วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เศรษฐกิจปีใหม่หัวใจ "ฟรุ้งฟริ้ง" ฟันธงประเทศไทย..สดใสซาบซ่า

ทุกๆปีใหม่...ทุกคนคงอยากเริ่มต้นด้วย...ความสดใส ชื่นบาน และมีกำลังใจ เพื่อที่จะทำวันใหม่ๆของเราให้ดียิ่งๆขึ้นไปกว่าวันวานที่ผ่านมา

ภาวะเศรษฐกิจไทยก็เช่นกัน...มุมมองรับปีใหม่ 2561 ที่กำลังจะเข้ามา มองตรงกันว่า “ปีใหม่นี้จะแฮปปี้ดีกว่าปีเก่า” เพราะเราเริ่มเห็นการไต่ขึ้นที่ชัดเจนของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกัน สำหรับ “ปัจจัยเสี่ยง” ที่จะเข้ามากระทบกระทั่งบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ซึ่งส่วนนี้ ประชาชน ภาคเอกชน และรัฐบาล ควรตั้งรับอย่างไร

“ทีมเศรษฐกิจ”สัมภาษณ์ 3 หนุ่มผู้กุมหัวใจเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไทยมาให้อ่านกัน...ดังนี้

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

“ปี 2560 ที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งปีที่รัฐบาลได้วางโครงสร้างพื้นฐานให้แก่ประเทศ เพราะทราบดีว่า หากเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพียง 0.8% เหมือนปี 2558 ประเทศไทยและคนไทยคงไม่สามารถอยู่กันได้”

แนวทางการทำงานของรัฐบาลในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ “ทีมเศรษฐกิจชุดปัจจุบัน” เข้ามาบริหารประเทศ จึงมุ่งเน้นไปที่การบริหารงานที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก เช่น การเร่งรัดเบิกจ่ายเงินงบประมาณ การลงทุนในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เนื่องจากรัฐบาลสามารถควบคุมและกำกับดูแลได้โดยตรง

“แผนแรกที่เราวางไว้คือการรองรับการพัฒนาประเทศ เช่น การลงทุนเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนเรื่องรถไฟฟ้าสีต่างๆทั่วกรุงเทพฯและปริมณฑล และการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นไปตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ แต่ก็ยอมรับว่าโครงการต่างๆเหล่านี้ เกิดขึ้นยากและต้องใช้ระยะเวลานาน ทำให้ผลงานในช่วงแรกไม่ค่อยเห็นผลสำเร็จเท่าที่ควร”

จำเป็นต้องจัดงบประมาณและมาตรการกระตุ้นต่างๆ เพื่อเข้าไปสนับสนุนเศรษฐกิจและช่วยให้เอกชนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น เพื่อรอจังหวะให้โครงการขนาดใหญ่ แจ้งเกิด โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ภาวะเศรษฐกิจไทยสามารถประคับประคองอยู่ต่อไปได้ หากในช่วงนั้น เศรษฐกิจเกิดทรุดลงจะยิ่งทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้ยากมากขึ้น

การทำงานของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาเหมือน “หมอวินิจฉัยโรค” ที่พบภาวะโรคแทรกซ้อนหลายโรคในเศรษฐกิจไทยของเรา เรื่องแรกคือ รัฐบาลไม่ลงทุนอะไรเลย ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพราะมีปัญหาทางด้านการเมือง 2.เอกชนก็ไม่ลงทุนเพราะไม่มั่นใจในรัฐบาล และ 3.ความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยลดลง เพราะหยุดนิ่ง และขาดการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ จึงมองเห็นภาพการเคลื่อนย้ายภาคอุตสาหกรรม ซึ่งในอดีตประเทศไทยเคยเก่งมากๆ เช่น อุตสาหกรรมเสื้อผ้าและรองเท้า ถูกดึงไปตั้งโรงงานใหม่ในประเทศเพื่อนบ้านเกือบหมด

