดังขึ้นมาอีกระลอก หลังจากที่ “ช้างศึกจูเนียร์” ไปคว้าอันดับ “บ๊วย” ในศึกเอ็ม-150 คัพ ยิ่งในนัดชิงอันดับที่ 3 ดันไปพ่ายให้กับคู่รักคู่แค้นอย่าง “เวียดนาม” 1-2 แล้วด้วย ยิ่งทำให้กระแสเริ่มคุกรุ่นขึ้นมาอีกครั้ง

ไม่รู้ว่าศึกยู-23 ชิงแชมป์เอเชียรอบสุดท้าย ในต้นเดือน ม.ค.นี้ จะหมู่หรือจ่า “โซรัน” จะอยู่หรือไป

ต่อมาสมาคมกีฬาฟุตบอลฯยังได้ออกปฏิบัติการ “กำจัดผู้จัดการทีม” ด้วย

พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การยกเลิกตำแหน่งผู้จัดการทีม ก็เพื่อป้องกันการเข้าไปแทรกแซงการทำงานของโค้ช

วลีเด็ดวลีคม “สมัยก่อนสมาคมกีฬาฟุตบอลฯมีปัญหาเรื่องการเงิน จึงต้องมีผู้สนับสนุนเข้ามาในฐานะผู้จัดการทีม แต่เวลานี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ตอนนี้สมาคมมีงบประมาณมากพอ ดังนั้น ทีมชาติไทยจึงไม่ต้องหาผู้จัดการทีมมาสนับสนุนอีกต่อไป”

ผู้จัดการทีมชาติไทย (ทีมชาย) คนสุดท้ายคือ “มาดามเดียร์” วทันยา วงษ์โอภาสี ผู้นำทีมยู-23 ผงาดคว้าแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อปลายเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา

แต่หลังจาก “ช้างศึก” ซิวเจ้าซีเกมส์เป็นสมัยที่ 16 ได้ไม่กี่วัน “มาดามเดียร์” ก็ประกาศอำลาตำแหน่งด้วยคราบน้ำตา โดยให้เหตุผลว่า “เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของสมาคม”

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีผู้จัดการทีมซึ่งเป็นคนไทยหลงเหลืออยู่อีก 1 คน และเป็นคนสุดท้ายที่เหลืออยู่

“มาดามแป้ง” นวลพรรณ ล่ำซำ สัญลักษณ์ของฟุตบอลหญิงเมืองไทย คือคนคนนั้น

ว่ากันว่าภารกิจการพา “ชบาแก้ว” แข้งสาวทีมชาติไทยไปลุยศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกให้ได้อีกครั้งในปี 2019 จะเป็นภารกิจทิ้งทวนของหญิงเหล็ก (แสนสวย) คนนี้

ซึ่งระหว่างทางหากเกิดอุบัติเหตุจนไม่สามารถไปถึงดั่งที่หวังเอาไว้ ก็มีโอกาสที่ปฏิบัติการ “กำจัดผู้จัดการทีม” ของสมาคมจะสำเร็จเด็ดขาดได้รวดเร็วกว่าที่คาดเอาไว้ก็เป็นได้

นอกจากนี้ หลังจากที่ประสบความสำเร็จในซีเกมส์ ครั้งที่ 29 แล้ว ก็กลายเป็นว่าสมาคมกีฬาฟุตบอลฯมีแนวคิดที่จะส่งทีมชุดเล็กไปฟาดแข้งในซีเกมส์ครั้งหน้า รวมไปถึงศึกชิงแชมป์อาเซียนที่เราเป็นเต้ยมาตลอดอย่าง “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ” ด้วย

สมาคมอยากจะพัฒนานักเตะในระดับเยาวชนให้มากกว่าเดิม!!!

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กำลังอยู่ในข้อถกเถียงที่ว่า หากพลาดแชมป์รายการใดรายการหนึ่งไม่ว่าจะเป็นซีเกมส์ หรือซูซูกิคัพ แล้วไซร้ แฟนบอลไทยจะรับได้หรือไม่ และสมาคมเองจะทนรับกระแสความไม่พอใจที่จะต้องถาโถมเข้ามาได้มากน้อยเพียงใด

เรื่องสุดท้ายที่ต้องถือว่ายกเครื่องใหม่หมดอีกเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงของฟุตบอลลีกในบ้านเรา

ในช่วงสิ้นปี 2559 สมาคมกีฬาฟุตบอลฯจัดการแปลง (เปลือก) โฉมฟุตบอลลีกในบ้านเราใหม่ทั้งหมด

โดยเริ่มจากการตั้งบริษัท ไทยลีก จำกัด เข้ามาดูแลการแข่งขันแทนบริษัท พรีเมียร์ลีก (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ถูกยกเลิกไป รวมไปถึงการเปลี่ยนชื่อลีก เปลี่ยนโลโก้ของลีก เปลี่ยนคนทำงาน และเปลี่ยนแม้กระทั่งถ้วยรางวัลในลีกทุกระดับ

โดยให้เหตุผลว่า ต้องการให้ทุกลีกอยู่บนพื้นฐานเดียวกัน และร่วมสมัยที่สุด

จากไทยพรีเมียร์ลีก กลายมาเป็น “ไทยลีก” หรือ T1, ดิวิชั่น 1 เปลี่ยนมาเป็น “ไทยลีก 2” หรือ T2, ลีกแชมเปียนชิพ เปลี่ยนมาเป็น “ไทยลีก 3” หรือ T3, ดิวิชั่น 2 ลีกภูมิภาค เปลี่ยนมาเป็น “ไทยลีก 4” หรือ T4

เรียกได้ว่าเปลี่ยนทุกอย่างเท่าที่จะเปลี่ยนได้

อย่างไรก็ตาม ยังคงบอกไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงแบบยกเครื่องใหม่ในวงการฟุตบอลลีกบ้านเราครั้งนี้จะส่งผลดี (จริง) หรือไม่

แต่ที่แน่ๆ แรงกระเพื่อมที่สะท้อนกลับมากลายเป็นว่าฝ่ายจัดของฟุตบอลไทยลีกซึ่งเป็นลีกสูงสุดออกมายอมรับตามตรงว่ายอดคนดูในสนามลดลงไปมาก ยิ่งลีกอื่นๆทั้ง T2, T3, T4 ยิ่งไม่ต้องนึกถึง

นี่เป็นวิกฤติ (คนเข้าสนาม) ครั้งใหญ่ที่สุดของบอลลีกบ้านเรา หากเทียบกันกับในรอบหลายปีก่อนหน้านี้

ตอนนี้ลีกสูงสุดกำลังจืดจาง แต่ลีกรากหญ้ากำลังจะตาย!

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าฟุตบอลดิวิชั่น 2 หรือที่เดิมรู้จักกันในชื่อ “ลีกภูมิภาค” ในยุคก่อน เป็นเหมือนอัตลักษณ์ที่ชัดเจนของแต่ละจังหวัด เป็นสิ่งที่สามารถรวมใจของแฟนบอลในจังหวัดเดียวกันได้เป็นอย่างดี

เมื่อราว 3-4 ปีก่อน เมื่อถึงวันเสาร์-อาทิตย์ทีไร แฟนบอลเต็มสนามประจำจังหวัดตลอด บางสัปดาห์มีปรากฏการณ์สนามแตกให้ได้เห็นกันด้วย

แต่มาถึงตอนนี้เป็นที่ทราบกันดีว่าลีกล่างนั้นเตะกันเอง ดูกันเอง

ในสนามไม่มีที่นั่ง มีแต่ที่นอน อะไรทำนองนั้นที่เขาแซวๆกัน

ขณะเดียวกัน ปรากฏการณ์ “ยุบทีม” ก็เป็นอีกสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการได้ในระดับหนึ่ง

หลายทีมต้องยุบตัว หลายทีมต้องขอพักทีม หลายทีมต้องล้มละลาย หลายทีมต้องเร่ขายทีมทอดตลาด

กรณีที่สโมสร “บีบีซียู เอฟซี” ทีมใน T2 ยื่นหนังสือขอถอนทีมออกจากแข่งขันเอาดื้อๆ ทั้งๆที่เพิ่งลงเล่นไปแค่ 11 เกมเท่านั้น เป็นข่าวที่ช็อกวงการฟุตบอลไปชั่วระยะหนึ่ง

หลังจากนั้นก็มีหลายทีมที่ทยอยออกมาประกาศขอพักทีมกันจ้าละหวั่น

ด้วยปัญหาส่วนใหญ่คือ เรื่องของงบประมาณ นั่นแสดงให้เห็นถึงระบบสิทธิประโยชน์ที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯจัดการให้ยังไม่ตอบโจทย์ และไม่สามารถช่วยพยุงช่วยเหลือบรรดาสโมสรฟุตบอลต่างๆได้

ทีมเล็กๆและทีมขนาดกลางที่เกิดอาการหมดแรง จำต้องล้มหายตายจากไปแบบไม่มีใครช่วย ทั้งๆที่เป็นผู้ล่มหัวจมท้ายกันมา

ทั้งหมดที่บรรยายมาข้างต้นเป็นการเปลี่ยนแปลงปรับโฉมชนิดพลิกฝ่ามือในการทำงานในหลายๆด้านของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯยุคใหม่ในรอบปีที่ผ่านมา

ตอนนี้ยังไม่สามารถให้คำตอบแบบฟันธงได้ว่าทั้งหมดเป็นแนวทางที่ถูกต้องหรือไม่

ทุกอย่างต้องใช้เวลา และต้องมีผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์

คงต้องรอดูว่าในปีหน้าปัญหาเหล่านี้จะได้รับการคลี่คลายอย่างที่ทุกคนคาดหวังเอาไว้ได้หรือไม่...

“กราวกีฬาไทยรัฐ”