วันอังคารที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'รณพงษ์' มอบตัว 'มือปราบคนดัง' คดีไม่ไปฟังฎีกา ส่งนอนคุกทันที (คลิป)

2 นายตำรวจคนดัง “พล.ต.ต. รณพงษ์ ทรายแก้ว” และ “พ.ต.อ. อนุชน ชามาตย์” เข้ามอบตัวแล้ว หลังศาลฎีกาตัดสินจำคุกคนละ 15 ปี ในคดีใช้ไฟฟ้าช็อต 2 ผู้ต้องหา บังคับให้ซัดทอด “กรีฑา ยกย่อง” ว่าเป็นผู้จ้างวานฆ่า อดีต ส.อบต.บางริ้น ตำรวจส่งเข้าเรือนจำทันที ผู้คุมประกบตัวแจ พร้อมทำความเข้าใจนักโทษรายอื่น

2 นายตำรวจคนดังในคดีใช้ไฟช็อตผู้ต้องหาเข้ามอบตัวแล้ว หลังเบี้ยวฟังคำพิพากษาศาลฎีกาจำคุก 15 ปี ทั้งนี้ รายงานว่า เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 27 ธ.ค. พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว อดีตรองผู้บัญชาการกองกฎหมายและคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.อ.อนุชน ชามาตย์ อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองระนอง หลังได้หลบหนีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ตัดสินจำคุกคนละ 15 ปี โดยศาลได้อ่านคำพิพากษาลับหลังไปเมื่อวันที่ 22 พ.ย.ที่ผ่านมา ในคดีร่วมกันใช้ไฟฟ้าช็อตผู้ต้องหาให้รับสารภาพ เมื่อปี 45 ทั้งบังคับให้ซัดทอด นายกรีฑา ยกย่อง สมาชิก อบต.บางริ้น 1 ในผู้ต้องหาขณะนั้น ว่าเป็นผู้จ้างวานฆ่านายเกษม คงตุก สมาชิกสภา อบต.บางริ้น โดยภายหลังเข้ามอบตัว ตำรวจได้นำตัวทั้งสองคนส่งเข้าเรือนจำจังหวัดระนองเป็นที่เรียบร้อยแล้วในวันเดียวกัน

สำหรับคดีนี้นายวิโรจน์ สุวรรณี นายวินัย ขุนแผ้ว นายกรีฑา ยกย่อง ร่วมกันเป็นโจทก์ที่ 1-3 ยื่นฟ้อง พ.ต.อ.รณพงษ์ ทรายแก้ว (ยศในขณะนั้น) กับพวกรวม 14 คน เป็นจำเลยในคดีบังคับใช้ไฟฟ้าช็อตให้นายวิโรจน์กับนายวินัยให้การซัดทอดนายกรีฑาว่าเป็นผู้จ้างวานให้ใช้ปืนยิงนายเกษม คงตุก สมาชิกสภา อบต.บางริ้น เสียชีวิตเมื่อวันที่ 11 ต.ค.45 เหตุเกิดในพื้นที่ ต.บางริ้น อ.เมืองระนอง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 14 คน ต่อมาโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลพิพากษาแก้เป็นว่าจำเลยที่ 1 และ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 มาตรา 200 วรรค 2 มาตรา 295 มาตรา 296 มาตรา 309 วรรคแรก มาตรา 310 ทวิ ประกอบมาตรา 83 และจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 297 (8) ประกอบมาตรา 83 อีกบทหนึ่ง การกระทำของจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมาย ให้ลงโทษฐานเป็นเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หรือจัดการให้เป็นไปตามกฎหมายอาญาเพื่อจะแกล้งให้โจทก์ที่ 3 ต้องรับโทษ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ให้ลงโทษจำคุกคนละ 15 ปี

ต่อมามีการยื่นฎีกา แต่จำเลยที่ 1 และ 2 ไม่ไปศาล ต้องเลื่อนอ่านคำพิพากษาถึง 3 ครั้ง กระทั่งในวันที่ 22 พ.ย.60 ศาลอ่านคำพิพากษาลับหลัง ศาลฎีกาได้พิจารณาพฤติการณ์แห่งการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 15 ปี นับว่าเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และ 2 คนละ 15 ปี และยกฟ้องจำเลยที่เหลืออีก 12 คน อย่างไรก็ตามภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ให้จำคุกจำเลยที่ 1 คือ พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว อดีตรองผู้บัญชาการกองกฎหมายและคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจำเลยที่ 2 คือ พ.ต.อ.อนุชน ชามาตย์ อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งคู่ได้หลบหนีไปพักหนึ่ง กระทั่ง ตัดสินใจเข้ามอบตัวและส่งเข้าเรือนจำดังกล่าว เนื่องจากคดีถึงที่สุดแล้ว

นายพิภัช พูลช่วย ผบ.เรือนจำจังหวัดระนอง เปิดเผยวันเดียวกันว่า ได้รับรายงานจากเจ้าหน้าที่เรือนจำว่า รับตัว พล.ต.ต.รณพงษ์ ทรายแก้ว อดีตรองผู้บัญชาการกองกฎหมายและคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ พ.ต.อ.อนุชน ชามาตย์ อดีตรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี เข้ามาที่เรือนจำ ประมาณเกือบๆ 12.00 น. หลังจากนั้นได้นำตัวทั้งคู่ไปไว้ที่ห้องที่ทำการฝ่ายควบคุมในเรือนจำไว้ก่อน เพื่อให้อยู่ใกล้ชิดกับเจ้าหน้าที่ในช่วงกลางวัน เพื่อต้องการให้ปรับตัวและป้องกันเหตุอื่นๆ ต้องให้มั่นใจก่อนถึงจะให้ไปอยู่รวมกับนักโทษอื่นๆได้ ส่วนเวลานอนให้ไปอยู่ในห้องขังย่อย เรือนนอนที่รวมผู้ต้องขังอดีตข้าราชการ และนักการเมืองท้องถิ่นไปก่อน พร้อมให้เจ้าหน้าที่เรือนจำทำความเข้าใจกับนักโทษรายอื่นๆว่าถึงแม้จะเป็นอดีตตำรวจมือปราบ แต่ทุกคนก็ต้องทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย เมื่อมาอยู่รวมกันในเรือนจำก็ต้องให้การช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

“การดูแลทั้งคู่ ไม่มีสิทธิพิเศษอะไร ได้รับสิทธิเหมือนนักโทษคนอื่นๆ เพียงแต่ทั้ง 2 คนโดนโทษจำคุก 15 ปี ไม่ใช่ติดอยู่ไม่กี่เดือน ฉะนั้นคงต้องใช้เวลาปรับตัวสักระยะจนกว่าเจ้าตัวจะปรับตัวได้ หรือทางเรือนจำมั่นใจว่าอยู่รวมกับนักโทษรายอื่นๆได้แล้ว คาดว่าไม่นาน อยู่ๆไปก็ปรับตัวกลมกลืนกับนักโทษรายอื่นๆได้” นายพิภัชกล่าว