รัฐบาลจึงออกมาตรการทุกๆด้าน ทั้งเร่งรัดการลงทุนภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ พร้อมๆกับเสนอโครงการใหม่ๆ เพื่อให้เกิดการลงทุน หรือกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ 10 S-Curve รวมทั้งจัดเตรียมสถานที่ไว้คือ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี วางเป้าหมายให้อีอีซี เป็นเครื่องยนต์ตัวใหม่ผลักดันเศรษฐกิจไทยในอนาคต

“สำหรับปี 2560 กระทรวงการคลังก็คาดว่า อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ อย่างน้อยน่าจะขยายตัวได้ 3.8-3.9% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) หากถามผมว่า พอใจหรือไม่ ตอบได้เลยจีดีพีไทยเติบโตน้อยไป แต่ในปีหน้า คาดว่าเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ประมาณ 4% อย่างแน่นอน”

...และหากมีการลงทุนใหม่ๆ ในอีอีซีเกิดขึ้นจริงตามที่คาดหวัง อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 2561 จะเติบโตได้ถึง 5% ซึ่งเป็นการเติบโตตามศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และหากเศรษฐกิจเติบโตได้เช่นนั้นจริงๆ ผมมั่นใจว่า สถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว

ส่วนแผนงานในปีหน้า ซึ่งรัฐบาลเหลือเวลา ทำงาน อีกเพียง 1 ปีนั้น คือสานต่องานของปีนี้ ที่จะต้องทำอย่างต่อเนื่องถึงปีหน้าเสร็จทั้งหมด โดยจะต้องทำงานตามแผนที่วางไว้ และอัพเกรดให้ “Up Great” ตลอดเวลา

“ปีหน้าเศรษฐกิจไทยจะสดใสแน่นอน และเป็นปีที่เศรษฐกิจพุ่งทะยานไปข้างหน้า (Take off) โดย ขอยืนยันว่า รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชนที่มีรายได้น้อยหรือคนยากจน เพราะเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นก็เหมือนกับน้ำขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็ลอยขึ้น แต่คนจนจะลอยช้ากว่าคนรวย ทำให้คนที่อยู่ข้างบนได้เปรียบคนข้างล่าง”

ในปีหน้าจะเห็นโครงการลงทะเบียนเพื่อขอรับสวัสดิการแห่งรัฐ เฟสที่ 2 เพื่อช่วยคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาทต่อปี และหากคนในกลุ่มนี้ยังช่วยเหลือให้พ้นน้ำไม่ได้จริงๆ ก็ต้องมีมาตรการพิเศษเพื่อให้อยู่รอดในสังคมได้ แต่มาตรการกระตุ้นระยะสั้นอื่นๆ คงไม่มีมาตรการใหม่ๆอีกแล้ว เพราะสิ่งที่ต้องทำในปีหน้า ได้ทำในปีนี้ไปหมดแล้ว

วิรไท สันติประภพ
ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

เมื่อมองไปในปี 2561 เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีต่อเนื่อง!!

จากการขยายตัวของเศรษฐกิจหลายประเทศ เกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้น ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้การบริโภคเพิ่มสูงขึ้น การค้าระหว่างประเทศขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง ขณะที่ด้านการเงิน ธนาคารกลางหลายแห่งทยอยปรับนโยบายการเงินเข้าสู่สภาวะปกติมากขึ้น

“สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง และขยายตัวแบบทั่วถึงมากขึ้น โดยแรงส่งของเศรษฐกิจโลกจะสนับสนุนการส่งออกและการท่องเที่ยวของไทยต่อไป นอกจากนั้น คาดว่าจะเห็นการลงทุนภาครัฐและเอกชนดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้การลงทุนของภาคเอกชนขยายตัวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมาด้วย”

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ประเมินการขยายตัวเศรษฐกิจปีใหม่นี้ไว้ที่ 3.9% เท่ากับปี 2560

อย่างไรก็ดี แม้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มขยายตัวชัดเจนขึ้น แต่เราจะชะล่าใจไม่ได้!!

ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายด้านที่ต้องให้ความสำคัญและระมัดระวัง ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งอยู่ที่ 78% ของจีดีพี ถือว่าสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีรายได้ต่อหัวใกล้เคียงกัน การขาดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่อาจปรับตัวไม่ทันกับการแข่งขัน ไม่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยี ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก

นอกจากนี้ ยังมี “ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ” ซึ่งอาจทำให้การขยายตัวของเศรษฐกิจโลก ถูกกระทบได้ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจและนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ปัญหาการเมืองในยุโรปและกระบวนการขอออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร (Brexit) ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ของโลก โดยเฉพาะในคาบสมุทรเกาหลีและตะวันออกกลาง ที่มีสัญญาณรุนแรงมากขึ้น

ความเสี่ยงจาก “ภาคการเงิน” ก็เป็นอีกด้านหนึ่งที่เราต้องติดตาม เพราะภาวะอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเวลานาน ทำให้หลายประเทศหรือหลายธุรกิจมีสถานะการเงินที่เปราะบาง มีหนี้ในระดับที่สูงเกินควร เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาสามารถก่อหนี้เพิ่มขึ้นในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ นำไปสู่การประเมินความเสี่ยงที่ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

ในปี 2561 ธนาคารกลางของหลายประเทศจะทยอยปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายขึ้น ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่อาจต้องเผชิญกับความผันผวนจากเงินทุนเคลื่อนย้ายที่มีความรุนแรงขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจไทยจะมีฐานะด้านต่างประเทศที่เข้มแข็ง และเราไม่ได้พึ่งเงินทุนจากต่างประเทศมาก แต่เราก็อาจต้องเผชิญกับความผันผวนของตลาดเงินและตลาดทุนโลก และการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลหลักๆของโลก

เรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญมากทั้งในปี 2561 และในช่วงต่อไป คือ การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ทำให้รูปแบบการทำธุรกิจจะเปลี่ยนไปและการแข่งขันจะรุนแรงมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน เช่น มีการหันมาบริโภคสินค้าออนไลน์มากขึ้น เกิดรูปแบบ (platform) ค้าขายข้ามประเทศขนาดใหญ่ ทำให้พรมแดนของประเทศจะมีบทบาทน้อยลง

“ในปี 2561 ที่เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้น และเสถียรภาพของเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ดี เราไม่ควรปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไปโดยไม่เร่งปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เพื่อเตรียมพร้อมรับความท้าทายใหม่ๆในอนาคต เราทุกคนไม่ว่าจะอยู่ในภาครัฐ ภาคธุรกิจ หรือภาคประชาชน ต้องใช้ปี 2561 เร่งเพิ่มศักยภาพและพัฒนาขีดความสามารถของตนไปพร้อมๆกับการสร้างภูมิคุ้มกัน เพื่อรองรับความผันผวนที่มีโอกาสจะสูงขึ้นในอนาคต”

ปรีดี ดาวฉาย
ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

“ผ่านไปอีกปีสำหรับปี 2560 ซึ่งสำหรับผมถือเป็นปีที่มีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ และการเงิน โดยฝั่งเศรษฐกิจ เราเห็นเศรษฐกิจแกนหลักของโลกที่ฟื้นตัวชัดขึ้น ตัวเลขส่งออกขยายตัวได้ดีกว่าที่คาด และผลักดันให้ตัวเลขจีดีพีไทยน่าจะทำได้เข้าใกล้ 4% ซึ่งเป็นตัวเลขเติบโตที่สูงที่สุดในรอบ 4 ปี หรือตั้งแต่ปี 2556”

ส่วนฝั่งภาคการเงิน สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยก็ฟื้นตัวขึ้นสอดคล้องกัน หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เริ่มนิ่ง ขณะที่มีการริเริ่มโครงการต่างๆ อาทิ ระบบพร้อมเพย์ การขยายการใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ และคิวอาร์โค้ดมาตรฐาน ที่นำไปสู่สังคมไร้เงินสด สอดคล้องกับนโยบาย Thailand 4.0 ซึ่งทำให้เราเห็นภาพรูปแบบการชำระเงินและการใช้ชีวิตประจำวันที่แตกต่างจากเดิม เปิดประสบการณ์การเงินสู่มิติใหม่ที่ดีขึ้น เร็วขึ้น และราคาถูกลง

