วันพุธที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กำลังเป็นนักการเมืองเต็มตัว

พักใจสักนิด ไม่ต้องคิดมาก

ผมไม่ได้ว่าเองนะครับ...แต่เป็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ วาดลีลาส่งผ่านไปถึงบรรดานักการเมืองที่กำลังเกรี้ยวกราดกับคำสั่ง คสช. ม.44 ว่าด้วยการปลดล็อกการเมือง

หรือเน้นให้แคบลงไปนิดก็คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ออกอาการไม่พอใจมากเป็นพิเศษ

ขนาดท้าทายให้มีความกล้าหาญแบบชายชาติทหารประกาศมาเลยว่ารีเซ็ตพรรคการเมืองและเลื่อนการเลือกตั้ง

เผอิญที่ว่าวันนี้ พล.อ.ประยุทธ์ เกิดขบวนการเปลี่ยนผ่านจากความเป็น “ทหาร” ไปเป็น “นักการเมือง” เต็มตัวแล้ว

ก็เลยงัดวิชา “การเมือง” ออกมาด้วยลีลาไม่ธรรมดา

“ขอให้ดูคำสั่งให้ดีๆ อย่าไปหาจุดอ่อนหรือจุดแข็ง แต่ทุกอย่างต้องการให้เกิดความเรียบร้อย พักใจสักนิดนึง ไม่ต้องคิดมาก ถ้ายังมีอุดมการณ์อยู่ประชาชนยังคงนิยมท่านไม่ต้องไปกังวล”

“อยากให้ทุกอย่างในปีหน้าเป็นปีแห่งการเตรียมการไปสู่ประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาล ตรงนี้ทำเองไม่ได้”

“โรดแม็ปที่สำคัญที่สุดก็คือ การประกาศใช้กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง วันนี้มีเหลือกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งอีก 2 ฉบับ ที่ สนช. กำลังพิจารณาของ สนช. ทุกอย่างยังไม่เคลื่อนอะไรทั้งสิ้น ขอให้ลดแรงกดดันลงไปหน่อยเถอะ เพราะผมต้องการรักษาสถานการณ์บ้านเมืองให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย”

“ประชาชนต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย”

ฟังได้ทั้งหมดนี้ อย่างหนึ่งก็คือการเลือกตั้งมีแน่นอน เพื่อให้เป็นไปตามโรดแม็ป คำสั่ง ม.44 ก็เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมให้ทุกพรรคการเมืองอย่าไปคิดอะไรให้มาก

เรื่องสมาชิกพรรคนั้นก็ขึ้นอยู่กับ “อุดมการณ์” ของพรรค การเมืองนั้นๆ

ดูแล้วว่ารัฐบาลและ คสช. คงไม่ได้ให้ความสำคัญต่อพรรค การเมืองที่เคลื่อนไหวในเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อไทยหรือประชาธิปัตย์

ยิ่งประชาธิปัตย์ตอบโต้ เคลื่อนไหวมากเท่าใดก็ยิ่งจะเจอกระบวนท่าพิสดารมากยิ่งขึ้น ไม่เชื่อก็คอยดู

การออกตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จากนี้ไปคงจะเล่นบทนักการเมืองเต็มตัวมากขึ้น การออกไปพบปะประชาชนในรูปแบบ ครม.สัญจรนั้นก็ยิ่งโชว์ลีลานักการเมืองมากเข้าไปทุกที

ตีบทแตกกว่านักการเมืองด้วยซ้ำไป

ผิดจากระยะที่เพิ่งเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ซึ่งยังเล่นบท “ทหาร” เข้มข้นด้วยท่าทีแข็งกร้าวไม่ได้พูดจาภาษาดอกไม้อย่างปัจจุบัน

ด้วยการเอาอกเอาใจประชาชน เพราะรู้ดีว่าจากนาทีนี้ไปผู้ที่จะชี้ขาด เพื่อนำไปสู่การได้ไปต่อในตำแหน่งนายกฯได้นั้น

ก็คือประชาชนนี่แหละ...ไม่ใช่ใครที่ไหน?

เหมือนก่อนยังใช้บทเข้มกับนักการเมือง เพราะถือว่ามีอำนาจรัฏฐาธิปัตย์ภายใต้กระบอกปืน แต่จากนี้ไปต้องฟังเสียงประชาชนที่ผลักดันให้ไปสู่เป้าหมายได้

จึงไม่สนใจเพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ไม่ให้ราคากันแล้ว

แต่ก็ต้องหาแรงสนับสนุนที่เป็นรูปธรรม นั่นก็คือหาพรรคการเมืองให้มาดำเนินการในเรื่องนี้ผ่านการเลือกตั้งของประชาชน

การส่งสัญญาณถึงประชาชนที่พูดมาหลายครั้งแล้วว่า เลือกให้ดีก็แล้วกัน นั่นเท่ากับว่าใกล้จะถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจกันแล้ว

เวลาเปลี่ยน เป้าหมายไม่เปลี่ยน วิธีการก็ต้องเปลี่ยนไป.


"สายล่อฟ้า"