วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โรดแม็ปนั้นสำคัญไฉน ทำไมปีหน้าไทยไม่มีเลือกตั้งใหญ่?

เข้าใกล้ปี 2561 มากขึ้นทุกที คนที่ยังเชื่อมั่นว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเดินหน้าตามโรดแม็ปการเมือง ที่ได้ประกาศไว้เป็นสัญญาประชาคม โดยจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้านี้ อาจจะเริ่มตื่นเต้นว่า ประเทศไทยจะกลับสู่บรรยากาศของประชาธิปไตยอีกครั้ง

ในขณะที่การเดินหน้ายกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ที่จะทำให้สามารถจัดการเลือกตั้งได้ตามกำหนดเวลาเดิมในโรดแม็ปคือ ปลายปี 2561 โดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ก็เสร็จสิ้นไปแล้ว ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะต้องพิจารณาต่อไป

โดยกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่ สนช.พิจารณาเสร็จสิ้น และประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว ได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ส่วนที่อยู่ระหว่างการพิจารณาในขั้นกรรมาธิการของ สนช. ได้แก่ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ในการพิจารณากฎหมายของ สนช.นั้น แม้ว่าจะมีกำหนดระยะเวลาเอาไว้อย่างชัดเจนในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ว่า สนช.จะต้องพิจารณาให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลา 60 วัน นับแต่วันที่ได้รับร่างมาจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และหากพิจารณาไม่เสร็จก็ให้ถือว่า ให้ความเห็นชอบต่อร่างของ กรธ.

เมื่อผ่านขั้นตอนของ สนช.แล้ว ก็จะต้องไปสู่กระบวนการตรวจสอบว่า ร่างกฎหมายนั้น เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยต้องส่งร่างกฎหมายนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือคณะกรรมการองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และ กรธ.พิจารณา หากไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ก็จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นมาเพื่อพิจารณา และส่งให้ สนช.พิจารณาอีกครั้ง แต่คราวนี้ หาก สนช.จะไม่เห็นชอบจะต้องใช้เสียงอย่างน้อย 2 ใน 3

หากพิจารณาตามกรอบเวลาข้างต้น การพิจารณาร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งดังกล่าว น่าจะใช้เวลาไม่เกิน 120 วัน และเมื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายแล้ว ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดการเลือกตั้งทั่วไปขึ้นภายในระยะเวลา 150 วัน รวมเป็นระยะเวลาประมาณ 9 เดือน หรือคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะมีการเลือกตั้งภายในช่วงปลายปี 2561

แต่เมื่อเร็วๆ นี้ คสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เดิมของร่างรัฐธรรมนูญฯ ชั่วคราว 2557 ออกประกาศแก้ไขเพิ่มพระราชบัญญัติพรรคการเมือง ให้พรรคการเมืองเดิมที่ตั้งมาก่อนหน้านี้ ต้องดำเนินการตรวจสอบบรรดาสมาชิกพรรคว่ายังคงมีอยู่จริงหรือไม่ หรือที่เรียกกันว่าการ “รีเซต” พรรคการเมืองเดิม ทำให้บรรดาพรรคการเมืองใหญ่ๆ ทั้งเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ต่างก็เดือดร้อน และไม่เห็นด้วยในเรื่องนี้

เพราะนอกจากจะเป็นการเพิ่มภาระให้กับพรรคการเมืองเก่า เอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมืองที่จะตั้งขึ้นมาใหม่แล้ว ยังทำให้กระบวนการกว่าจะถึงการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ต้องล่าช้าออกไปอีก ทำให้เป็นที่แน่นอนแล้วว่า การเลือกตั้งทั่วไป หรือที่เรียกว่า การเลือกตั้งใหญ่ทั่วประเทศเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายในปี 2561 ตามที่คาดการณ์กันไว้ตามโรดแม็ปเดิม

และแม้ว่าการเลือกตั้งใหญ่จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ภายในปีหน้า แต่ คสช.ก็คงจะประเมินแล้วว่า ยังไงๆ ก็น่าจะยังสามารถคุมเกมอำนาจอยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อยสบายๆ 1 ปี เพราะเชื่อว่าคนชั้นกลางในเมือง ทั้งใน กทม. และหัวเมืองต่างจังหวัด ยังคงเข็ดกับภาวะความขัดแย้งทางการเมืองที่นำไปสู่การชุมนุมประท้วง ที่มักจบลงด้วยการใช้ความรุนแรง ที่ส่งผลต่อความมั่นคง และเศรษฐกิจของประเทศ

ขณะที่ พรรคการเมืองที่เคยกุมเสียงข้างมากอย่าง พรรคเพื่อไทย ก็ยังคงมีความเชื่อมันว่า แม้ระบบเลือกตั้งที่ถูกกำกับไว้โดยรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะทำให้พรรคได้จำนวน ส.ส.ในสภาฯ น้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านๆ มา แต่แกนนำพรรคโดยเฉพาะคนที่อยู่นอกประเทศ ยังคงมีความเชื่อว่า ไม่ว่าการเลือกตั้งทั่วไปจะเกิดขึ้นในปีหน้า หรือปีโน้น พรรคเพื่อไทยก็จะยังคงได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎร เพราะความนิยมในตัวอดีตนายกรัฐมนตรี “ทักษิณ ชินวัตร” ยังคงเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชนส่วนใหญ่ในภาคเหนือ อีสาน ภาคกลาง และ กทม.บางส่วน

ตัวแปรจึงอยู่เพียงว่า กระบวนการได้มาซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเป็นอย่างไร พรรคที่ได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ในสภาผู้แทนฯ จะสามารถเลือกนายกฯ จากบุคคลในรายชื่อที่พรรคการเมืองเสนอมาก่อนล่วงหน้าได้หรือไม่ และหากเลือกไม่ได้ กระบวนการได้มาซึ่งนายกฯ ที่ไม่เคยผ่านการเลือกตั้งมาก่อน หรือ “นายกฯ คนนอก” ก็จะเริ่มต้นขึ้น

ดังนั้น กับคำถามที่ว่า ในเมื่อปี 2561 จะไม่มีการเลือกตั้งใหญ่แล้ว การเลือกตั้งจะมีขึ้นเมื่อใด คำตอบที่ได้ก็น่าจะย้อนแย้งเล็กน้อยว่า ตราบใดที่ คสช.ยังคงมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของคนชั้นกลางจากในเมือง การเลือกตั้งก็คงจะยังไม่เกิดขึ้นง่ายๆ ขณะที่พรรคอำนาจเก่าแบบพรรคเพื่อไทย จะมีความอดทนรอคอยการกลับมาเพียงใด หากการเลือกตั้งใหญ่จะเลื่อนออกไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีกำหนด

ตัวแปรอื่นๆ เช่น สภาวะเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตในภาพรวม และความรวยกระจุกตัวอยู่กับคนส่วนน้อยบางกลุ่ม (หรือที่เรียกว่า โตกระจุก จนกระจาย) อาจจะกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เร็วกว่าเวลาที่หลายๆ ฝ่ายคาดการณ์เอาไว้ก็เป็นได้

ชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี
www.twitter.com/chavarong
chavarong@thairath.co.th

เข้าใกล้ปี 2561 มากขึ้นทุกที คนที่ยังเชื่อมั่นว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะเดินหน้าตามโรดแม็ปการเมือง ที่ได้ประกาศไว้เป็นสัญญาประชาคม โดยจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปีหน้านี้ 28 ธ.ค. 2560 12:55 28 ธ.ค. 2560 13:21 ไทยรัฐ