วกกลับมาที่แนวโน้มปี 2561 ผมมองว่าเศรษฐกิจไทยยังจะเติบโตต่อเนื่อง ด้วยกรอบการเติบโตที่เหนือกว่าที่เห็นในปี 2560 ดังที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดการณ์ไว้ที่ 3.9% บนความคาดหวังที่การลงทุนของภาครัฐ จะมีบทบาทสำคัญขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และช่วยดึงความเชื่อมั่นและการลงทุนภาคเอกชนให้ฟื้นตัวเร่งขึ้นตามมา

แต่ท่ามกลางการฟื้นตัวยังต้องติดตาม “ปัจจัยเสี่ยง” ซึ่งอาจกระทบกับจังหวะหรือความทั่วถึงของการฟื้นตัว

ได้แก่ ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะสินค้าเกษตรหลัก เช่น ข้าว ที่เผชิญปัญหาผลผลิตมากดดันราคาให้ต่ำลง ราคายางพารายังคงเผชิญข้อจำกัดจากราคาน้ำมันที่ดีดตัวขึ้นไปมากแล้ว มันสำปะหลัง แม้ราคามีโอกาสดีดตัวขึ้น แต่ต้องตามนโยบายนำเข้ามันของจีนว่าไทยจะยังเป็นหนึ่งในตัวเลือกต่อไปหรือไม่ โดยมาตรการรัฐ เช่น โครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้ น้อยจะช่วยบรรเทาผลกระทบความไม่แน่นอนของราคาสินค้าเกษตร และค่าครองชีพ ได้บ้าง

ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์โลก นำโดยกรณีพิพาทบริเวณคาบสมุทรเกาหลี ที่แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเกาหลีเหนือและสหรัฐฯ ยังหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทางทหาร แต่หากปรากฏเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็อาจจุดชนวนให้ลุกลามไปสู่การใช้ความรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและราคาสินทรัพย์ในวงกว้าง เงินทุนเคลื่อนย้ายยังคงผันผวน โดยการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และ Brexit อาจส่งผลให้เงินทุนเคลื่อนย้ายผันผวนเพิ่มขึ้น

“ตอกย้ำถึงความจำเป็นที่ภาคธุรกิจควรวางแผนธุรกิจอย่างรอบคอบและระมัดระวัง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีความเชื่อมโยง หรือได้รับผลกระทบทางตรงและทางอ้อม ผู้ประกอบการควรตั้งรับความผันผวนของยอดขายด้วยการกระจายตลาด สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเพื่อเป็นทางออกของการอ่อนตัวของราคาสินค้าขั้นต้น บริหารต้นทุนเพื่อรองรับต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นหลังการบังคับใช้กฎหมายแรงงานต่างด้าวใหม่ ผู้ส่งออกควรป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อรับมือกับโอกาสที่ค่าเงินบาทอาจแข็งค่าอีกระยะ หลังแข็งค่าแล้วราว 10% ในปี 2560 เป็นต้น”

สำหรับภาคครัวเรือนนั้น แม้คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะทรงตัวต่ำต่อเนื่องเป็นส่วนใหญ่ในปี 2561 แต่การก่อหนี้ควรตั้งอยู่บนหลักการที่พอดีกับความสามารถในการชำระหนี้และไม่เบียดเบียนรายจ่ายประจำวัน อีกทั้งการลงทุนก็ไม่ควรมุ่งเน้นแต่การเพิ่มผลตอบแทน โดยปราศจากการประเมินความเสี่ยงรอบด้านอย่างรอบคอบ

ทั้งหมดนี้ คงเป็นแนวทางที่ช่วยให้ทั้งภาคธุรกิจและครัวเรือนก้าวหน้าไปกับปีใหม่และภาพเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นนี้ได้อย่างมั่นคง.

ทีมเศรษฐกิจ

ทุกๆปีใหม่...ทุกคนคงอยากเริ่มต้นด้วย...ความสดใส ชื่นบาน และมีกำลังใจ เพื่อที่จะทำวันใหม่ๆของเราให้ดียิ่งๆขึ้นไปกว่าวันวานที่ผ่านมา 28 ธ.ค. 2560 13:23 29 ธ.ค. 2560 05:22 ไทยรัฐ