วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อีกก้าวไปสู่ความแตกหัก

ชิงเหลี่ยมการเมือง ดันพรรคใหม่

ก็ยังไม่ถึงขั้นที่ว่าพรรคการเมืองเก่าจะต้องสูญพันธุ์อะไรทำนองนั้น เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสมาชิกพรรคเท่านั้น

อยู่ที่ว่าพรรคการเมืองเก่าจะจัดการในเรื่องธุรการต่างๆให้เรียบร้อยได้หรือไม่ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 วัน

ว่าที่จริงแล้วก็เป็นการเปิดช่องทางให้ “พรรคใหม่” ไม่ว่าจะเป็นพรรคอะไรก็ตาม มีโอกาสในการเตรียมการด้วยเวลาที่มากขึ้น

อีกประเด็นที่อ้างถึงก็คือเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกพรรคการเมือง ทั้งพรรคเก่าและพรรคใหม่ อีกทั้งจะทำให้สมาชิกพรรคเป็นสมาชิกจริงๆและถูกต้อง มิใช่มั่วกันไปมั่วกันมา

เพราะบางพรรคอาจจะไม่ได้เป็นสมาชิกตัวจริง แต่แอบอ้างชื่อ หรือมีชื่อซ้อนกัน จึงต้องจัดระเบียบกันใหม่ทั้งหมด
เหตุผลมันก็เป็นอย่างเนี้ย...

พรรคประชาธิปัตย์มีสมาชิกพรรคมากที่สุดจำนวน 2.7 ล้านคน พรรคเพื่อไทยมี 1.3 แสนคน พรรคอื่นก็แค่แสนกว่าๆเท่านั้น

เมื่อมีสมาชิกพรรคมาก การดำเนินการต่างก็จะต้องใช้เวลา เพราะทุกคนจะต้องจ่ายค่าบำรุงพรรคทันที 100 บาท จากนั้น จะต้องจ่ายปีละ 100 บาท ไม่ใช่ 20 บาทต่อปีอย่างที่ผ่านมา

ประชาธิปัตย์ก็เลยเกิดอาการร้อนที่สุด แรงที่สุด

ร้อนเพราะเกรงว่าด้วยระยะเวลาสั้นๆจะดำเนินการไม่ทัน หวั่นใจว่าด้วยเงื่อนไขอาจไม่ต้องเป็นสมาชิกก็ได้ เพราะต้องจ่ายปีละ 100 บาท

มองไปไกลว่านี่คือ วิธีการตัดตอนพรรคเก่าและหันไปสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่อันเป็นการแยกสลาย

แต่จริงๆแล้ว สมาชิกพรรคไม่จำเป็นต้องมากถึง 2 ล้านคนก็ได้ เพราะตามกฎหมายที่กำหนดนั้น แค่ 500 คนก็ได้แล้ว

ดีที่ยังไม่ถึงขั้น “เซ็ตซีโร่” ทั้งพรรค หรือการให้ลงสมัครไม่สังกัดพรรค เพราะจะเป็น “ยาแรง” กว่ากันมาก

พรรคใหญ่อย่างประชาธิปัตย์และเพื่อไทยจะมีปัญหาทันที เพราะ อดีต ส.ส.และผู้สมัครเก่าอาจจะแยกตัวไปรวมกับพรรคการเมืองใหม่ได้

จะด้วยความพอใจ หรือการซื้อตัวก็ว่ากันไป

พรรคที่ออกอาการมากในประเด็นนี้ก็คือ ประชาธิปัตย์ที่ระบุว่า 71 ปี ที่สร้างสมาชิกขึ้นมานั้นมาเจอคำสั่ง ม.44 เท่านั้นแหละ หายไปทันทีและพยายามเรียกร้องให้สมาชิกพรรคอยู่กันต่อไป

ยิ่งไปกว่านั้น ปัญหาเป็นที่รู้กันดีอยู่ว่า ประชาธิปัตย์ยังมีปัญหาภายในที่มีความขัดแย้งในเรื่องแนวทางการเมืองอย่างชัดเจน

“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรค และ “ชวน หลีกภัย” ประธานที่ปรึกษาพรรค ยืนหยัดใน “อุดมการณ์” ประชาธิปไตยไม่สนับสนุน “คนนอก” เข้ามาเป็นนายกฯ

แต่ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” แม้ยืนยันว่าจะไม่เล่นการเมือง และออกจากประชาธิปัตย์ไปอย่างเด็ดขาด แต่ก็ยังมีบรรดาแกนนำ กปปส. ที่อยู่ในพรรคประชาธิปัตย์อีกมากพอควร

เพียงแต่แนวคิดต่างกันก็คือหนุนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อไป

อีกทั้งยังออกมาเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยและถูกมองเป็นตัวตั้งตัวตีในการตั้งพรรคการเมืองใหม่ภายใต้ “เสื้อเขียว”

ครับ...ก็ต้องวัดใจกันแหละครับ...เมื่องานการเมืองเดินไปถึงจุดที่ต้องตัดสินใจกันแล้ว อะไรจะเกิดขึ้นในประชาธิปัตย์

เพราะประชาธิปัตย์นั้นถูกมองว่าเป็นคู่แข่งทางการเมืองไม่ใช่แนวร่วมกันแล้ว.

“สายล่อฟ้า”