วันจันทร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยูเอ็นยื่นมือช่วย 8 ซิมบับเว หนีสงครามกลางเมือง เร่ร่อนในสุวรรณภูมิ

ตกค้างอยู่‘สุวรรณภูมิ’ ออกไปแล้วถูกส่งกลับ

ครอบครัวชาวซิมบับเว หนีภัยสงครามในประเทศมาตกค้างอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมินานกว่า 2 เดือน การท่าอากาศยานฯ เข้าดูแล เผยไม่ถือเป็นเรื่องอันตราย เพราะอยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่สายการบิน และเป็นเรื่องปกติ เพราะมีผู้โดยสารตกค้างอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิทุกวัน ด้าน ตม.แจงเหตุเผยที่มาที่ไปและยูเอ็นกำลังช่วยเหลือไปอยู่ประเทศที่ 3 แล้ว

เรื่องราวชาวซิมบับเวหนีสงครามกลางเมืองในประเทศและมาประสบปัญหาตกค้างในเมืองไทยต้องอาศัยสนามบินสุวรรณภูมิเป็นที่หลับนอนพักอาศัยอยู่หลายเดือนนั้น

ที่สนามบินสุวรรณภูมิ จังหวัดสมุทรปราการ เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. นายกิตติพงศ์ กิตติขจร รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ น.ส.ฉฎาณิศา ชำนาญเวช รองผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมเจ้าหน้าที่ท่าอากาศยาน เข้าเยี่ยมชาวซิมบับเว 2 ครอบครัว จำนวน 8 คน เป็นเด็ก 3 คน ผู้ใหญ่ 5 คน ที่ตกค้างอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิมานานกว่า 2 เดือน เพื่อให้การช่วยเหลือในเบื้องต้น ระหว่างขอลี้ภัยไปยังประเทศที่ 3 แต่ขณะที่คณะผู้บริหารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกำลังพูดคุยกับเด็กผู้หญิงชาวซิมบับเว ได้มีคนในครอบครัวเป็นชายคนหนึ่งวิ่งเข้ามากระชากเด็กอุ้มออกไป เนื่องจากเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผู้ไม่หวังดี แต่เมื่อได้ทำความเข้าใจชี้แจงว่า มาสอบถามความเป็นอยู่และมาให้การช่วยเหลือชายดังกล่าวจึงเข้าใจ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ซื้ออาหาร และเครื่องดื่มมอบให้เป็นเสบียง

นายกิตติพงศ์กล่าวว่า ชาวซิมบับเวที่ติดค้างสนามบินสุวรรณภูมิชุดนี้ เดินทางเข้ามาในไทยเพื่อที่จะไปอยู่ประเทศที่ 3 แต่เกิดความผิดพลาดเรื่องเอกสารการเดินทาง ทำให้ไม่สามารถเข้าประเทศที่ 3 ได้ จึงถูกผลักดันกลับประเทศต้นทาง แต่ชาวซิมบับเวไม่ต้องการกลับประเทศ เนื่องจากมีปัญหาความวุ่นวายทางการเมือง ขณะที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของประเทศไทยก็ไม่สามารถอนุญาตให้บุคคลเหล่านี้เข้าประเทศได้ จึงพักอาศัยอยู่สนามบินสุวรรณภูมิ มีสายการบินยูเครนออกค่าใช้จ่ายระหว่างการตกค้างในไทย โดยไปอาศัยอยู่บริเวณส่วนผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง การที่เด็กเดินเล่นในสนามบิน ไม่ถือเป็นเรื่องอันตราย เพราะอยู่ในสายตาของเจ้าหน้าที่สายการบิน กรณีนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ที่ผ่านมามีผู้โดยสารตกค้างและนอนค้างอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิทุกวัน อาศัยนอนอยู่ตามม้านั่งและโซฟา นานสุดที่เคยพบ 2 อาทิตย์ แต่กรณีชาวซิมบับเวอยู่นานกว่า 2 เดือน คล้ายกับภาพยนตร์ดังเรื่องเดอะเทอร์มินอล การท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไม่ได้นิ่งนอนใจและมีความเป็นห่วง จึงมาสอบถามความเป็นอยู่ส่งเจ้าหน้าที่มาคอยดูแลตลอด 24 ชั่วโมง

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า ระหว่างที่คณะการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พูดคุยกับหญิงชาวซิมบับเวคนหนึ่งได้มีโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ยูเอ็น มาขอพูดคุยกับนายกิตติพงศ์นานประมาณ 5 นาที จากนั้นนายกิตติพงศ์กล่าวว่า ทางยูเอ็นขอร้องไม่ให้มีการเผยแพร่ภาพชาวซิมบับเวผ่านสื่อ เพราะยูเอ็นกำลังอยู่ระหว่างการช่วยเหลือ เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนเกรงว่าจะเกิดปัญหาเรื่องของการดำเนินการช่วยเหลือ

ด้าน พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบก.ตม.2 ในฐานะรองโฆษก สตม.และโฆษก บก.ตม.2 ชี้แจงว่า กรณีนี้คือนาย Muvadi Rodrick ชาวซิมบับเวพร้อมครอบครัว เป็นผู้ใหญ่ 4 คน ชาย 2 หญิง 2 และเด็ก 4 คน เป็นชาย 3 หญิง 1 วัยตั้งแต่ 2, 6, 7 และ 11 ขวบ เป็นชาวต่างชาติที่อยู่ในการดูแลของสายการบิน ในเขตอาคารผู้โดยสารชั้นในของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั้งหมดเดินทางเข้าประเทศไทยช่วงเดือน พ.ค.2560 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ได้มาขอเดินทางออกที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 23 ต.ค.2560 โดยสายการบินยูเครนเดินทางไปเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองเคียฟ ประเทศยูเครน สายการบินพบว่า ผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวไม่มีวีซ่าเข้าสเปนจึงปฏิเสธการให้ขึ้นเครื่อง พร้อมจะส่งกลับซิมบับเวแต่ทั้งหมดไม่กลับ อ้างว่าในประเทศมีสงครามกลางเมืองถ้ากลับไปจะไม่ปลอดภัย จึงถูกส่งตัวจากยูเครนกลับมายังสนามบินสุวรรณภูมิ โดยอยู่ในการดูแลของสายการบิน

รอง ผบก.ตม.2 แจ้งอีกว่า ต่อมาทางครอบครัวซิมบับเวกลุ่มนั้นได้ประสานไปยังสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ขอลี้ภัย UN เพื่อขอลี้ภัยไปยังประเทศที่ 3 ซึ่ง UN แจ้งมาแล้วว่าทั้งหมดเป็นผู้มีรายชื่อลงทะเบียนขอเป็นผู้ลี้ภัยของ UN และยังคงอยู่ในการดูแลของสายการบินเยี่ยงผู้โดยสารปกติ ไม่ได้ควบคุมในห้อง Detention room ของสายการบินเช่นเดียวกับชาวต่างชาติที่ถูกปฏิเสธผลักดันกลับประเทศแต่อย่างใด จากนั้นจะนำตัวไปพักคอยที่สำนักงาน ตม. ที่สวนพลู ระหว่างรอดำเนินการขอลี้ภัยไปยังประเทศที่ 3 ส่วนเรื่องอาหาร สายการบินยูเครนออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด