วันศุกร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ใช่แค่ 1 แต่มีถึง 8 คน ชาวซิมบับเว ค้างสุวรรณภูมิ กินนอนอยู่ 3 เดือน

ตม.ชี้แจง กรณีหนูน้อยและครอบครัวชาวซิมบับเวติดค้างในสนามบินสุวรรณภูมิ พบเคยถูกส่งตัวกลับประเทศบ้านเกิด แต่หวั่นเกิดอันตราย จึงขอทำเรื่องลี้ภัยกับ UN โดยอยู่ในความดูแลของสายการบิน...

เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีหนุ่มใจดีมอบของขวัญให้หนูน้อย หลังพบติดอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิกับครอบครัวเกือบ 3 เดือน ไม่สามารถกลับเข้าประเทศได้ ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น (อย่างกับในหนัง! หนูน้อยกลับประเทศไม่ได้ ต้องติดในสนามบินเกือบ 3 เดือน)

จากการสอบถาม พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบก.ตม.2 ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและโฆษก บก.ตม.2 แจ้งว่า ได้ตรวจสอบเรื่องนี้แล้วพบว่า เป็นกรณีที่ นาย Muvadi Rodrick พร้อมครอบครัวชาวซิมบับเว เป็นผู้ใหญ่ 4 คน แบ่งเป็นชาย 2 คน หญิง 2 คน และเด็กจำนวน 4 คน แบ่งเป็น ชาย 3 คน หญิง 1 คน วัยตั้งแต่ 2, 6, 7 และ 11 ขวบ เป็นชาวต่างชาติที่อยู่ในการดูแลของสายการบิน ในเขตอาคารผู้โดยสาร ชั้นใน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

จากการตรวจสอบทราบว่า ชาวต่างชาติกลุ่มดังกล่าว เดินทางเข้าประเทศไทยช่วงเดือน พ.ค.60 ด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว ต่อมาได้มาขอเดินทางออกที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 23 ต.ค.60 โดยสายการบินยูเครน เพื่อเดินทางไปเมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน ซึ่งต้องแวะเปลี่ยนเครื่องที่เมืองเคียฟ ประเทศยูเครน แต่ทางสายการบินพบว่า ผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวไม่มีวีซ่าเข้าประเทศสเปน จึงปฏิเสธการขึ้นเครื่อง และได้พาคนต่างชาติกลุ่มนี้มาพบเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองเพื่อยกเลิกการเดินทาง แต่พบว่าผู้โดยสารกลุ่มดังกล่าวมีสถานะอยู่เกินกำหนด (over stay) ในไทยถึง 5 เดือน เจ้าหน้าที่จึงได้ดำเนินคดีและเปรียบเทียบปรับแล้วไม่สามารถให้กลับเข้าประเทศได้ จึงได้ดำเนินการตามกฎหมายคนเข้าเมือง ให้สายการบินยูเครนรับตัวผู้โดยสารกลุ่มนี้กลับประเทศซิมบับเว ซึ่งเป็นประเทศบ้านเกิด

แต่ปรากฏว่า ผู้โดยสารไม่ยินยอมเดินทางกลับซิมบับเว เนื่องจากเกรงอันตรายจากสถานการณ์ความไม่สงบในประเทศ ต่อมาในวันที่ 7 พ.ย.60 กลุ่มผู้โดยสารนี้ได้ซื้อตั๋วเดินทางไปยังประเทศมอลนิโทเรีย โดยผ่านประเทศยูเครน-สเปน-มอนนิโทเรีย เมื่อกลุ่มผู้โดยสารนี้ได้ขึ้นเครื่องจากสุวรรณภูมิไปถึงประเทศยูเครนแล้ว แต่ไม่สามารถเดินทางต่อจากประเทศยูเครนไปยังสเปนได้ ทำให้ในวันที่ 13 พ.ย.60 ผู้โดยสารกลุ่มนี้จึงได้ถูกส่งตัวจากยูเครนกลับมายังสุวรรณภูมิ โดยกลุ่มผู้โดยสารนี้ยังคงอยู่ในการดูแลของสายการบิน

จากนั้นทางผู้โดยสารได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัยไปยัง UN และทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้รับสำเนาหนังสือของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถึง อธิบดีกรมองค์การระหว่างประเทศ มีใจความสำคัญสรุปว่า กลุ่มชาวต่างชาติดังกล่าว เป็นผู้ที่ได้รับการลงทะเบียนผู้แสวงหาที่ลี้ภัย และมีความเสี่ยงประสบภัยในประเทศมาตุภูมิ ซึ่งทาง UN กำลังดำเนินการในขั้นตอนผู้ลี้ภัยอยู่ โดยยังคงอยู่ในการดูแลของสายการบินเยี่ยงผู้โดยสารปกติ และไม่ได้ควบคุมในห้อง Detention room ของสายการบินเช่นเดียวกับชาวต่างชาติที่ถูกปฏิเสธผลักดันกลับประเทศแต่อย่างใด

จากการติดตามความคืบหน้า ทราบว่าทาง UN ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแล สัมภาษณ์ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการผู้ลี้ภัย โดยคงจะมีการหารือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยธรรมต่อไป.